เวชระเบียน : ปัญหาทางประกันภัยที่น่าสนใจ (ตอนที่ 2)


ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และบริษัทประกันภัย ในทางนิตินัยนั้นมีความซับซ้อนอย่างมาก โดยเฉพาะความซับซ้อนของระบบประกันภัยที่นับวันจะมีมากขึ้น และการที่บริษัทประกันภัยต้องการทราบข้อมูลในเวชระเบียนก็มีเหตุผล อย่างไรก็ตามก็อาจเกิดผลในทางลบกับผู้ป่วยได้กรณีที่มีบุคคลอื่นได้ทราบถึงประวัติของผู้ป่วยเช่นเดียวกัน


ความเสียหายที่อาจเกิดกับผู้ป่วยกรณีมีการเปิดเผยข้อมูลในเวชระเบียน

ในเวชระเบียนนั้นมีสิ่งสำคัญหลายสิ่งที่มีการบันทึกไว้ บางสิ่งมีความสำคัญต่อผู้ป่วยอย่างยิ่ง จะให้ผู้อื่นทราบไม่ได้เลย เพราะจะก่อให้เกิดความเสียหายถึงชื่อเสียงและวงศ์ตระกูลของผู้ป่วยในสังคม แต่บางครั้งการที่ผู้ป่วยให้ความยินยอมต่อบุคคลอื่น ในอันที่จะได้รับทราบข้อมูลในเวชระเบียนนั้น อาจเป็นเพราะไม่ทราบถึงผลที่อาจติดตามมาสู่ตนในทางเสียหายได้ ทั้งนี้เพราะการใช้ข้อมูลต่างๆ นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก อีกทั้งมีรายละเอียดมากมาย รวมทั้งการที่มีการใช้หลักกฎหมาย เข้าประกอบในการอนุญาตให้รับทราบข้อมูลต่างๆ ด้วยนั้น บางครั้งก็ยากที่ผู้ป่วยจะเข้าใจในสิ่งที่ตนได้ให้ความยินยอมไป เพราะอาจไม่เห็นถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในภายภาคหน้าได้

1. เนื้อหาในเวชระเบียนที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ป่วยหรือผู้อื่นได้
1.1 เนื้อหาที่ผู้อื่นไม่ควรรู้
เนื้อหาในเวชระเบียนบางส่วนนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องสิทธิทางประกันแต่อย่างใด และทางประกันภัยก็ไม่มีสิทธิในส่วนนี้ด้วย แต่อาศัยการที่ได้รับอำนาจให้เปิดเผลข้อมูลได้อย่างไม่เป็นธรรม และทางการแพทย์ก็ไม่เข้าใจสิทธิของตน (กรรมสิทธิ์) ในเวชระเบียนและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น กับการเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยของตน

ตัวอย่างเช่น การที่ผู้ป่วยเอาประกันภัยอุบัติเหตุจราจรไว้ แต่กลับมาขอประวัติทั้งหมด ซึ่งผู้ป่วยจำต้องยอมเพราะอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าในทางนิติกรรมในลักษณะข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ทำให้อาจได้รู้ถึงสิ่งที่ไม่ควรต้องรู้ที่มีการบันทึกไว้ในเวชระเบียน เช่น
1) การที่ผู้ป่วยทำศัลยกรรมเสริมสวย (cosmetic surgery) เช่น การเสริมเต้านมด้วยซิลิโคน การทำสาว การทำดึงหน้าให้ตึง (face lifting) เป็นต้น
2) เคยป่วยด้วยกามโรคชนิดต่างๆ เช่น หนองใน, ซิฟิลิส
3) เคยพาไปเที่ยวโสเภณีมาและกลัวติดเชื้อจึงมาตรวจหาเชื้อเอชไอวี
4) การที่ผู้ป่วยเคยมีลูกมาแล้ว แม้ว่าจะใช้คำนำหน้าชื่อเป็นนางสาว
5) เคยแท้งลูกมาแล้ว
6) เคยมีลูกนอกสมรสซึ่งอาจให้ผู้อื่นเลี้ยง
7) เคยรักษาโรคจิตหรือโรคประสาทมาแล้ว เช่น อาจมีสิ่งที่เป็นความลับจริงๆ ในเรื่อง
ก. เคยคิดฆ่าตัวตายหรือเคยคิดฆ่าผู้อื่น
ข. เคยลักขโมยของผู้อื่นมา เช่น สะสมชุดชั้นในสตรี
8) เคยมีการกระทำผิดกฎหมายมาก่อน เช่น เคยขโมยของผู้อื่นมา เคยประพฤติยุ่งเกี่ยวกับหญิงอื่นหรือบุคคลต่างๆ มา
9) ผู้ป่วยเคยมีประวัติการพิสูจน์บุตร เพราะไม่ไว้ใจภริยาของตัวเอง ซึ่งมิใช่บุตรที่เกิดจากสามีที่จดทะเบียน (บุตรเกิดในช่วงที่จดทะเบียนกับสามี)
10) ตั้งครรภ์มาแล้วก่อนการแต่งงาน
11) เป็นหญิงเคยถูกข่มขืนกระทำชำเรามา
ตัวอย่าง
ผู้ป่วยหญิงคนหนึ่ง มีประวัติถูกข่มขืนกระทำชำเราเมื่อหลายปีมาแล้ว ได้มารับการตรวจที่สถานพยาบาลแห่งหนึ่งไว้ ต่อมาแต่งงานแล้วเกิดป่วย สามีผู้ป่วยได้เห็นประวัติของผู้ป่วยที่เคยถูกข่มขืนกระทำชำเรามา และรับสภาพนี้ไม่ได้ และผู้ป่วยก็มิได้เคยบอกกับสามีเลย จึงเกิดปัญหาครอบครัวตามมา
12) มีประวัติรักร่วมเพศมาก่อน
13) ไร้สมรรถภาพทางเพศ
14) อวัยวะเพศไม่สมบูรณ์
15) อื่นๆ
ส่วนที่อาจทำให้ผู้ป่วยเสียหาย
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นจะเกิดเป็นผลร้าย (ผลเสียหาย) ต่อตัวผู้ป่วยอย่างมาก ถ้ามีการล่วงรู้ออกไปสู่ภายนอกหรือสาธารณชน แม้ในขณะที่มีการซักประวัติแพทย์ย่อมต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้จะถือเป็นความลับของผู้ป่วยอย่างแน่นอน แต่ในขณะนี้อาจไม่ใช่เสียแล้ว เพราะอาจผ่านทางประกันภัยที่ผู้ป่วยมิได้เคยคาดคิดมาก่อนว่าประวัติของตนจะรู้ไปถึงบุคคลอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย

ส่วนที่อาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย (ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยของผู้ป่วย)
ในเวชระเบียนอาจมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องทางอ้อม เช่น อาจเกี่ยวกับญาติของผู้ป่วยในส่วนของการถามประวัติ ซึ่งมีอยู่เป็นประจำในหัวข้อ "ประวัติครอบครัว" เช่น มีการลงประวัติว่า โรคนี้ในครอบครัวมีพี่ชายเป็นด้วยอีกคนหนึ่ง ถ้าเผอิญเป็นโรคร้ายแรงและเสียชื่อในทางสังคมอย่างมาก และเผอิญพี่ของผู้ป่วยเป็นผู้มีชื่อเสียง (สมมติว่าเป็นรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวง) โดยทุกคนก็รู้อยู่ว่าผู้ป่วยมีพี่ชายอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ทำให้พี่ชายผู้ป่วยต้องเสียหายไปโดยปริยาย เป็นต้น และถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ใครจะต้องรับผิดชอบ

1.2 เนื้อหาในส่วนที่ผู้ป่วยกล่าวอ้างเองหรือบุคคลที่สามกล่าวอ้าง (subjective information)
สิ่งที่แพทย์กระทำในกระบวนการตรวจรักษาหรือดำเนินการทางการแพทย์คือ การบันทึกข้อความทั้งหมด ที่ได้รับฟังมาจากผู้ป่วยหรือฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไว้ในเวชระเบียนเพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุดเผื่อไว้ว่า อาจมีประโยชน์ต่อกระบวนการรักษาและดำเนินการทางการแพทย์ได้ ซึ่งแพทย์ไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่ได้รับทราบ และมีการบันทึกลงไปในเวชระเบียนนั้นจะมีความถูกต้องหรือไม่ เข้าในลักษณะที่ว่า "บันทึกไว้ก่อน"

ในส่วนที่เป็นการบอกกล่าวโดยผู้ป่วยหรือผู้อื่น (subjective information) ซึ่งมีการบันทึกลงไปโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา ทั้งนี้เนื่องจากโดยทั่วไปแพทย์ถือว่าบันทึกเหล่านี้จะใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น ซึ่งจะผิดหรือถูกย่อมไม่สำคัญ เช่น การที่มีการแจ้งว่าผู้ป่วยโดดตึกฆ่าตัวตาย แต่แท้ที่จริงแล้วมิใช่การโดดตึกฆ่าตัวตายแต่อย่างใด เป็นการพลัดตกลงมาจากการลื่น แต่ก็มีการปรากฏข้อความว่า "ผู้ป่วยโดดตึกฆ่าตัวตาย" ในเวชระเบียนส่วนที่เป็นการบอกกล่าว (subjective information) แล้วต่อมาปรากฏว่าทางบริษัทประกันภัยมีการใช้บันทึกดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการประวิงเวลาหรือไม่ยอมจ่ายเงิน ตามสัญญาประกันภัยที่ผู้ป่วยได้ทำไว้กับบริษัทประกันภัยโดยสิ้นเชิง เพราะอ้างว่าผู้ป่วยพยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งที่จริงแล้วมิใช่เช่นนั้น

1.3 เนื้อหาที่ผู้ป่วยเองก็อาจยังไม่สมควรรู้ (ยังไม่ถึงเวลาที่จะรู้)
อาจเป็นไปได้ว่า ในเวชระเบียนเองมีส่วนที่เป็นเนื้อหาที่ผู้ป่วยเองก็มิควรรู้ด้วย เนื่องจากเป็นข้อสันนิษฐานของแพทย์ ซึ่งอาจไม่เป็นจริงก็ได้ ถ้าเผอิญเป็นแต่ข้อสันนิษฐานแล้วข้อมูลดังกล่าวกลับเผยแพร่ออกไปแล้ว ทั้งตัวผู้ป่วยและบุคคลอื่นๆ อาจเกิดความเสียหายได้ และการแก้ไขข่าวที่แพร่ออกไปว่าไม่จริงตามข่าวลือมักจะยากกว่าการที่ไม่ให้เกิดข่าวลือเสียเลย ทั้งนี้มิได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นผู้ป่วยจะไม่ได้รู้ตลอดไป แต่การที่ผู้ป่วยจะได้รับรู้ต่อไปตามสิทธิผู้ป่วยนั้น อาจพิจารณาร่วมกับปัจจัยหลายประการ เช่น
ก.วันและเวลา
ข.ความพร้อมของจิตใจ
ค.ความพร้อมของญาติ เช่น การที่จะแจ้งให้ผู้ป่วยทราบสมควรเป็นช่วงที่มีญาติ (บางส่วน) อยู่ด้วย (มิใช่อยู่ต่อหน้าเวลาบอก แต่อาจอยู่นอกห้อง) เพราะเมื่อบอกแล้วผู้ป่วยอาจต้องการพบกับญาติหรือต้องการสั่งการอย่างหนึ่งอย่างใดโดยเร็ว เช่น อาจต้องการทำพินัยกรรม หนังสือมอบอำนาจ ถ้าแพทย์เลือกบอกเสียก่อนอาจทำให้ผู้ป่วยไม่สบายใจและเกิดผลแทรกซ้อนตามมาได้
สิ่งที่ผู้ป่วยยังไม่ควรรู้ที่อาจมีปรากฏในเวชระเบียนมี เช่น
1) กรณีที่แพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยติดเชื้ออย่างร้ายแรง
2) สงสัยว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งอย่างร้ายแรง

การที่เนื้อหาที่ผู้ป่วยยังไม่ควรรู้หรือสิ่งอื่นๆ อาจมีปรากฏในเวชระเบียนได้ เพราะในทางการแพทย์ขณะนี้ถือว่า เวชระเบียนเป็นความลับ เป็นส่วนเฉพาะในทางการแพทย์เท่านั้น จึงมีการใส่ทั้งในส่วนถูกกล่าวอ้าง (subjective information) ของผู้ป่วยญาติ ผู้ที่นำส่ง ผู้หวังดี หรือพลเมืองดี ฯลฯ ไว้ด้วยทั้งหมด รวมถึงข้อคิดและการสันนิษฐานต่างๆ ที่แพทย์มีในขณะหนึ่งขณะใดลงไปด้วย ซึ่งทั้งสิ่งที่ได้รับแจ้งหรือถูกกล่าวอ้าง (subjective information) และข้อสันนิษฐานของแพทย์นั้น "มิใช่เป็นความจริงเสมอไป" หรือ "ยังมิใช่เป็นความจริงชัดเจน" เพราะยังมิได้มีการพิสูจน์แต่อย่างใด ที่ใส่ไว้ก็เพื่อเป็นข้อมูลและแนวคิดในเรื่องโรคหรือการดำเนินของโรคเพื่อประโยชน์ในด้านการรักษาเท่านั้น มิได้หวังผลในด้านอื่น เช่น ทางสัญญา ทางละเมิด หรือทางกฎหมายด้านอื่นแต่อย่างใด

สิ่งเหล่านี้ถ้าปรากฏออกไปสู่ภายนอกอาจเกิดความเสียหายขึ้น ทั้งต่อตัวผู้ป่วย ต่อแพทย์ที่เกี่ยวข้อง และต่อสถานพยาบาลนั้นๆ ด้วย จึงเกิดแนวคิดว่า น่าจะมีการทำบันทึกไว้เป็นเวชระเบียนส่วนหนึ่งและเป็นบันทึกอื่นๆ (ที่มิได้เรียกเวชระเบียน) อีกส่วนหนึ่ง แยกต่างหากจากกัน
2. ความเสียหาย
ความเสียหายที่เกิดจากการรับทราบประวัติของผู้ป่วยเหล่านี้เป็นความเสียหายที่รุนแรง จนอาจทำให้ผู้ป่วยต้องล้มเหลวในชีวิต ในหน้าที่การงาน และอาจถึงกับทำลายสถานะความเป็นอยู่ในสังคมเลยทีเดียว ทั้งที่ผู้ป่วยมีสิทธิในการที่จะเรียกร้องสิทธิทางประกันซึ่งมิได้เกี่ยวกับประวัติเหล่านี้เลย แต่ที่ได้มอบอำนาจให้ไปเพราะ

ก. ผู้ป่วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ในการลงชื่อมอบสิทธิให้บริษัทประกันฯ ทราบ
ข. ผู้ป่วยไม่คิดว่า จะเกิดเหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์เหล่านี้ขึ้น
ค. ผู้ป่วยไม่คิดถึงความร้ายแรงหรือผลที่ตามมา
ง. ผู้ป่วยต้องการเพียงเรียกร้องสิทธิทางประกันอุบัติเหตุหรืออื่นๆ แต่กลับทำให้ประวัติเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นความลับ เช่น ทางเพศ เกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย การฆ่าบุคคลอื่น การทำความผิดต่างๆ ล่วงรู้ไปถึงบุคคลอื่น (นอกจากแพทย์ผู้รักษา) ทำให้เกิดความเสียหายมากยิ่งกว่าการไม่ได้รับสิทธิทางประกัน แต่สิทธิทางประกันเป็นสิทธิโดยชอบที่ผู้ป่วยพึงได้ในทางสัญญา ทำไมจึงต้องให้ผู้ป่วยเกิดความเสียหายถึงขั้นนั้นๆ ด้วยกับการเรียกร้องสิทธิทางประกัน
3. ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น
เมื่อเกิดความเสียหายที่มีการทราบถึงประวัติในเวชระเบียนขึ้นแล้ว ใครควรต้องเป็นผู้รับผิดชอบจะให้แพทย์หรือผู้ที่ให้ประวัติของผู้ป่วยแก่ผู้อื่นนั้นเป็นคนรับผิดชอบเช่นนั้นหรือ หรือว่าไม่เป็นความผิด เพราะเข้าเกณฑ์ที่ว่า "เป็นความบกพร่องโดยสุจริต" "เป็นการซื้อสัตย์แต่ผิดพลาด" หรือ "ผิดพลาดโดยสุจริต" ได้หรือไม่ หรือไม่ต้องรับผิดเลย เพราะผู้ป่วยได้มอบอำนาจให้เปิดเผยข้อมูลแล้ว
4. พฤติกรรมที่แสดงออกของฝ่ายบริษัทประกันภัยบางคน
อาจมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการดำเนินการต่างๆ ของบริษัทประกันภัย เช่น

4.1 การแจ้งมา (ทางโทรศัพท์) เพื่อขอให้ทางสถานพยาบาลจัดเตรียมเอกสารเพื่อการตรวจสอบประวัติของผู้ป่วย ในเวชระเบียนในเวลาที่กำหนด เสมือนกับว่าเป็นการบังคับให้ทางสถานพยาบาลต้องกระทำตามนั้นในเวลานั้นๆ

4.2 การมาขอดูข้อมูลในเวชระเบียนที่สถานพยาบาล แล้วมีการวิพากวิจารณ์เนื้อหาในประวัติของผู้ป่วย ในเชิงไม่เหมาะสม เช่น "เคยทำแท้งมาด้วยหรือ" "ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าเคยตั้งครรภ์มาแล้ว" หรือ "แต่งงานถึง 3 ครั้งแน่ะ" "เคยเป็นกามโรคด้วยหรือ" เป็นต้น

4.3 มีการแอบนำข้อมูลไปเพื่อข่มขู่ (blackmail) ผู้เป็นเจ้าของประวัติซึ่งสืบได้ยากว่าทราบมาจากใคร ประวัติออกมาสู่บุคคลอื่นๆ ได้อย่างไร และอาจมีการผ่านไปทางบุคคลอื่นอีกหลายทอดก็ได้ ที่สำคัญคือจะทำให้ทางสถานพยาบาลถูกกล่าวหาว่านำประวัติของผู้ป่วยไปเผยแพร่

หมายเหตุ
เรื่องการนำข้อมูลเกี่ยวกับผู้เอาประกัน (ผู้ป่วย) โดยผู้แทนของบริษัทประกันภัยไปข่มขู่ผู้เอาประกันภัยนั้น เป็นเรื่องที่ผู้เอาประกันเคยกระทำการอันมิชอบต่อบริษัทประกันภัยมาก่อน เช่น มีการโกงบริษัทประกันภัยในการเรียกร้องสิทธิ แล้วต่อมาผู้แทนของบริษัททราบเข้า ก็มาข่มขู่เรียกร้องทรัพย์สินเอาจากผู้เอาประกันภัย ซึ่งในเรื่องนี้เคยมีปรากฏมาแล้ว

4.4 นำข้อมูลไปเปิดเผลทำให้ผู้ป่วยเจ้าของประวัติเสียหาย อาจเป็นการกลั่นแกล้งหรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น ต้องการทำให้สถานพยาบาลเสียชื่อเสียงหรือขาดความน่าเชื่อถือในการเก็บประวัติพฤติกรรมที่กระทำ เช่นนำข้อมูลในเวชระเบียนไปขายให้กับคู่สมรส ไปให้กับคู่กรณี หรือปฏิปักษ์ เป็นต้น

4.5 อื่นๆ
5.สถานพยาบาลแห่งไม่ตระหนักในเรื่องข้อมูลของผู้ป่วยในเวชระเบียน

(ดูในหัวข้อ "ความซับซ้อนของระบบประกันภัย" ที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนที่ 1)
แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการกับข้อมูลในเวชระเบียน

ในสังคมยุคใหม่จะมีสิ่งต่างๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้น ถ้าเรายังคงอยู่ในสังคมแบบดั้งเดิมเชื่อแน่ว่าบางอาชีพไม่มีทางที่จะมีได้ เช่น นักชิมไวน์ นักวิจารณ์ภาพยนต์ การทำประกันค่าเงินบาท ฯลฯ ในเรื่องเวชระเบียนการบันทึกใบรับรองแพทย์ ฯลฯ ก็เช่นเดียวกัน ที่มีการดำเนินการโดยทำแบบดั้งเดิมต่อเนื่องมาช้านานหรือดั้งเดิม (Primitive) ย่อมไม่เท่าทันสังคม ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การใช้แนวคิดอย่างเดิมๆ นั้นอาจไม่ทันสมัยเสียแล้ว ต้องมีการคิดอย่างใหม่ (new paradigm) ทั้งนี้เพราะแต่เดิมนั้นการใช้ใบรับรองแพทย์ การดูบันทึกทางการแพทย์ก็เพื่อการรักษา การส่งต่อ ฯลฯ เท่านั้น แต่ขณะนี้ไม่ใช่เสียแล้ว เพราะความซับซ้อนของสังคม ทำให้วงการแพทย์พลอยยุ่งยากไปด้วย เพราะมีการเรียกร้องสิทธิบางประการ และบันทึกบางอย่างในเวชระเบียนอาจเกิดข้อสงสัยทำให้ผู้ป่วยเสียสิทธิอันพึงมีพึงได้ เช่น
ก. การให้แพทย์แก้ไขว่าสิ่งที่แพทย์ได้บันทึกไว้นั้นตนเองไม่เคยบอกไว้เลย (แพทย์จดไปเองหรือใครบอกก็ไม่ทราบ) เช่น ให้แก้ไขที่แพทย์บันทึกว่า "ผู้ป่วยมีก้อนก่อนมาโรงพยาบาล 3 เดือน"
ข. เคยมีประวัติลงไว้ว่าโดดตึกมาหรือฆ่าตัวตาย (ไม่ทราบว่าใครบอกในตอนต้น) ต่อมาแจ้งว่า มิใช่เช่นนั้น
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีผู้บอกให้แพทย์บันทึก (subjective) ทั้งสิ้น แพทย์ไม่มีทางที่จะรู้เองและมักถูกกล่าวอ้างว่า เป็นการจดอย่างเลื่อนลอยเมื่อเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ (เช่น ทำให้ผู้ป่วยเรียกร้องสิทธิกับบริษัทประกันมิได้) แต่กลับกล่าวอ้างอย่างจริงจังถ้าได้ประโยชน์ (เช่นบริษัทประกันภัยอ้างเพื่อมิจ่ายค่าเสียหาย)

ดังนั้นในเรื่องข้อมูลในเวชระเบียนกับการรับรู้นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก จึงน่าจะมีการพัฒนาการดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลในส่วนนี้สำหรับผู้อื่นที่อาจทราบได้ คือ

แนวทางแรก

เวชระเบียนในแนวความคิดใหม่น่าจะประกอบด้วย 2 ส่วน

ส่วนที่ 1 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยที่แพทย์ได้รับทราบด้วยตนเอง (objective information)
หมายถึงสิ่งที่แพทย์ได้ทราบมาด้วยตนเองมิใช่จากการบอกเล่ามา
1. ทราบจากสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ฯลฯ มาเอง (ประจักษ์พยาน)
ก.ใส่เสื้อสีฟ้า กางเกงดำ
ข. คนไข้ไม่รู้สึกตัว
ค. สิ่งอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วย แต่เป็นส่วนเกิน เช่น ได้กลิ่นสุรา (ต้องระวังเพราะอาจเกิดข้อพิพาทกับผู้ป่วยได้ง่ายมาก เพราะผู้ป่วยอาจอ้างว่ามิได้ดื่มมาเลย)
ง. ผู้นำส่งที่เป็นชาย มูลนิธิที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งนำส่ง ฯลฯ

2. ทราบจากความรู้ทางการแพทย์
หมายถึงข้อมูลที่เป็นจริง พิสูจน์ได้แล้ว ทั้งโดยสภาพที่ปรากฏ หรือโดยทางการแพทย์ หรือโดยประสาทรับความรู้สึกหรือสัมผัสของตนเอง

2.1 การได้มาโดยการรับรู้โดยทั่วไป (ตา หู จมูก สัมผัส ฯลฯ) เช่น
ก. แผลที่ปรากฏ
ข. สภาพที่ปรากฏ เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด
ค. ผมร่วง
ง. ตาเหลือง ตัวเหลือง
จ. ผอมซีดมาก
ฉ. ตกเลือดจากการคลอด
ช. ผิวคล้ำ ซ.ผื่นตามตัว ฯลฯ

2.2 การรับรู้จากผลการตรวจด้วยวิธีการหรือเครื่องมือต่างๆ เช่น
ก. ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ
ข. ผลการตรวจทางรังสี
ค. ผลการตรวจด้วยเครื่องมืออื่นๆ
ในส่วนนี้สามารถบันทึกลงในเวชระเบียนได้เลย นั่นคือให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับที่เคยปฏิบัติมานั่นเอง
ส่วนที่ 2 ส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ได้รับการบอกกล่าว (subjective information) หรือข้อมูลเสริม
1. ความหมายของข้อมูลที่ได้รับการบอกกล่าว
เป็นข้อมูลที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ได้รับมาจากผู้ป่วยหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโยแพทย์ หรือบุคลากรที่ได้รับทราบนั้นไม่มีทางที่จะทราบเลยว่าเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เพราะเป็นสิ่งที่ผู้อื่นบอกตามความคิด ความเห็น ความรู้สึก หรือประสบการณ์ของเขาเหล่านั้น อาจเรียกได้ว่า เป็นข้อมูลตาม "อำเภอใจ", "เลื่อนลอย" ไม่มีหลักฐานอ้างอิงว่าเป็นอย่างไร อีกทั้งอาจมีการขอเปลี่ยนแปลงได้เสมอ โดยอ้างสาเหตุต่างๆ และในส่วนนี้เป็นส่วนที่ "น่าจะเกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมาก" ตัวอย่างเช่น

1.1 ประวัติที่ผู้ป่วยแจ้งให้ทราบ
ก. เจ็บปวดที่มองไม่เห็น เช่น ปวดท้อง ปวดหัว
ข. ผู้กระทำ เช่น นาย ก. ต่อย
ค. ต้นเหตุที่ทำให้เกิด เช่น ตกม้าลื่น ตกบันได ลื่นในห้องน้ำ ถูกมีดบาดมือ ถูกสุนัขกัด ฯลฯ
1.2 ผู้นำส่งแจ้งให้ทราบ
1.3 ญาติแจ้งให้ทราบ
1.4 ข้อสันนิษฐานที่ยังมิได้พิสูจน์ของแพทย์ เช่นน่าจะประสบอุบัติเหตุจราจร เพราะมีบาดแผลถลอกตามร่างกายจำนวนมาก เป็นต้น
1.5 สิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเจ็บป่วย เช่น ผู้นำส่ง ทรัพย์สินที่ติดตัวมาด้วย
ในส่วนนี้เป็นการบันทึกแต่มิใช่เรียกว่าเป็น "เวชระเบียน" เพราะมิใช่สิ่งที่แน่นอนในตัวของมันเอง แต่น่าจะเรียกว่า ข้อมูลเสริม (subjective information) และสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นระหว่าง
ก. ผู้ป่วยกับแพทย์
ข. ผู้ป่วยกับบุคคลภายนอก เช่น บริษัทประกันภัย นายจ้าง คู่กรณี
ค. แพทย์กับบุคคลภายนอก
ง. บุคคลภายนอกสองฝ่าย เช่น ประกัน 2 บริษัท โดยมีผู้ป่วยเป็นผู้เชื่อมโยง

2. ความแน่ชัดของข้อมูลเสริม
โดยหลักแล้วข้อมูลเสริมต้องถือว่าเป็นข้อมูลที่ไม่อาจยืนยันในทางการแพทย์ได้ เพราะไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน เว้นเสียแต่ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏหรือเป็นที่ทราบโดยทั่วไป จึงอาจแบ่งข้อมูลเสริมเป็น 2 ประเภท คือ

2.1 ข้อมูลเสริมที่ไม่อาจหาแหล่งอ้างอิงได้ เช่น นาย ก. อ้างว่าได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากถูกมีดหั่นผักบาดขณะทำกับข้าวอยู่คนเดียว ไม่มีใครสามารถยืนยันได้
2.2 ข้อมูลเสริมที่มีแหล่งอ้างอิง เช่น เกิดอุบัติเหตุรถเมล์ชนกับรถบรรทุก ย่อมมีพยานที่อยู่บนรถเมล์ทราบอยู่แล้ว และมีการลงข่าวในสื่อต่างๆ มากมาย ถือว่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง

3. ผู้ที่มีสิทธิรับทราบข้อมูลเสริม
โดยหลักแล้วผู้ที่จะทราบข้อมูลเสริมได้จะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อการพิสูจน์ในทางคดี เช่น ในคดีแพ่ง คดีอาญา หรือคดีจริยธรรมเท่านั้น แต่ข้อมูลของผู้ป่วยในส่วนนี้ก็มิใช่จะเป็นความลับสุดยอด ผู้อื่นก็อาจรับทราบได้ เพียงแต่มิใช่รูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ การที่ผู้ป่วยมอบอำนาจให้กับผู้หนึ่งผู้ใด แล้วก็คิดว่าจะมาขอรับทราบข้อมูลทั้งหมดจากทางสถานพยาบาลได้แล้ว แต่ข้อมูลในส่วนนี้น่าจะต้องเป็นการขอรับทราบจาก
ก. องค์กรที่ดูแลแพทย์ คือ แพทยสภา และอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ ที่ทางกฎหมายถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน
ข. เจ้าพนักงานในทางยุติธรรม
1) พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ในเรื่องนั้นๆ
2) พนักงานอัยการ
3) ศาล
ค. เจ้าพนักงานอื่นที่มีกฎหมายกำหนดอำนาจไว้

แต่อย่างไรก็ตามการแยกเก็บประวัติในลักษณะที่กล่าวถึงนี้ก็ยังมิได้เป็นที่ยอมรับในสังคมในทางกฎหมาย และทางการแพทย์โดยเฉพาะตามแนวทางของแพทยสภา


แนวทางที่สอง

กรณีที่องค์กรแพทย์ (แพทยสภา) พัฒนาอย่างสมบูรณ์แล้ว อาจไม่จำเป็นต้องมีการแยกประวัติในเวชระเบียน ออกเป็นส่วนคือ ข้อมูลเสริม (subjective information) และข้อมูลตรวจได้ (objective information) แต่น่าจะใช้องค์กรแพทย์ (แพทยสภา) เป็น "สื่อกลาง" หรือ "องค์กรกลาง" หรือ "หน่วยงานกลาง" ในการให้ความกระจ่างทั้งมวลเกี่ยวกับการดำเนินการทางการแพทย์ โดยจะต้องมีค่าใช้จ่ายด้วยสำหรับผู้ที่สงสัยการให้ผ่านองค์กรแพทย์เพื่อตรวจสอบหรือให้ความกระจ่างจึงเป็นสิ่งที่สมควรอย่างยิ่ง ด้วยเหตุ 2 ประการ
1. เป็นองค์กรที่ดูแลแพทย์
2. เป็นองค์กรที่ประกอบด้วยบุคลากรที่มีความรู้ในด้านการแพทย์เป็นอย่างดี จึงเข้าใจข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ในเวชระเบียนได้อย่างดีในทุกด้าน
ดังนั้น ในรูปแบบใหม่ของการที่จะรับทราบข้อมูลของผู้ป่วยก็จะต้องมีประเด็นที่ขอรับทราบหรือสงสัย เช่น สงสัยว่าแพทย์จะให้การรักษาอย่างไม่เหมาะสม เป็นต้น

ตัวอย่าง เช่น บริษัทประกันภัยสงสัยว่าผู้ป่วยมารับการตรวจโรคที่เป็นอยู่จริงหรือไม่ ก็สามารถถามมาที่แพทย์หรือสถานพยาบาล ถ้ายังไม่เชื่อในคำชี้แจงของแพทย์หรือสถานพยาบาลอีก ก็สามารถให้องค์กรที่ดูแลแพทย์คือแพทยสภาช่วยในการตรวจสอบได้ แต่มิใช่เป็นการตรวจสอบเอง โดยเอาประวัติของผู้ป่วยหรือสำเนาประวัติของผู้ป่วยไปดูเอง เพราะอาจเกิดความเสียหายได้มากๆ ทั้งๆ ที่เป็นการอ้างว่าได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยมาแล้วในเรื่องนี้ ต้องไม่ลืมว่าสัญญาในส่วนที่ให้ผู้ป่วยยินยอม ให้เปิดเผยความลับในส่วนประวัติของตนเองนั้นน่าจะอยู่ในหลักเกณฑ์เรื่อง "ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม" สำหรับผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยย่อมไม่อาจทราบถึงผลที่จะติดตามมาจากการให้ความยินยอมได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้บริษัทประกันภัยทราบดี และต้องการเพราะมีประสบการณ์ในด้านนี้มาอย่างมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เอาประกันย่อมไม่ทราบถึงผลเสียหาย และบริษัทประกันภัยอาจใช้เหตุผลนี้อ้างเพื่อประวิงไม่ยอมจ่ายค่าสินไหมทดแทนอีก

แนวคิดเช่นว่านี้น่าจะดี (ดูในหัวข้อ "ระบบตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับเอกสารทางการแพทย์ที่น่าจะเป็น" ) ซึ่งจะแก้ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วได้ระดับหนึ่ง และยังให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายทั้งหมด ทั้งฝ่ายผู้ป่วย ฝ่ายแพทย์ และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้องค์กรแพทย์จะต้องเป็นองค์กรที่ให้ "ความเป็นธรรม" และ "เป็นกลาง" จริงๆ ดังนั้นการผ่านองค์กรที่ดูแลแพทย์จึงน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุดในเรื่องความลับของผู้ป่วยและการให้ความกระจ่าง เกี่ยวกับข้อสงสัยต่างๆ ในทางการแพทย์กับบุคคลภายนอกด้วย
ระบบตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับเอกสารทางการแพทย์ที่น่าจะเป็น

การชั่งน้ำหนักระหว่างเหตุผลและความเสียหายของผู้ป่วยและของบริษัทประกันภัยจาก 2 หัวข้อดังกล่าวข้างต้น ทำให้เห็นชัดถึงข้อขัดแย้งในเหตุผลเรื่องเวชระเบียนว่า
1. ประวัติและข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยจะต้องได้รับการปกปิดโดยสิทธิของผู้ป่วย และผู้ป่วยสมควรที่จะได้รับความเสมอภาคและรู้เท่าทันในนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับคู่สัญญา และความเสียหายของผู้ป่วยจะต้องได้รับการพิทักษ์

2. บริษัทประกันภัยจะต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและตรงประเด็น ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกร้องของผู้ป่วย ในการดำเนินการให้เป็นไปตามนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับบริษัทประกันภัยอย่างเป็นธรรม จึงเป็นการยากที่จะพิจารณาว่าทางบริษัทประกันภัยสมควรจะได้รับทราบข้อมูลของผู้ป่วยมากน้อยเพียงใด โดยดุลพินิจในการที่จะให้ทราบนั้น "ต้องอยู่ที่ฝ่ายแพทย์" ที่จะให้เมื่อผู้ป่วยให้ความยินยอมแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีน้ำหนักทั้ง 2 ฝ่าย แนวทางที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ที่อาจเป็นไปได้อย่างมากก็คือจะต้องให้องค์กรทางการแพทย์มีบทบาทในเรื่องนี้ นั่นคือ "แพทยสภา" นั่นเอง โดยบทบาทของแพทยสภาซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือในสังคม จะต้องเป็นสถาบันกลางในการแก้ไขปัญหา โดยจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบว่าเอกสารทางการแพทย์ที่ทางบริษัทประกันภัยได้รับนั้นถูกต้องตามมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่
ส่วนที่ 1 องค์กรตรวจสอบ

ก่อนที่จะเกิดความเสียหายกับทั้งผู้ป่วยและแพทย์และบริษัทประกันภัยมากกว่านี้ จึงสมควรที่แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลแพทย์และให้ความเป็นธรรมกับผู้ปวยและฝ่ายต่างๆ ย่อมต้องเข้ามามีบทบาทในส่วนนี้ให้เร็วกว่าที่เป็นอยู่โดยเฉพาะในประเด็นที่สงสัย โดยผู้ที่สงสัยในเอกสารทางการแพทย์สามารถขอให้มีการตรวจสอบได้ มิใช่ให้บุคคลภายนอกตรวจสอบ เพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการได้ทราบข้อมูลของผู้ป่วยในเวชระเบียน

ส่วนที่ 2 สิ่งที่ตรวจสอบเกี่ยวกับเอกสาร

ความถูกต้องเกี่ยวกับเอกสารทางการแพทย์ในที่นี้ประกอบด้วย
1. เอกสารทางการแพทย์
คือเอกสารที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ออกหรือเป็นผู้จัดทำ อันเกี่ยวเนื่องกับการดำเนินการทางการแพทย์ เช่น การตรวจ การสั่งการรักษา การทำหัตถการต่างๆ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ การให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยด้านต่างๆ และอื่นๆ ทั้งนี้คงจะต้องเป็นไปตามความหมายของเวชระเบียนที่แพทยสภากำหนดไว้แล้ว

2. ความถูกต้อง
ในที่นี้หมายถึงถูกต้องทั้งเนื้อหาและรูปแบบ
2.1 เนื้อหาที่บันทึก
2.1.1 การมีอยู่จริงของเนื้อหา
2.1.2 ความถูกต้องของเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในเอกสารทางการแพทย์
เช่น ขนาดของยาที่สั่ง ขั้นตอนการสั่งการรักษา การให้คำแนะนำต่างๆ ขั้นตอนการทำหัตถการต่างๆ และอื่นๆ

2.2 รูปแบบที่บันทึก
2.2.1 ถูกต้องตามหลักสากลหรือมาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่
2.2.2 ควรใช้รูปแบบใด
2.2.3 เก็บไว้นานเพียงใด
การให้บริษัทประกันภัยมีสิทธิในการทราบประวัติผู้ป่วยเสมือนหนึ่งตรวจสอบด้วยตัวเองนั้นไม่น่าจะถูกต้อง เพราะในบางครั้งในประวัติผู้ป่วยมีเนื้อหาสาระที่สำคัญและเป็นส่วนตัวมากกว่ากรณีที่จำเป็นสำหรับการเรียกร้อง สิทธิทางประกัน หรืออาจทำให้บุคคลอื่นเสียหายดังได้กล่าวมาแล้ว

ส่วนที่ 3 กระบวนการและขั้นตอนการขอตรวจสอบเวชระเบียนหรือการดำเนินการทางการแพทย์

การดำเนินการต่างๆ ในทางการแพทย์ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม รวมถึงเอกสารที่แพทย์ท่านนั้นได้ออกให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง จะต้องสามารถถูกตรวจสอบได้ แต่การตรวจสอบนั้น มิใช่เป็นการขอข้อมูลเพื่อการตรวจสอบเองโดยฝ่ายผู้ป่วยหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย แต่ต้องเป็นการตรวจสอบโดยองค์กรที่ดูแลแพทย์ ดังนั้นสิ่งที่อาจเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของฝ่ายผู้ป่วยหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย เช่น บริษัทประกันภัยนายจ้าง หรือผู้หนึ่งผู้ใด เกี่ยวกับการดำเนินการทางการแพทย์นั้น ย่อมสามารถทำให้เกิดความกระจ่างขึ้น ในขณะเดียวกันสิทธิของผู้ป่วยก็มิได้ถูกละเมิดและไม่ขัดแย้งกับหลักเรื่องกรรมสิทธิ์ในเวชระเบียนที่เป็นของฝ่ายแพทย์ด้วย จึงเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

แนวทางในการดำเนินการเพื่อให้เกิดความกระจ่างดังกล่าวอาจกระทำได้ตามแผนภูมิที่ 1

ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
1. ฝ่ายแพทย์
คือ ฝ่ายที่ออกเอกสารอันเกี่ยวกับการดำเนินการทางการแพทย์ต่างๆ ให้กับผู้ป่วยหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างของเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ใบรับรองแพทย์ เอกสารต่างๆ ในเวชระเบียน

2. ฝ่ายผู้ป่วย
คือ ฝ่ายที่เข้ารับการดำเนินการทางการแพทย์ ซึ่งเอกสารที่ฝ่ายแพทย์ออกให้นั้นเกี่ยวพันกับการดำเนินการทางการแพทย์

3. ฝ่ายผู้รับข้อมูลของผู้ป่วย
คือ ฝ่ายที่จะใช้หรืออาจใช้ประโยชน์จากเอกสารที่ฝ่ายแพทย์ได้ออกให้ เช่น บริษัทประกันภัยโรงงานที่ผู้ป่วยทำงาน โรงเรียน นายจ้าง ฯลฯ

4. แพทยสภา
คือ องค์กรที่ดูแลแพทย์ ถือเป็นองค์กรกลางที่อยู่ระหว่างแพทย์และผู้ป่วย แต่โดยหลักการแล้วจะเป็นหน่วยงาน ที่ให้ความคุ้มครองผู้ป่วยเป็นหลัก

5. สถาบันอื่นๆ
เช่น ศาลสถิตยุติธรรม คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ
การดำเนินการ
เมื่อแพทย์ได้ออกเอกสารให้กับฝ่ายผู้ป่วย (ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายในการที่จะได้รับทราบข้อมูล) แล้ว ฝ่ายผู้ป่วยอาจเกิดข้อสงสัย หรือเมื่อผู้ป่วยนำเอกสารนั้นไปให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องและฝ่ายนั้นเกิดข้อสงสัย ย่อมสามารถส่งมาให้แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรทีดูแลแพทย์ตรวจสอบได้ โดยจะแจ้งให้กับผู้สงสัยที่ส่งให้ตรวจสอบ โดยผู้สงสัยจะต้องเป็นผู้ที่ออกค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบให้กับทางแพทยสภาด้วย เพื่อกันมิให้มีการสงสัยอย่างพร่ำเพรื่อ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อผู้สงสัยยังมีความสงสัยอีก ย่อมสามารถดำเนินการทางศาลหรือหน่วยงานรับเรื่องต่างๆ ที่อาจมีได้อีกต่อไป เช่น คณะกรรมการรับเรื่องราวร้องทุกข์ คณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น

การดำเนินการของแพทยสภา
1. สามารถที่จะเรียกเอกสารต่างๆ รวมถึงเวชระเบียนและเอกสารที่เกี่ยวข้องจากทางสถานพยาบาล เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
2. กรณีที่แพทยสภาตรวจพบว่ามีการกระทำผิดข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรม แห่งการประกอบวิชาชีพเวชกรรม แพทยสภาโดยเลขาธิการแพทยสภา "ต้อง" ตั้งเป็นเรื่องร้องเรียนขึ้นทันที ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525
กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นการตรวจสอบแพทย์ไปในตัว เป็นการถ่วงดุลย์มิให้แพทย์มีการใช้ดุลพินิจในการดำเนินการทางการแพทย์รวมถึงการทำเอกสารทางการแพทย์ตามอำเภอใจ โดยมิได้อยู่ในหลักเกณฑ์และมาตรฐานทางการแพทย์นั่นเอง
ส่วนที่ 4 ค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ

โดยผู้ต้องสงสัย เช่น บริษัทประกันภัย โรงงาน ฯลฯ จะต้องออกค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบซึ่งอาจเป็นรายละ 500 บาท หรือ 1,000 บาท เป็นต้น อาจใช้แนวทางตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ

เหตุที่ต้องมีค่าใช้จ่าย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้บริษัทประกันภัยแกล้งถ่วงเวลาในการส่งให้แพทยสภาหาข้อมูล หรือความถูกต้องของเอกสารทางการแพทย์โดยใช้เหตุ เพื่อเป็นการถ่วงเวลาในการชำระหนี้ให้กับผู้เอาประกัน และจะต้องเป็นผู้รับภาระในส่วนนี้ด้วย

ส่วนที่ 5 จัดทำระบบการให้ข้อมูลทางการแพทย์ขึ้น

เช่น กรณีที่มีการขอประวัติ ย่อมไม่จำเป็นต้องให้ เว้นเสียแต่เป็นสถานพยาบาลของราชการ และผู้ป่วยให้การยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้งที่น่าเชื่อถือได้ว่าเข้าใจในผลเสียต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับตนแล้ว รวมถึงเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ป่วยด้วย ทางสถานพยาบาลจำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ป่วยนั้น ตามพระราชบัญญัติมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540

ส่วนที่ 6 แพทย์ต้องถูกตรวจสอบ

กรณีการตรวจสอบโดยองค์กรแพทย์ องค์กรแพทย์จะต้องได้รับเอกสารทั้งหมดเพื่อการตรวจสอบ "ในทางลับ" เพื่อป้องกันความเสียหายของผู้ป่วยดังกล่าวมาแล้ว และแพทย์จำเป็นต้องส่งมาให้ตรวจสอบหรืออาจไปตรวจสอบถึงสถานพยาบาลก็ได้

ส่วนที่ 7 การจัดทำเวชระเบียน

เวชระเบียนคืออะไร และประกอบด้วยส่วนใดบ้าง รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเวชระเบียนและปัญหานั้น ผู้เขียนได้เคยเขียนไว้แล้ว อาจสรุปวัตถุประสงค์ของการจัดทำเวชระเบียนว่าทำขึ้นเพื่อ
1. ประโยชน์ในด้านการรักษาพยาบาลโดยตรงหรือโดยแท้นั่นเอง
2. ประโยชน์ในด้านเป็นหลักฐาน
2.1 ทางด้านการแพทย์ เพื่อการตรวจสอบว่าการกระทำหรือดำเนินการทางการแพทย์ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้น ได้มาตรฐานหรือไม่เพียงไร
2.2 ทางด้านอื่นๆ เช่น การฟ้องร้องทางอาญาหรือทางแพ่ง เป็นต้น
หมายเหตุ
ในเรื่องการใช้เวชระเบียนในการตรวจสอบนี้มิใช่เป็นการตรวจสอบโดยใครก็ได้ องค์กรอะไรก็ได้ หรือผู้ป่วยก็ได้ แต่น่าจะต้องเป็นการตรวจสอบโดยองค์กรที่ดูแลแพทย์ เจ้าพนักงานที่มีหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย หรือศาลสถิตยุติธรรมเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ในเรื่องความลับของผู้ป่วย


สถานะเสียเปรียบของผู้ป่วยซึ่งได้เอาประกันไว้กับบริษัทประกันภัย

ต้องทราบอยู่ก่อนว่าระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้ป่วย (ผู้เสียหาย ผู้เอาประกัน) นั้นผู้ป่วยอยู่ในสถานะที่ด้อย (เสียเปรียบ) กว่าบริษัทประกันภัยอยู่มาก ทั้งนี้เพราะบริษัทประกันภัยพรั่งพร้อมด้วยบุคลากร ความรู้ ทุน และที่สำคัญคือเวลาในอันที่จะดำเนินการทางกฎหมายโดยการฟ้องร้อง เพราะมีหน่วยงานโดยตรงที่จะดำเนินการทางด้านนี้อยู่แล้ว คือมีฝ่ายกฎหมายอันประกอบด้วยทนายความของบริษัทฯ ดังนั้นบริษัทประกันภัยจึงอาศัยข้อได้เปรียบนี้เพื่อ

1. การต่อรองเพื่อจ่ายค่าสินไหมต่ำกว่าที่สมควรจะเป็น เพราะทราบว่า
1.1 ผู้ป่วยต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วน
ข้อเท็จจริงก็คือ เมื่อถึงคราวที่ผู้ป่วยเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน บางครั้งที่ผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่จำยอมจริงๆ เพราะต้องการเงินหรือค่าใช้จ่ายอยางมาก ความรีบร้อนในการต้องการค่าสินไหมทดแทน "ความรีบด่วน" ในความต้องการ จึงย่อมต้องตกเป็นเบี้ยล่างในการต่อรองเสมอ

1.2 ผู้ป่วยไม่ต้องการเป็นคดีความทางศาล
ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจทราบเองหรือถูกข่มขู่จากทางบริษัทประกันภัยว่าการเป็นคดีความนั้นจะเกิดความยุ่งยากอย่างไร เพราะจะต้อง

ก. เสียเวลาในการไปศาล
ซึ่งจะเสียเวลาอย่างมากและต้องไปศาลนับครั้งไม่ถ้วนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น เช่น ในคดีแก๊สระเบิดที่สลัมคลองเตย กว่าศาลชั้นต้นจะพิจารณาก็ใช้เวลากว่า 10 ปี

ข. เสียค่าทนายความ
ต้องเสียเงินอีกจำนวนไม่น้อยในการจ้างทนายความ และผลสุดท้ายแม้ว่าจะชนะคดีความ แต่ก็ได้เงินน้อยเสียกว่าการรับเงินที่ทางบริษัทต่อรองลงมาเสียอีก จึงไม่มีประโยชน์ในการฟ้องร้อง สู้รับเงินตามจำนวนที่บริษัทเสนอให้ดีกว่า

ค. เสียค่าพยาน
ต้องเสียค่าพาหนะ พยาน และการติดต่อกับพยานอีกจำนวนมาก และในการฟ้องร้องนี้ ต้องจ่ายเงินค่าป่วยการแก่พยานอีก จึงมีรายจ่ายอยู่ตลอดทุกขั้นตอนในการดำเนินคดี

ง. วิตกกังวลทางจิตใจ
ทำให้เกิดปัญหาทางจิตใจตามมา กลัดกลุ้มอย่างมากเมื่อเป็นคดีความ ดังคำพังเพยที่ว่า "เป็นคดีความในศาล กินขี้หมาดีกว่า"
2. ประวิงเวลาในการจ่ายเงิน โดยเวลาที่ฟ้องร้องอยู่นั้นเป็นเวลาที่ไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนหรือ ฯลฯ เป็นเวลาที่ได้เงินจำนวนดังกล่าวเพื่อกิจการของบริษัทต่อไป เป็นการประวิงเวลาการจ่ายนั่นเอง
ความเห็นเกี่ยวกับเวชระเบียนในมุมมองอื่นๆ

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนกรณีเรื่องข้อมูลบอกกล่าว (subjective information) ที่ผู้ป่วยได้ให้ไว้ และเรื่องความเห็นในการคาดคะเนเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่เกิด (manner of event) ไม่น่าที่จะมีอยู่ในส่วนที่ถือว่าเป็นเวชระเบียน ทั้งนี้เพราะมิได้เกี่ยวกับกรณีพิพาทระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์หรือสถานพยาบาลได้ง่ายมาก เพราะมักเป็นประเด็นที่ทางบริษัทประกันภัยหรือบุคคลภายนอกที่เป็นปฏิปักษ์กับผู้ป่วยใช้เป็นเครื่องต่อรอง

1. เรื่องข้อมูลบอกกล่าว (subjective information) ที่ผู้ป่วยหรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดให้ไว้กับแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ หรือสถานพยาบาล
ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ไม่สมควรนำมาใช้เป็นประเด็นในกรณีพิพาทหรือใช้เป็นประเด็นในการต่อรอง หรือประวิงการจ่ายสินไหมทดแทนแก่ผู้ป่วย ซึ่งทราบกันดีว่ามีการใช้ส่วนของข้อมูลบอกกล่าวนี้เพื่อการต่อรอง เช่น เพื่อลดการจ่ายค่าสินไหมหรือประวิงการจ่ายนั่นเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลใดที่น่าเชื่อถือ อีกทั้งแพทย์ก็ให้รายละเอียดว่า "ไม่ขอยืนยันตามที่เขียน" เพราะไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้ให้รายละเอียด หรืออาจทราบ แต่ผู้ที่ให้ก็อาจเกิดความเข้าใจผิดในขณะที่ให้ เช่น คิดว่าการที่ผู้ป่วยตกมาจากตึกสูงเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ที่จริงแล้วมิใช่ แต่เมื่อมาถึงสถานพยาบาลใหม่ๆ ก็ให้ข้อมูลว่า "ผู้ป่วยโดดตึกฆ่าตัวตาย" เป็นต้น แต่บริษัทประกันซึ่งเห็นช่องทางของการได้เปรียบหรือประวิงการจ่าย ก็จะหยิบยกเป็นสาระสำคัญอยู่ตลอด
2. เรื่องที่แพทย์สันนิษฐานเอาเอง (opinion of physician)
เช่น บาดแผลดังกล่าวนี้น่าจะเกิดจากการนั่งด้านขวาและเป็นคนขับรถ ซึ่งแพทย์ก็มิได้รู้ แต่ใช้การสันนิษฐานเอาเอง แต่ทางบริษัทประกันฯ กลับถือเรื่องเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญ คิดว่าเป็นคนขับรถ มิใช่เป็นผู้โดยสาร จึงอาจถือว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดอันตราย หรือเป็นผู้ที่ประมาทเอง ทำให้ผู้ป่วยมิได้รับค่าสินไหมทดแทนในเวลาอันสมควร อีกทั้งต้องมีการดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ยุ่งยากมากๆ และยังอาจถูกต่อรองให้ได้รับค่าสินไหมทดแทนที่ต่ำลงเพื่อแลกกับการไม่ต้องเสียเวลาและความยุ่งยากในการดำเนินการหรือการพิสูจน์

สรุป

เวชระเบียนนั้นมีความสำคัญอย่างมากและเป็นเอกสารที่บันทึกข้อมูลต่างๆ ไว้ ทั้งข้อมูลทางการแพทย์และมิใช่ทางการแพทย์ ข้อมูลทั้งหลายนั้นล้วนแต่สำคัญทั้งในด้านส่วนตัวและด้านการแพทย์ การที่ผู้ป่วยยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลโดยมิทราบถึงความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองนั้น เป็นสิ่งที่ต้องระวังอย่างมาก และต้องให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยในเรื่องดังกล่าวนี้ให้มากด้วย โดยเฉพาะบริษัทประกันภัยที่มักอ้างเพื่อขอประวัติของผู้ป่วยโดยใช้สิทธิผู้ป่วยมอบอำนาจมาให้ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้ว อาจไม่เป็นธรรมสำหรับผู้ป่วย แนวทางที่ดีประการหนึ่งก็คือ ต้องมีองค์กรคอยตรวจสอบความถูกต้องกรณีที่มีความสงสัยในเวชระเบียน จะดีกว่าให้คู่สัญญาหรือคู่กรณีตรวจสอบเอง


เอกสารอ้างอิง
1.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. เวชระเบียน: ปัญหาทางประกันภัยที่น่าสนใจ (ตอนที่ 1). สารศิริราช 2542; 54: 67-78.
2.ไพจิตร ปุญญพันธ์. คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะละเมิด. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2522.
3.ภัทรศักดิ์ วรรณแสง. ย่อหลักกฎหมายละเมิด. กรุงเทพมหานคร: บริษัทพิมพ์ จำกัด, 2538.
4.สมบัติเลียนนายกฯ ผิดโดยสุจริต. กรุงเทพการเมือง. วันที่ 15 สิงหาคม 2544: 16, 11.
5.จอมราดอุจจาระ! แฉคับแค้นถูกออมสินเบี้ยว. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ. วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2544: 1, 12.
6.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในเวชระเบียน: กรณีตัวอย่าง. สารศิริราช 2543; 52: 843-56.
7.สงกรานต์ นิยมเสน, ธานินทร์ กรัยวิเชียร, เอื้อ บัวหลวง. พยานทางการแพทย์. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2514.
8.พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 และข้อบังคับแพทยสภา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: เรือนแก้วการพิมพ์, 2544.
9.พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525. ราชกิจจานุเบกษา 2525; 99: 1-24.
10.พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สูตรไพศาล, 2542.
11.กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ. ราชกิจจานุเบกษา 2541: 115(41 ก).
12.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. เวชระเบียนของสถานพยาบาลของราชการ: พิจารณาเกี่ยวกับการให้ข้อมูลของผู้ป่วย. สารศิริราช 2544; 53: 703-14.
13.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. สิทธิในเวชระเบียน: ที่มาและกรรมสิทธิ์ในเวชระเบียนและตัวอย่าง 1 ราย. สารศิริราช 2544; 53: 175-90.
14.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. เวชระเบียน. สารศิริราช 2543; 52: 628-37.
15.ศาลสั่งท่าเรือฯ จ่าย "ค่าชีวิต" เหยื่อสารพิษ 3 ล. สู้ทนทุกข์ "ป่วย-พิการ" 10 ปี เหตุไฟไหม้โกดังคลองเตย. หนังสือพิมพ์มติชน. ฉบับที่ 8604. วันเสาร์ที่ 29 กันยายน 2544: 1, 23.

(update 31 ตุลาคม 2002)
[ ที่มา...สารศิริราช ปีที่ 54 ฉบับที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600