|
สภาวะที่ต้องพิจารณาเรื่องความยินยอมด้วย
ในที่นี้คือ " สภาวะฉุกเฉินซึ่งจะเป็นอันตรายต่อชีวิต" ซึ่งหมายความถึงการที่ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาพยาบาล
ณ สถานพยาบาลแห่งหนึ่งแห่งใดเป็นการเร่งด้วน ความเร่งด่วนในที่นี้มักหมายถึงชีวิตของผู้ป่วยด้วย
ซึ่งถ้ามิได้ให้การรักษาพยาบาลได้ทันท่วงทีก็อาจเสียชีวิตได้ รวมถึงการที่จะต้องได้รับการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างทันที
และรวดเร็วด้วย ซึ่งอาจเป็นกรณีอย่างหนึ่งอย่างใดใน 4 กรณีนี้
ก. ผู้ป่วยไม่ให้ความยินยอมแม้ว่าจะทราบถึงสภาวะของตนเองแล้วก็ตาม
ข. ผู้ป่วยแสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ก่อนแล้วว่าไม่ประสงค์ให้ทำการรักษา
และยอมที่จะเสียชีวิตโดยไม่ให้การรักษาหือการตรวจอย่างหนึ่งอย่างใด
ค. ผู้ป่วยไม่สามารถแสดงเจตนาได้และไม่มีทายาทเลย
ง. ผู้ป่วยไม่สามารถแสดงเจตนาได้และมีทายาทอยู่ แต่ทายาทไม่ให้ความยินยอมในการรักษาและการตรวจใดๆ
แม้ว่าจะทราบอยู่แล้วว่าการไม่ให้ดำเนินการดังกล่าว อาจทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตายได้
กรณีดังกล่าวนี้เป็นการขัดแย้งกันระหว่าง 2 คุณธรรมของแพทย์หรือบุคลการทางการแพทย์
คือ "คุณธรรมเพื่อปกป้องหรือรักษาชีวิต" กับ "คุณธรรมเรื่องสิทธิในชีวิต ร่างกาย และเสรีภาพของผู้ป่วยเอง"
ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ตกอยู่ในที่นั่งลำบากเสมือนอยู่ระหว่างเขาควาย "dilemma"
เพราะถ้าแพทย์ช่วยชีวิตผู้ป่วยก็เท่ากับเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ในเรื่องชีวิตและร่างกายของผู้ป่วยที่ได้ให้ไว้
การที่แพทย์กระทำต่อตัวผู้ป่วยแม้ว่าในที่สุดแล้วจะทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นในสายตาหรือความรู้สึกของคนทั่วไปและสังคม
แต่สำหรับผู้ป่วยถือว่าเป็นการขัดกับเจตนาของตนเองโดยสิ้นเชิง และผู้ป่วยย่อมถือว่าตนเองย่อมต้องมีสิทธิในชีวิต
และร่างกายของตนเอง ตราบใดที่ไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น การที่แพทย์ช่วยเหลือจำเป็นต้องมีการกระทำต่อร่างกายของผู้ป่วย
เช่น การฉีดยา การผ่าตัด การสอดใส่เครื่องมือแพทย์เข้าไปในร่างกาย รวมถึงการนำตัวอย่างจากร่างกายออกมาตรวจด้วย
สิ่งเหล่านี้เท่ากับเป็นการทำต่อร่างกายผู้ป่วยแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือญาติแล้วแต่กรณี
แต่กรณีนี้เป็นกรณีที่ "จำเป็น" ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะการรอช้าจะเป็นอันตราย
ซึ่งอาจถึงชีวิตหรือพิการแก่ผู้นั้น ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ย่อมสามารถให้การดำเนินการได้เลยโดยไม่สนใจในคำยินยอม
นอกจากนั้นอาจเห็นต่อไปว่า กรณีที่ฉุกเฉินอาจหมายความถึงการที่อาจเป็นอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายด้วย
ไม่เฉพาะต่อชีวิตเท่านั้น เช่น ถ้าให้การรักษาไม่ทันเวลาอาจทำให้ต้องถูกตัดแขน ตัดขา เป็นต้น
แพทย์จึงจำเป็นต้องดำเนินการทางการแพทย์ รวมถึงการที่จะต้องรีบตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วย
ตัวอย่างที่เหลือจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การจัดการเก็บตัวอย่างที่เหลือ (remained samples and residual) ในมุมมองทางนิติเวชศาสตร์ (medico-legal aspect)
จะสนใจในเรื่องต่อไปนี้
1. การทิ้งหรือกำจัดตัวอย่างที่เหลือ
ทำได้ถูกต้องตามหลักสาธารณสุขเพื่อป้องกันมิให้เกิดการติดเชื้อหรืออันตรายจากตัวอย่างที่ทิ้งนั้น
ทั้งนี้เพราะอาจเข้าข่ายกรณีจงใจทำให้ผู้อื่นเสียหาย และเป็นการละเมิดต่อผู้อื่นได้ เช่น
ดำเนินการถูกต้องตามพระราชบัญญัติสาธารณสุข พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติส่งเสริม
และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 หรือไม่
2. มีการนำตัวอย่างที่เหลือไปใช้ต่อ
เป็นการนำมาใช้ประโยชน์ต่อ เช่น
2.1 นำไปใช้ในการตรวจเพิ่มเติมอย่างอื่นที่ผู้ป่วยยังมิทราบ
ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการทางการแพทย์
2.2 ใช้ในการวิจัยอย่างอื่น
ซึ่งอาจทำให้เกิดกรณี
ก. ทำให้ผู้เป็นเจ้าของตัวอย่างนั้นเสียหาย เช่น นำไปตรวจแล้วทำให้ผู้อื่นทราบว่าผู้ป่วยเป็นโรคอะไร
ซึ่งอาจเป็นที่รังเกียจของสังคมและที่ทำงานได้
ข. โดยไม่ได้รับความยินยอมตามที่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่
เช่น ในเรื่องสิทธิผู้ป่วย กรณีนี้แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่เกิดความเสียหาย
แต่ก็อาจเข้าข่ายเป็นการนำตัวอย่างที่เหลือนั้นไปใช้ในทางที่มิชอบ
3. ระยะเวลาที่ต้องเก็บตัวอย่าง
ตัวอย่างในการตรวจถือว่าเป็นพยานวัตถุประเภทหนึ่ง ซึ่งสมควรจะเก็บไว้นานเพียงใดนั้นอาจดูได้
จากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 และ 96 ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีอายุความในทางคดีที่ยาวที่สุด 20 ปี
จึงน่าจะเก็บไว้ 20 ปีถ้าทำได้ เรื่องนี้ผู้เขียนก็ได้เคยเขียนไว้แล้วรวมทั้งหลักกฎหมายด้วย
สำหรับวิธีการเก็บพยานหลักฐานไว้ให้ได้นานๆ ว่ามีวิธีการเก็บเช่นใดผู้เขียนก็ได้เคยเขียนไว้แล้วเช่นเดียวกัน
สรุป
ตัวอย่างเพื่อส่งการตรวจทางห้องปฏิบัติการนับว่ามีความสำคัญในการดำเนินการทางการแพทย์อย่างมาก
ซึ่งแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ให้ความสนใจอยู่แล้ว แต่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์อาจมิได้สนใจ
ในอีกมุมมองหนึ่งของตัวอย่างที่นำมาตรวจ คือมุมมองด้านนิติเวชศาสตร์ (medicallegal or forensic aspect)
ซึ่งนับว่ามีความสำคัญไม่น้อย และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านสมควรให้ความสนใจในยุคที่สิทธิเสรีภาพ
และสิทธิผู้ป่วยกำลังเฟื่องฟูเช่นในปัจจุบัน
เอกสารอ้างอิง
1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. ราชกิจจานุเบกษา 2540; 114(55ก), 11 ตุลาคม 2540: 1-99.
2. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. การเก็บตัวอย่างเพื่อพยานหลักฐานในภายหน้าในขณะที่แพทย์ทำการชันสูตรพลิกศพ.
สารศิริราช 2538; 47: 772-776.
3. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. พยานหลักฐานทางการแพทย์. สารศิริราช 2541; 50: 157-166.
4. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. การจัดการเกี่ยวกับพยานหลักฐานในหน่วยอุบัติเหตุ. วารสารอุบัติเหตุ 2542; 18: 25-42.
5. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์, อัจฉรา อิ่มน้อย. ผู้ป่วยอุบัติเหตุกับผู้ป่วยคดี. วารสารอุบัติเหตุ 2541; 17: 52-62.
6. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. ปัญหาการเจาะเลือดเพื่อพยานหลักฐานจากผู้ป่วย ณ หน่วยอุบัติเหตุ.
วารสารอุบัติเหตุ 2543; 19: 99-112.
7. ดาราวรรณ ใจคำป้อ. การแสวงหาหลักฐานจากร่างกายผู้ต้องหา. วิทยานิพนธ์ในหลักสูตรนิติเวชศาสตร์ มหาบัณฑิต
บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2534.
8. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. กฎหมายความยินยอมในทางการแพทย์. ใน : แพทย์กับกฎหมายพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง.
กรุงเทพมหานคร. ศุภวนิชการพิมพ์, 2544: 53-68.
9. สุชาติ จิวชาติ. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณษความอาญา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จรัญสนิทวงศ์, 2524.
10. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. การตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยสมควรกระทำหรือไม่และทำได้เพียงใด.
วารสารอุบัติเหตุ 2542; 18: 5-18.
11. นคร พจนนวรพงษ์, พลประสิทธิ ฤทธิ์รักษา. ประมวลกฎหมายอาญา.กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์กิจเจริญ, 2538.
12. นคร พจนนวรพงษ์, พลประสิทธิ ฤทธิ์รักษา. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1-6. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์กิจเจริญ, 2538.
13. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. ความยินยอมในทางการแพทย์. วารสารอุบัติเหตุ 2541: 34-46.
14. ณรงค์ สิงห์ประเสริฐ. หลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยบาดแผลที่เป็นอันตรายแก่กาย. วารสารนิติวิทยาศาสตร์ 2527; 12: 1-25.
15. จิตติ ติงศภัทิย์. คำอธิบายประมวลกฎหมายแห่งและพาณิชย์ว่าด้วยบุคคล. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2522: 49.
16. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 และคำประกาศสิทธิผู้ป่วย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์, 2542.
17. จิตติ ติงศภัทิย์. คำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ภาค 1 ตอน 2 (แก้ไขเพิ่มเติม พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพมหานคร:
บพิธการพิมพ์, 2521: 690-691.
18. ยิ่งศักดิ์ กฤษณจินดา. กฎหมายลักษณะพยาน. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์, 2524: 36-37.
19. อนันต์ จันทรโอภากร. กฎหมายลักษณะพยาน. กรุงเทพมหานคร: ธีรานุสรณ์การพิมพ์, 2525: 4.
(update 3 สิงหาคม 2002)
[ ที่มา...สารศิริราช ปีที่ 53 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2544]
|