เวชระเบียน : ปัญหาทางประกันภัยที่น่าสนใจ (ตอนที่ 1)


ในขณะนี้ความเกี่ยวพันระหว่างเวชระเบียนและการประกันภัยเริ่มเห็นได้ว่า มีมากขึ้นตามลำดับ ทั้งนี่อาจเนื่องจากในสังคมยุคนี้มีการทำประกันภัยประเภทต่างๆ กันอย่างมากมายตามรูปแบบของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป มีความซับซ้อนมากขึ้น มีความเสี่ยงมากขึ้น มีความเสี่ยงมากขึ้น การประกันภัยจึงเข้ามามีบทบาทอย่างมาก เช่น การประกันชีวิต การประกันภัยภาคบังคับตามพระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2533 การประกันภัยภาคไม่บังคับ การประกันภัยหมู่ การประกันภัยสุขภาพ ซึ่งดูแล้วมีการซ้ำซ้อนกันก็มี และถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตและร่างกายแล้ว ทางบริษัทประกันภัยก็จะมีการขอประวัติการตรวจผลการตรวจทั้งชนิดและประเภทต่างๆ ประวัติการรักษาพยาบาลและบางแห่งลงลึกไปถึงการขอชื่อยาที่ให้แต่ละรายการด้วยก็มีซึ่งแน่นอนที่สุดปัญหาที่เกิดขึ้น อันเนื่องจากการขอประวัติในเวชระเบียนต่อการเรียกร้องสิทธิทางการประกันภัยย่อมต้องมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน อย่างน้อยแพทย์ก็ต้องมาเกี่ยวพันกับการย่อประวัติ การทำประวัติ การทำสำเนาและรับรองประวัติ กรอกประวัติและเอกสารต่างๆ ตามที่มีมาเพื่อการเรียกร้องสิทธินั้นๆ นับได้ว่าทำให้แพทย์ต้องเสียเวลาในส่วนนี้ไปมากพอสมควรทีเดียว ในขณะเดียวกันก็จะเกิดคำถามกับแพทย์เหล่านั้นขึ้นมาด้วยว่า แพทย์มีหน้าที่ที่จะต้องทำเอกสารเหล่านี้ให้กับผู้ป่วยหรือไม่ และถ้ามีการขอเวชระเบียนมานั้นจะต้องให้หรือไม่ จะให้มากน้อยเพียงใด และปัญหาอื่นๆ อีกจำนวนมาก


การประกันภัย

สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการประกันภัยที่แพทย์ทุกท่านสมควรทราบไว้เป็นหลักฐานขั้นต้นก็คือ ความหมายของคำต่างๆ ดังนี้

1. สัญญาประกันภัย
การประกันภัยเป็นความสัมพันธ์ตามสัญญาในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 861 ดังนี้
" อันว่าสัญญาประกันภัยนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัยหากมีขึ้น หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และในการนี้บุคคลอีกคนหนึ่งตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่าเบี้ยประกันภัย"
2. ผู้รับประกัน
ในมาตรา 862 บัญญัติไว้ว่า
คำว่า "ผู้รับประกันภัย" ท่านหมายความว่า คู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้
3. ผู้เอาประกัน
คำว่า "ผู้เอาประกันภัย" ท่านหมายความว่าคู่สัญญาฝ่ายซึ่งตกลงจะส่งเบี้ยประกันภัย
4. ความหมายของการประกันภัย
คำว่า "ประกันภัย" ตามพจนานุกรรม หมายถึง รับรองความเสียหายตามแต่จะระบุหากผู้เอาประกัน ได้รับความเสียหายตามระบุนั้น บริษัทผู้รับประกัน ก็จะชดใช้ค่าเสียหายให้ตามที่ระบุในสัญญา เช่น ประกันวินาศภัย ประกันภัยทางทะเล ประกันภัยทางรถยนต์

ดังนั้น โดยสรุปแล้วการประกันภัยย่อมหมายถึง
ก. เป็นสัญญาที่ฝ่ายหนึ่งตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่ง
ข. เงื่อนไขแห่งการใช้เงิน คือ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นในอนาคตอันเป็นวินาศภัยหรือเหตุอย่างอื่นอันระบุไว้ในสัญญา
ค. บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งตกลงส่งเงินเบี้ยประกันภัย
5. ประเภทของการประกันภัย
สัญญาประกันภัยนั้นได้แบ่งประเภทของการประกันภัยไว้เป็นประเภทใหญ่ๆ 2 ประเภทคือ

5.1 ประกันวินาศภัย
คือการประกันเพื่อความเสียหายต่างๆ บรรดาที่พึงประมาณเป็นเงินได้
ตัวอย่างเช่น นายก. ขับรถชนนายข. ทำให้รถบู้บี้ไปทั้งคัน ความเสียหายคิดเป็นเงินถึง 300,000 บาท ถ้านาย ก. เอาประกันไว้ ทางบริษัทก็จะต้องมีส่วนในการจ่ายค่าเสียหายให้กับนาย ข. ด้วย

5.2 ประกันเพื่อเหตุอย่างอื่น (นอกจากวินาศภัย)
คือการประกันความเสียหายอันไม่สามารถคำนวณเป็นเงินได้เป็นการประกันภัยชนิดกำหนดจำนวนเงินแน่นอน เงินจำนวนนี้มิใช่ค่าสินไหมทดแทน เพราะประกันประเภทนี้ไม่สามารถที่จะตีค่าสิ่งที่เอาประกันได้อย่างแท้จริง ซึ่งอาจแยกได้เป็น 2 ชนิดคือ
5.2.1 ประกันชีวิต
คือสัญญาซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้สืบสิทธิของเขา ในเมื่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้ที่ถูกเอาประกันชีวิตไว้ได้ตายภายในเวลาหรือยังมีชีวิตอยู่จนถึงเวลาอันได้ตกลงกันกำหนดไว้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 889

5.2.2 ประกันอุบัติเหตุ
คือประกันอุบัติเหตุต่อร่างกาย (personal accident insurance) คือเมื่อเกิดอันตรายแก่บุคคลเพราะอุบัติเหตุ อันอาจทำให้คนหนึ่งคนใดพิการ เช่น ขาหัก แขนขาด ตาบอด เป็นต้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 529/2513) ซึ่งถ้าเป็นประกันภัยอันเกิดจากรถยังมีกฎหมายคุ้มครองเพิ่มขึ้นอีก

การประกันภัยจึงเป็นการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นความเสียหายที่เป็นตัวเงิน โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ส่วนใหญ่ที่พบในเวชปฏิบัติก็มักจะเป็นประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุ แต่ถ้าจะมองความเสียหายโดยใช้ตัวคนเราเป็นหลักแล้วก็อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

1. เกี่ยวกับทรัพย์สิน (ไม่เกี่ยวกับตัวคน)
ในส่วนนี้เช่น การทำให้รถคันอื่นๆ เสียหาย การทำให้แว่นตาเขาแตก ทำให้เสื้อผ้าผู้อื่นขาด เป็นต้น

2. เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล
ส่วนนี้อาจเรียกว่าเป็นความเสียหายจากอันตรายต่อกายและอนามัย ซึ่งเป็นค่าเสียหายทางแพ่งอย่างหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญคือ

2.1 ค่าความเสียหายที่เป็นตัวเงิน ประกอบด้วย
ก. ค่ารักษาพยาบาล
ข. ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นที่ต้องใช้ระหว่างรักษาพยาบาล
ค. ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนในเวลาปัจจุบัน
ง. ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วนในเวลาอนาคต

2.2 ค่าความเสียหายที่ไม่เป็นตัวเงิน ประกอบด้วย
ก. คำขาดความสุขสำราญ เช่น การที่สังคมรังเกียจ การไม่สามารถเล่นกีฬาได้ การที่ไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ เป็นต้น
ข. ค่าทนทุกขเวทนา เช่น การเกิดความทรมาน เจ็บปวดระหว่างการรักษา
6. ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
ผู้เอาประกันอยู่ในภาวะจำยอม หรือความไม่เท่าเทียมกันของการทำสัญญาระหว่างผู้เอาประกันกับบริษัทประกันภัย ซึ่งอาจต้องเกี่ยวข้องพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เช่นใน

มาตรา 4
"ข้อตกลงในสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจการค้า หรือวิชาชีพ หรือในสัญญาสำเร็จรูป หรือในสัญญาขายฝากที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพ หรือผู้กำหนดสัญญาสำเร็จรูป หรือผู้ซื้อฝากได้เปรียบคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และให้มีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีเท่านั้น"
…ฯลฯ

ตัวอย่าง
ผู้ป่วยเอาประกันเมื่อ 1 มกราคม 2545 แต่ทางประกันจะขอประวัติทั้งหมดรวมถึงก่อนนั้นด้วย (มิใช่สรุป) โดยที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเรียกร้องสิทธิทางประกันในครั้งนี้เลยทั้งทางตรงหรือทางอ้อม แต่บริษัทประกันกลับอ้างว่าเกี่ยวข้อง และมีประวัติบางส่วนซึ่งผู้เอาประกันไม่ต้องการให้ปรากฏไปสู่สถาบันหรือบุคคลอื่นใดอีก เพราะอาจเกิดความเสื่อมเสียต่อตัวผู้เอาประกัน (ผู้ป่วย) เอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้เอาประกันไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าจะต้องเกิดขึ้นจึงทำให้บางครั้งไม่ยอมเรียกร้องสิทธิทางประกัน (claim) ยังจะดีเสียกว่า การที่ต้องเปิดเผยข้อมูลบางอย่างส่วนตัวที่เป็นความลับออกไป (ความเป็นจริงความลับดังกล่าวมิได้เกี่ยวข้อง กับเรื่องที่เรียกร้องสิทธิแต่อย่างใดเลย) ซึ่งที่จริงแล้วทำให้ผู้เอาประกันภัยเสียหายแล้ว
นิติสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย แบะบริษัทประกันภัย

ในกรณีผู้ป่วย, บริษัทประกันภัย และแพทย์นั้นมิใช่โดยตรงร่วมกันทั้ง 3 ฝ่ายพร้อมกันแต่เป็นนิติสัมพันธ์เป็นคู่ๆ กล่าวคือ

1. แพทย์กับผู้ป่วย
ความสัมพันธ์ระหว่าง "ฝ่ายผู้ป่วย" กับ "ผ่ายการแพทย์" อาจมีด้วยกันหลายลักษณะ เช่น

1.1 จ้างทำของ
ความสัมพันธ์อาจอยู่ในเรื่องการจ้างทำของได้ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 287/2507
"สถานพยาบาลและผดุงครรภ์ของโจทก์ ตั้งขึ้นเพื่อรับพยาบาลผู้เจ็บป่วย และรับทำคลอดบุตรให้แก่หญิงมีครรภ์ โดยหญิงมีครรภ์เป็นผู้ว่าจ้างโจทก์เป็นผู้ทำคลอด โจทก์จึงเป็นผู้รับจ้างการทำงานของโจทก์ในฐานะที่เป็นนางผดุงครรภ์ก็คือ จัดการให้ทารกคลอดเสียจากครรภ์มารดา ทั้งนี้โดยมีสินจ้างซึ่งทางฝ่ายหญิงมีครรภ์ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายให้โจทก์ เมื่อโจทก์ได้ทำคลอดให้แล้ว มีลักษณะเป็นการรับจ้างทำของโดยปราศจากข้อสงสัยไม่แตกต่างอะไรกับการที่ทนายรับจ้าง ว่าความให้แก่ลูกความ ซึ่งศาลฎีกาเคยพิพากษาไว้แล้วว่าเป็นการจ้างทำของ"

1.2 จ้างแรงงาน
อาจเป็นกรณีการจ้างแรงงานได้ซึ่งหมายถึง การจ้างให้กระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นช่วงเวลาโดยมิได้มีการจ่ายค่าจ้างตามผลงานที่จ้าง เช่นคนไข้จ้างพยาบาลพิเศษมาเฝ้าไข้ ในเรื่องจ้างแรงงานนั้นมีอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 6 มาตรา 575 ถึง 586 ซึ่งที่จริงแล้วยังมีอยู่ในกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย เช่น พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นต้น

1.3 สัญญาต่างตอบแทน
กล่าวคือ ผู้ป่วยประสงค์ที่จะให้ดำเนินการทางการแพทย์อย่างหนึ่งอย่างใด เช่น การตรวจรักษาบำบัด ฯลฯ ณ สถานพยาบาลแห่งหนึ่งแห่งใดถือได้ว่าเป็นคำเสนอ เมื่อแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ยินดีที่จะดำเนินการทางการแพทย์ ให้แก่ผู้ป่วยนั้นก็ถือว่าได้มีคำสนองแล้ว เมื่อคำเสนอและสนองตรงกันก็เกิดนิติสัมพันธ์ขึ้น และเกิดหน้าที่ขึ้นทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ฝ่ายแพทย์มีหน้าที่ต้องให้การดำเนินการทางการแพทย์นั้นๆ ให้ ส่วนฝ่ายผู้ป่วยก็มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับฝ่ายแพทย์ ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้เป็นความสัมพันธ์ที่พบและถือกันมากที่สุดในทางการแพทย์
2. ผู้ป่วยกับบริษัทประกันภัย
เป็นนิติสัมพันธ์โดยตรงระหว่างผู้ป่วยกับบริษัทประกันภัย มิได้เกี่ยวข้องกับแพทย์โดยตรงแต่อย่างใด หรือกล่าวอีกนัยว่าแพทย์เป็นคนนอกสัญญาประกันภัย
3. แพทย์กับบริษัทประกันภัย
มิได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงเลย ทั้งนี้เพราะผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลนั้นเป็นเรื่องของผู้ป่วยกับแพทย์ หรือสถานพยาบาล แต่เผอิญผู้ป่วยมีสัญญาด้านประกัน เช่น การจ่ายค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ ที่ทำไว้กับบริษัทประกัน ที่จะต้องจ่ายให้กับทางสถานพยาบาลหรือเรียกร้องสิทธิอื่นๆ เท่านั้น จึงเท่ากับว่าผู้ป่วยจะได้รับการชำระหนี้หรือค่าสินไหมหรืออื่นๆ ที่จ่ายโดยบริษัทประกัน ถ้าบริษัทประกันไม่ชำระหนี้โดยเฉพาะตามที่ผู้ป่วยมีนิติสัมพันธ์กับทางสถานพยาบาล (ค่ารักษาพยาบาล) แล้วผู้ป่วยก็จะต้องเป็นผู้ชำระหนี้ดังกล่าว และเมื่อผู้ป่วยชำระหนี้ดังกล่าวแล้วก็จะต้องไปเรียกร้องค่าเสียหายเอากับบริษัทประกันภัย ตามสัญญาประกันภัยต่อไปอีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่สามารถปฏิเสธความรับผิด โดยไม่จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับทางสถานพยาบาล โดยอ้างเพราะบริษัทประกันไม่ยินยอมจ่ายค่ารักษาพยาบาล โดยปัดให้ทางสถานพยาบาลไปรับชำระหนี้ดังกล่าวกับบริษัทประกันโดยตรงได้ ทั้งนี้เพราะทางสถานพยาบาลมิได้มีนิติสัมพันธ์โดยตรงกับบริษัทประกันภัย

นอกจากนี้ยังได้มีกฎหมายเกี่ยวกับประกันภัยที่แยกต่างหากออกมาอีก แต่อย่างไรก็ตามนิติสัมพันธ์ก็คงเป็นในลักษณะ 3 คู่ดังที่กล่าวมาแล้วเช่นกัน
การทำประกันภัยกับการต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวทั้งหมด

ในเรื่องการทำประกันภัยได้มีกฎหมายกำหนดไว้เกี่ยวกับการที่จะต้องเปิดเผยให้ทราบถึงความจริง ก่อนการทำประกันภัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 ดังนี้
"ถ้าในเวลาทำสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยก็ดีหรือในกรณีประกันชีวิต บุคคลอันการใช้เงิน ย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัย ให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีก หรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญาหรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ
ถ้ามิได้ใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเดือนหนึ่งนับแต่วันที่ผู้รับประกันภัยทราบข้อมูลอันจะบอกล้างได้ก็ดี หรือมิได้ใช้สิทธินั้นภายในกำหนดห้าปีนับแต่วันทำสัญญาก็ดี ท่านว่าสิทธินั้นเป็นอันระงับสิ้นไป"
การเปิดเผยข้อมูลในที่นี้เป็นเรื่องระหว่างผู้เอาประกันภัยกับผู้รับประกันภัย มิใช่เป็นเรื่องของบุคคลที่สาม (บุคคลภายนอกสัญญา) แต่อย่างใด การเปิดเผยเป็นเรื่องการที่ผู้ป่วยต้องเปิดเผยเป็นการส่วนตัวหาใช่เป็นหน้าที่ของแพทย์ ที่จะต้องเปิดเผยกับบุคคลอื่นไม่ แพทย์จึงไม่มีหน้าที่ดังกล่าว อีกทั้งถ้าจะให้แพทย์ทำเช่นนั้นย่อมผิดต่อจริยธรรม ทางการแพทย์ในการเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยด้วย อย่างไรก็ดีบุคคลที่อื่นย่อมมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลของผู้ป่วย (ข้อมูลของตน) ตามแนวทางคำประกาศสิทธิผู้ป่วย (สถานพยาบาลเอกชน) และคำประกาศสิทธิผู้ป่วย ร่วมกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 (สถานพยาบาลของราชการ) แล้วแต่กรณี ทำให้อาจต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับฝ่ายแพทย์ในฐานะที่ทางประกันภัยได้รับมอบอำนาจตามสิทธิของผู้ป่วย

ประการที่ 1. ในฐานะตัวการตัวแทน

กล่าวคือ เป็นตัวแทนซึ่งอาจโดยผลของกฎหมาย เช่น การเป็นตัวแทนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น พ่อแม่กับลูก คนไร้ความสามารถกับผู้อนุบาล เป็นต้น หรืออาจมาด้วยสัญญา เช่น ตั้งตัวแทน หนังสือมอบอำนาจ

แต่อย่างไรก็ตามการขอทราบผลในบันทึกทางการแพทย์ (เวชระเบียน) ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น
ก. ตามแนวทางการบันทึกเวชระเบียนที่กำหนดโดยแพทยสภา กรณีที่เป็นสถานพยาบาลของเอกชน
ข. ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 กรณีที่เป็นสถานพยาบาลของราชการ ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้ เป็นสิทธิของบุคคลที่มีส่วนได้เสียหรือไม่มีส่วนได้เสีย ตามมาตรา 25 ประกอบมาตรา 9 จะเป็นผู้ร้องขอทราบได้

มาตรา 25
"ภายใต้บังคับมาตรา 14 และมาตรา 15 บุคคล ย่อมมีสิทธิที่จะได้รู้ถึงข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน และเมื่อบุคคลนั้นมีคำขอเป็นหนังสือ หน่วยงานของรัฐที่ควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนั้นจะต้องให้บุคคลนั้น หรือผู้กระทำการแทนบุคคลนั้นได้ตรวจดู หรือได้รับสำเนาข้อมูลข่าวสารบุคคลส่วนที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้นและให้นำ มาตรา 9 วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม
…………ฯลฯ"

มาตรา 9
"………..ฯลฯ
ข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 อยู่ด้วย ให้ลบ หรือตัดทอน หรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนนั้น
บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู ขอสำเนา หรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้อง ของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งได้ ในกรณีที่สมควรหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ จะวางหลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียมในการนั้นได้ ในการนี้ให้คำนึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วย ทั้งนี้เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
………..ฯลฯ"
ข้อสงสัย
ได้มีข้อสงสัยเกิดขึ้นอีกคือ เมื่อมีการทำประกันภัยขึ้นมาแล้ว จำเป็นหรือไม่เพียงใดที่จะต้องให้สิทธิผู้รับประกันภัย ได้ทราบเรื่องราวทางการแพทย์ทั้งหมดที่ปรากฏในเวชระเบียนในสถานพยาบาลต่างๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง กับแนวทางในการเอาประกันภัยแต่อย่างใด
1. ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือ บริษัทประกันภัย (ผู้รับประกัน) จำเป็นต้องรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในตัวของผู้เอาประกันหรือ
อันที่จริงแล้วหลักในเรื่องนี้น่าจะเป็นว่า "ถ้ามีกรณีสงสัยในประเด็นใดเกี่ยวกับทางการแพทย์ก็สมควรที่จะต้องได้รับทราบ ในประเด็นนั้นเท่านั้น"

2. การที่บริษัทประกันภัยให้ผู้เอาประกันภัยลงลายมือชื่อในการเปิดเผยข้อเท็จจริงทั้งหมดในเวชระเบียนของตนเองนั้น ถูกต้องหรือไม่ เช่นกรณีที่ประกันด้านอุบัติเหตุไว้ แต่กลับต้องการมาดูรายละเอียดอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย คล้ายกับการที่มีใครมาขอดูงานเขียนของอีกคน ที่บันทึกไว้เป็นส่วนตัว เช่น บันทึกส่วนตัว (diary, ยกเว้นเป็นเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติตามหน้าที่)
แต่อย่างไรก็ตามบริษัทประกันภัยก็อาจสามารถอ้างโดยพยายามโยงสิ่งที่อาจเกี่ยวเนื่องกับประวัติในเวชระเบียน (เดิม) ให้มาเข้ากันได้ เช่น การติดเชื้อ HIV ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เมื่อเกิดอุบัติเหตุย่อมจะติดเชื้อหรือระยะเวลาในการรักษาจะนานกว่าคนปกติได้ ดังนั้นการทำประกันอุบัติเหตุจึงต้องรู้ถึงการติดเชื้อ HIV ด้วย เป็นต้น

3. บริษัทประกันภัยมีสิทธิในการดูข้อมูล (เวชระเบียน) ได้มากน้อยเพียงใด
โดยหลักแล้วบริษัทประกันภัยจะมีสิทธิได้เท่าเพียงสิทธิของผู้อื่นมีอยู่เท่านั้น ในที่นี้ก็คือสิทธิที่ผู้ป่วยมีอยู่นั่นเอง เช่น นาย ก. มีเงิน 100 บาทในบัญชีออมทรัพย์ในธนาคารแห่งหนึ่ง จะขอเบิกเงิน 2,000 บาท โดยให้นาย ข. รับมอบอำนาจไปเบิกเงินแทน เช่นนี้ทางที่ทางธนาคารจะไม่ให้เงินมาแน่นอน ทั้งนี้เพราะสิทธิในการเบิกเงินของนาย ก. มีเพียง 1,000 บาท สิทธิของผู้แทนคือนาย ข. ที่จะเบิกเงินจึงมีได้ไม่เกิน 1,000 บาทด้วย เช่นกัน
ในเรื่องเวชระเบียนก็เช่นเดียวกัน บริษัทประกันภัยซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิหรือสืบสิทธิแทนผู้ป่วย อย่างมากที่สุดย่อมมีสิทธิได้เท่ากับผู้ป่วยมีเท่านั้นเอง
ประการที่ 2 ความสัมพันธ์กับเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

นอกจากจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่แล้ว อาจต้องพิจารณาถึงในเรื่อง "ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม" ด้วย เพราะในกรณีนี้ประชาชนหรือผู้เอาประกันอาจถือได้ว่าอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าผู้รับประกันคือบริษัทประกันต่างๆ จึงอาจเกิดสัญญาในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมได้ เช่น ในรูปของสัญญาสำเร็จรูป เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ยังมิได้มีการอ้างในเรื่องนี้เป็นคดีขึ้นสู่ศาลเลย


ความซับซ้อนของระบบประกันภัย

ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับเวชระเบียนและการประกันภัยประเภทต่างๆ ที่อ้างว่าจะต้องใช้เวชระเบียน เป็นส่วนประกอบด้วย

1. ระบบประกันภัยซับซ้อนเกินกว่าที่จะจัดการอย่างธรรมดาได้
ตัวอย่างเช่น
ผู้ป่วยเอาประกันภัยอุบัติเหตุไว้กับบริษัทประกันแห่งหนึ่ง ต่อมาผู้ป่วยได้รับอุบัติเหตุและเข้ารับการรักษาพยาบาล ในโรงพยาบาล ก. จนหายดีแล้ว ผู้ป่วยได้เรียกร้องสิทธิตามสัญญาประกันภัยบริษัทประกันภัย พร้อมแนบเอกสารรับรองจากแพทย์ด้วย แต่ทางบริษัทประกันด้วยสาเหตุใดไม่ปรากฏ ได้ประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว โดยอ้างว่าจะต้องขอเอกสารคือ เวชระเบียนทั้งหมดมาประกอบด้วย (อาจไม่เชื่อถือในเอกสารรับรองที่ทางโรงพยาบาลดังกล่าวออกให้) ซึ่งเมื่อผู้ป่วยขอมา ทางสถานพยาบาลเห็นว่าเวชระเบียนเป็นสิทธิของฝ่ายแพทย์หรือสถานพยาบาลซึ่งผู้ป่วยไม่มีสิทธิที่จะได้รับนอกเหนือจากสิทธิตาม "คำประกาศสิทธิผู้ป่วย" จึงได้ออกเอกสารย่อการดำเนินการไปทั้งหมด เช่นนี้ทำให้บริษัทใช้เป็นเหตุอ้างไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนเช่นนี้ จึงเป็นการไม่ชอบอย่างยิ่ง เพราะเป็นการใช้สิทธิเกินกว่าสิทธิที่ผู้ป่วยพึงมี กรณีนี้บริษัทประกันภัยมิได้มีนิติสัมพันธ์กับทางสถานพยาบาลแต่อย่างใด การใช้สิทธิที่จะขอประวัติหรือเวชรำเบียนจึงต้องเป็นการอาศัยตามสิทธิของผู้ป่วยเท่านั้น เมื่อผู้ป่วยมีสิทธิจำกัดเพียงใด บริษัทประกันย่อมมีสิทธิไม่เกินไปกว่านั้นด้วย

ทั้งนี้เพราะบริษัทประกันฯ จะมาเอาทรัพย์สินที่ผู้ป่วยไม่มีสิทธิได้อย่างไร การเอาทรัพย์สินที่ผู้ป่วยไม่มีสิทธิและยืนยันว่า ต้องให้ได้จึงมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามสัญญา ระหว่างผู้ป่วยและบริษัทประกันนั้นจึงน่าจะเข้าได้กับเป็น "สิ่งที่พ้นวิสัยที่พึงกระทำได้" การใช้สิ่งที่เป็นสิ่งที่พ้นวิสัยเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิบัติตามสัญญาจึงไม่เป็นธรรมสำหรับฝ่ายผู้ป่วย

กรณีดังกล่าวนี้มักจะสร้างความขัดแย้งระหว่างผู้ป่วยกับทางสถานพยาบาลอยู่เนืองๆ เพราะผู้ป่วยต้องการประวัติ ตามที่บริษัทประกันแจ้งมาเป็นสำคัญ แต่ทางฝ่ายแพทย์อาจไม่ให้ (ยกเว้นถ้าเป็นกรณีสถานพยาบาลของทางราชการ จำเป็นต้องให้เพราะมีกฎหมายกำหนดไว้)
2. แพทย์ไม่เข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเวชระเบียนดีเพียงพอ
สิ่งที่แพทย์ไม่เข้าใจเกี่ยวกับเวชระเบียนดีพอ เช่น

2.1 กรรมสิทธิ์ในตัวเวชระเบียน
แพทย์ไม่เข้าใจในเรื่อง "กรรมสิทธิ์" ของเวชรำเบียน ยังคิดว่าเวชระเบียนเป็นของผู้ป่วย ทำให้คิดว่าการที่ผู้ป่วยต้องการหรือผู้ป่วยได้มอบหมายให้กับผู้หนึ่งผู้ใดที่เป็นผู้แทนของผู้ป่วยมาขอเวชระเบียนแล้ว จะต้องได้ตามนั้น

แท้ที่จริงแล้วกรรมสิทธิ์ในเวชระเบียนเป็นของสถานพยาบาลมิใช่เป็นของผู้ป่วย ลองคิดดูว่า ถ้าเราฟังบรรยายแล้วจดพอเลิกกลับได้รับทราบว่าสิ่งที่จดทั้งหมดเป็นของผู้บรรยายคงเป็นเรื่องแปลกน่าดู เพราะไม่ว่าจะเป็น สมุดจด หมึกที่ใช้ การจด การขัดเกลา ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดจากผู้ฟังผู้จดทั้งนั้น ในเรื่องเวชระเบียนก็เช่นกัน กรรมสิทธิ์ในเวชระเบียนนั้นได้เคยเขียนไว้แล้วผู้ที่สนใจสามารถหาอ่านได้ เพียงแต่ว่าในเรื่องเวชระเบียนนั้นผู้ป่วยมีสิทธิที่จะรับทราบข้อมูลตาม "คำประกาศสิทธิผู้ป่วย" ซึ่งประกาศโดยองค์กรทางด้านสาธารณสุข 5 องค์กร ในวันที่ 16 เมษายน 2541 โดยเฉพาะในข้อ 9 ดังนี้
ฯลฯ………..
"9. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น"

ซึ่งแนวทางในการที่จะให้ผู้ป่วยรับทราบเป็นแนวทางของฝ่ายแพทย์หรือฝ่ายของสถานพยาบาลนั่นเอง ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวไว้แล้ว อีกประการหนึ่งก็คือ สิทธิของผู้ป่วยในข้อนี้มีเพียง "ได้รับทราบ" มิใช่ "ได้รับ" นั่นคือมีสิทธิเพียง "ได้รับทราบข้อมูล" มิใช่ "ได้รับเวชระเบียน" หรือ "สำเนาเวชระเบียน" และการรับทราบข้อมูลก็เป็นเพียงรับทราบ "ข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียน" เท่านั้น ดังที่ผู้เขียนได้เคยเปรียบเทียบ ถึงใน (ร่าง) คำประกาศสิทธิผู้ป่วย ในข้อ 10 แล้วว่าใช้คำว่า "ขอสำเนา"
"10.ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะขอสำเนาข้อมูลทุกรายการที่ปรากฏในเวชระเบียนประจำตัวของเขาโดยผู้ป่วยยินยอมเสียค่าใช้จ่ายเอง"

ยิ่งกว่านั้น ในคำประกาศสิทธิผู้ป่วยในข้อ 9 ที่กล่าวแล้วก็ยังเห็นได้ว่าเป็นการยอมรับในกรรมสิทธิ์ของสถานพยาบาล หรือแพทย์ผู้กระทำเวชระเบียนเพราะในข้อดังกล่าวนี้ผู้ป่วยถ้าอยากรับทราบก็สามารถรับทราบได้ มิได้มีการบัญญัติว่า "สถานพยาบาลอาจเก็บประวัติเวชระเบียนของผู้ป่วยไว้ได้ และเมื่อถูกทวงถามจะต้องคืนให้กับผู้ป่วย" ถ้าเป็นเช่นนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่าเวชรำเบียนเป็นของผู้ป่วย

แต่ถ้าเป็นสถานพยาบาลของราชการแล้วก็จะต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ประกอบด้วยเท่านั้น ดังนั้นแพทย์จึงต้องทำความเข้าใจให้ดีถึงสิทธิในเวชระเบียนและกรรมสิทธิ์เพราะจะส่งผลถึงการจัดการ และการดำเนินการต่างๆ เกี่ยวกับเวชระเบียนด้วย

2.2 ความสำคัญของเวชระเบียน
ยังมีแพทย์หลายคนที่ไม่เห็นถึงความสำคัญของเวชระเบียน เห็นได้จากการที่ให้ผู้ป่วยเก็บเวชระเบียนเอง การที่เมื่อเปลี่ยนแผนกที่ตรวจก็ให้ผู้ป่วยไปพร้อมกับเวชระเบียนเอง และไม่น่าแปลกใจที่เห็นผู้ป่วยถือเวชระเบียนไปตามท้องถนนหรืออาจมีเวชระเบียนของสถานพยาบาลแห่งอื่น ในสถานพยาบาลอีกแห่ง ทั้งนี้เนื่องจากในขณะนี้บุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นอยู่บนแนวคิดดังนี้
2.2.1 คิดถึงแต่เพียงความสะดวกในการที่ผู้ป่วยเป็นผู้เก็บรักษาเวชระเบียนไว้เองในด้านต่างๆ เช่น
ก. เป็นการสะดวกในการมารับการตรวจ
ข. ไม่เปลืองที่เก็บกับสถานพยาบาล ซึ่งหมายถึง ไม่เปลืองค่าใช้จ่ายในการหาจัดเตรียมที่เก็บ การเก็บ และการค้น ฯลฯ
ค. สะดวกในการติดตามผลการตรวจต่อเนื่อง เพราะแพทย์ท่านอื่นก็ได้ทราบด้วย
ง. ไม่จำเป็นที่จะต้องมาขอประวัติจาการรักษาที่ต่างๆ เพราะผู้ป่วยนำไปให้ถึงที่ และถ้ามีการเปลี่ยนสถานที่รักษา หรือกรณีฉุกเฉินที่ต้องเข้ารับการรักษา ณ สถานพยาบาลแห่งหนึ่งแห่งใดก็จะเป็นการสะดวกยิ่ง

2.2.2 ไม่คำนึงถึงสิ่งดังต่อไปนี้ เช่น
ก. กรณีผู้ป่วยทำหายเพราะไม่สนใจเวชระเบียน ขนาดเอกสารที่สำคัญกว่าผู้ป่วยก็ยังเก็บได้ เช่น ทะเบียนบ้าน หนังสือสัญญา ทะเบียนสมรส ฯลฯ
ข. ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยรั่วไหลได้ง่าย ถ้าเป็นเรื่องที่อาจเสื่อมเสียง่ายดาย อาจทำให้ผู้ป่วยมีปัญหาในทางสังคม เช่น การที่มีผลการตรวจสภาวะการติดเชื้อ HIV บวก
ค. ถ้ามีความบกพร่องทางการแพทย์ อาจปรากฏไปสู่สายตาของประชาชน สื่อมวลชน ฯลฯ ได้อย่างงายดายและรวดเร็ว
ง. เอกสารสำคัญทางคดีอาจสูญหายได้
จ. ถ้าผู้ป่วยทำหายเท่ากับทำให้ทรัพย์สินของสถานพยาบาลสูญหาย
ฉ. กรณีที่เป็นสถานพยาบาลของทางราชการเท่ากับเป็นการให้ทรัพย์สินของทางราชการแก่บุคคลอื่น
ช. ไม่สนใจอายุความทางคดี
ซ. อาจจงใจทำให้หายบางส่วนหรือทั้งหมด เพื่อผลทางคดี เช่น ในประวัติตนมีการระบุว่ามีอาการเมาในขณะมาตรวจ จึงทำให้หายไปเสียจะไม่มีพยานหลักฐานในการมัดตัวเอง
ฌ. ลืมเอามาเมื่อเวลามาตรวจ เพราะแม้แต่บัตรเล็กยังลืมหรือหายเลย
ญ. ถ้ามีการขอมาจากที่ต่างๆ จะเกิดความยากลำบาก เพราะแม้ในปัจจุบันบางครั้งการตามตัวผู้ป่วยยังยากเลย ถ้าต้องมาตามเอกสารกับผู้ป่วยด้วยต้องยากมากแน่ ซึ่งอาจเกิดผลกระทบต่อทางการดำเนินการ
ฎ. การเรียกร้องสิทธิของผู้ป่วยเอง
ฏ. การออกเอกสารให้กับผู้ป่วยซึ่งต้องดูรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติของผู้ป่วย
ฐ. การขอรายละเอียดมาจากหน่วยงานต่างๆ
ฑ. มีการแก้ไขได้ง่ายโดยใครก็ไม่รู้ และถ้ามาส่งให้แพทย์เพื่อทำการสรุป อาจเกิดปัญหาที่แพทย์ไม่มีความมั่นใจในข้อมูล
ฒ. ฯลฯ

2.2.3 ทั้งนี้ยังมิได้คิดถึงเรื่องที่อาจเกี่ยวพันกับด้านอื่นๆ เลย
ก. การรวบรวมสถิติ
ข. การทำวิจัย
ค. ในแง่ประวัติศาสตร์
ง. ประวัติเวชระเบียนของบุคคลที่จะมีความสำคัญในอนาคต
โดยที่สิ่งเหล่านี้อาจมีความสำคัญในตัวของเวชระเบียนเอง โดยที่ปัญหาเฉพาะจะมาบดบังไป นั่นคือเรื่องปัญหาสถานที่เก็บเวชระเบียนเพราะนับวันจะมีเวชระเบียนของผู้ป่วยมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา การที่จะคิดถึงเรื่องที่จะนำมาใช้ในอนาคตจึงเป็นเรื่องที่รองลงไปด้วย ยิ่งกว่านั้นระบบการจัดเก็บในปัจจุบันยังไม่เอื้ออำนวย ต่อการที่อาจใช้ประโยชน์ในด้านที่เกี่ยวพันต่างๆ ที่กล่าวถึงมาแล้วข้างต้นด้วย จึงทำให้ผู้รับผิดชอบในปัจจุบันไม่ให้ความสนใจ และเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญไป
3. ผู้ป่วยก็มิได้เข้าใจในเรื่องเวชระเบียนและสิทธิในเวชระเบียนดีเพียงพอ
ผู้ป่วยอาจเข้าใจว่าตนเองมีสิทธิตาม "คำประกาศสิทธิผู้ป่วย" หรือตาม "รัฐธรรมนูญ" ซึ่งถูกต้องบางส่วน เพราะสิทธิดังกล่าวจะต้องเกี่ยวพันกับสิทธิอื่นๆ อีก เช่น สิทธิของสถานพยาบาลในเรื่องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในเวชระเบียน เป็นต้น ซึ่งประการนี้จะเป็นจุดเปราะบางอย่างมากที่จะทำให้เกิดกรณีพิพาทระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์หรือทางสถานพยาบาล (ดูในหัวข้อ "สิทธิในการขอประวัติหรือเวชระเบียนประกอบด้วย")
4. หลายฝ่ายไม่เข้าใจนิติสัมพันธ์ของ "ผู้ป่วย" และ "บุคคลที่ 3" (บุคคลที่ 2 คือ แพทย์)
กล่าวคือ การที่ผู้ป่วยมาเข้ารับการดำเนินการทางการแพทย์นั้นเป็นการผูกพัน หรือมีนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วย และแพทย์เท่านั้น (บุคคลที่ 1 และบุคคลที่ 2) แพทย์อาจมีความผูกพันกับบุคคลภายนอกอื่นใด (บุคคลที่ 3) ได้น้อยในเรื่องเกี่ยวกับเวชระเบียน เช่น เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่โดยชอบ ส่วนบริษัทประกันหน่วยงานต่างๆ ของทางราชการ หรือเอกชนจะมีสิทธิได้โดยอาศัยการเรียกร้องสิทธิผ่านทาง "สิทธิของผู้ป่วย" การใช้สิทธิใดๆ จึงเป็นการใช้สิทธิในความผูกพัน ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเท่านั้น การใช้สิทธิของบุคคลที่ 3 จึงเป็นการใช้สิทธิผ่านสิทธิของผู้ป่วยเป็นส่วนใหญ่ (ดูในหัวข้อสิทธิในการขอประวัติหรือเวชระเบียน)
สิทธิในการขอประวัติหรือเวชระเบียน

ในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในเวชระเบียนและน่ารวมถึงการขอเวชระเบียนนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งต้องศึกษาให้ถ่องแท้ด้วย

1. สิทธิโดยแท้
ผู้ป่วยมีสิทธิในเรื่องเวชระเบียนเพียง "ได้ทราบข้อมูลของตน" ตามข้อ 9 แห่งคำประกาศสิทธิผู้ป่วยเท่านั้น ดังนี้
"9.ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น"

โดยสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของตนที่ปรากฏในเวชระเบียนนั้น เป็นดุลพินิจของฝ่ายแพทย์ผู้ให้การรักษาพยาบาลหรือดำเนินการทางการแพทย์ว่าจะให้ผู้ป่วยได้รับทราบเพียงใด โดยวิธีการอย่างใด ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า

1) เรื่องเวชระเบียนเป็นการดำทำและเป็นกรรมสิทธิ์ของสถานพยาบาลอยู่แล้ว (เว้นเสียแต่ว่า บางสถานพยาบาลมีการเรียกเก็บเงินค่าเวชระเบียนอาจถือได้ว่าผู้ป่วยมีส่วนเป็นกรรมสิทธิ์ด้วย)

2) การขอรับทราบข้อมูลเป็นเพียงการขอรับทราบถึงสภาพการเจ็บป่วย การรักษา หรือการดำเนินการทางการแพทย์โดยสรุปเท่านั้น มิใช่เพื่อการรับทราบขั้นตอนปลีกย่อยในการดำเนินการ เช่น ใช้ขนาดของยากี่มิลลิกรัม ยาชื่ออะไร การผ่าตัดผ่านเนื้อเยื่อกี่ชั้น อะไรบ้าง การทำแผลใช้น้ำยาอะไร ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นรายละเอียดของวิธีการดำเนินการ

3) การที่จะขอทราบขั้นตอนอย่างละเอียดเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หรือการดำเนินการทางการแพทย์ต่างๆ ว่าถูกต้องตามเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์หรือไม่นั้น สามารถทำได้โดยองค์กรทางการแพทย์ที่ควบคุมแพทย์ และสถานพยาบาลอยู่แล้ว ซึ่งการตรวจว่ามีการดำเนินการเป็นไปเกณฑ์มาตรฐานสมควรที่จะต้องดูในรายละเอียดทั้งหมด นอกจากนี้ถ้าเป็นการขอเวชระเบียนโดยเจ้าพนักงานก็สามารถทำได้อยู่แล้วดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
2. การจำกัดของสิทธิในการขอเวชระเบียน
เมื่อสิทธิของผู้ป่วยเองมีได้จำกัด สิทธิของผู้แทน (ผู้สืบสิทธิ) ย่อมมีได้ไม่เกินสิทธิของผู้มีสิทธิจริง ในที่นี้ย่อมหมายความว่า แม้ตัวผู้ป่วยเองก็ไม่มีสิทธิในการที่จะขอเวชระเบียนเพื่อดู ขอสำเนา หรือขอรับส่วนใดๆ เพราะสิทธิของผู้ป่วยมีเพียง ได้รับทราบข้อมูล ซึ่งในที่นี้เป็น "หน้าที่" ที่แพทย์จะหรือเจ้าของไข้ หรือผู้มีหน้าที่จะต้องดำเนินการให้ และไม่จำเป็นต้องกระทำในรูปของการให้ "สำเนาเอกสาร" แต่อาจกระทำโดยปากเปล่า โดยการอธิบาย โดยการออกเอกสารหรือถ่ายภาพ หรือถ่ายสำเนาบางส่วนให้ เพื่อให้เป็นผู้ป่วยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจ รักษาพยาบาล หรือดำเนินการทางการแพทย์ เท่านั้น
3. การใช้สิทธิขอเวชระเบียนจากสถานพยาบาลของบริษัทประกันภัย
การที่บริษัทประกันภัยไม่ทราบถึงสิทธิผู้ป่วยในข้อนี้และมาขอประวัติ (เวชระเบียนทั้งหมด หรือบางส่วน) ของผู้ป่วยโดยให้ผู้ป่วยทำหนังสือยินยอมที่จะให้เปิดเผยประวัติการดำเนินการทางการแพทย์ทั้งหมด ทางสถานพยาบาลจึงมีเอกสิทธิ์ที่จะสงวนไว้ซึ่งการให้ กล่าวคือไม่จำเป็นต้องให้ก็ได้ เพราะเหตุผลที่กล่าวมาแล้วใน 1 และ 2
4. เจ้าพนักงานกับการขอเวชระเบียน
การที่เจ้าพนักงานซึ่งอยู่ในขอบอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายย่อมสามารถขอประวัติหรือเวชระเบียนของผู้ป่วย
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิในเวชระเบียนและการขอเวชระเบียนที่ทางสถานพยาบาล จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก (มิใช่ผู้ป่วย) ด้วย

เหตุผลที่บริษัทประกันต้องการทราบข้อมูลในเวชระเบียน

การที่บริษัทประกันต้องการตรวจสอบเอกสารทางการแพทย์เนื่องจากบริษัทประกันภัยต้องการตรวจสอบความถูกต้อง และมีอยู่จริงของสภาพการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บของผู้ป่วย ซึ่งทางบริษัทประกันฯ อาจไม่เชื่อถือในเอกสารที่แพทย์ หรือบุคลากรทางการแพทย์หรือสถานพยาบาลจัดทำขึ้น หรือออกให้กับผู้ป่วย หรือบริษัทฯ ว่าจะมีความถูกต้อง โดยเฉพาะในส่วนของเนื้อหาที่ปรากฏในเอกสารนั้นโดยข้อมูลนั้นอาจ

1. มีการปกปิดข้อเท็จจริงทั้งหมดหรือบางส่วน
1.1 การให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน เช่น การที่ผู้ป่วยเจ็บนั้นบางส่วนอาจเกิดจากโรคของผู้ป่วยเอง เช่น ขอยาวัณโรคหรือเบาหวานด้วย แต่กลับมาเรียกร้องสิทธิอันเกี่ยวเนื่องกับอุบัติเหตุในคราวเดียวกันเลย
1.2 การเช็คสุขภาพแต่กลับมาเกลื่อนกลืนกันกับการเรียกร้องสิทธิจากอุบัติเหตุ
1.3 อื่นๆ
2. มีข้อความที่ไม่เป็นจริงหรือไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการป่วยเจ็บในขณะอยู่ในสถานพยาบาล
กล่าวคือ น่าจะเป็นเอกสารเท็จหรือมีบางส่วนที่เป็นเท็จ เช่น ผู้ป่วยมิได้เข้ารับการรักษาที่สถานพยาบาล แต่ก็มีการทำว่าถูกรับไว้จริงเพื่อเรียกร้องสิทธิในการเรียกร้องจากทางประกัน หรือผู้ป่วยมิได้เจ็บป่วยแต่ประการใด ก็มีการทำเอกสารว่าผู้ป่วยเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ เป็นต้น
3. มีการกระทำผิดจริยธรรมด้านการแพทย์อื่นๆ
เช่น การที่ให้ผู้ป่วยอยู่ในสถานพยาบาลเกินกว่ากรณีที่จำเป็น, การให้อยู่ในห้องที่แพงกว่าที่ควรจะเป็น, การคิดค่าดำเนินการทางการแพทย์สูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ฯลฯ
4. มีการโกงประกัน
สิ่งที่ทางบริษัทประกันอ้างนั้นมักเพื่อ
ก. อ้างเรื่องความถูกต้องในการเจ็บป่วยของผู้ป่วย
กล่าวคือ สิ่งที่ผู้ป่วยเรียกร้องสิทธิตามเอกสารทางการแพทย์อาจไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเป็นความจริงในส่วนหนึ่งที่บริษัทประกันอ้างขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่

ข. อ้างเรื่องการถูกหลอก
กรณีเกิดขึ้นอาจมีแต่น้อยมากและส่วนใหญ่เป็นผู้แทนของบริษัทที่จะโกงบริษัทเอง ไม่เกี่ยวกับผู้ป่วยแต่ประการใด

ค. ต้องการประวิงการจ่ายเงิน
เป็นเหตุอันเนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมากที่สุด โดย

1. ใช้ดุลพินิจไม่เชื่อประวัติ หรือเอกสารรับรองทางการแพทย์ โดยอาจไม่มีเหตุผล
2. การที่ผู้แทนบริษัทสามารถป้องกันการจ่ายเงินจากการเรียกร้องสิทธิ (claim) ได้อาจจะได้เงินตอบแทนจำนวนหนึ่ง เช่น ร้อยละ 15-20 ของวงเงินที่ประหยัดไว้ได้ เป็นต้น
3. การประวิงการจ่ายเงินด้วยวิธีการต่างๆ
ข้อสำคัญก็คือ ต้องเห็นใจผู้ป่วยอย่าเอาความลำบากของเขามาเป็นเครื่องต่อรอง โดยทั่วไปการเรียกร้องสิทธิประกันภัยนั้น เขาเหล่านั้นย่อมต้องได้รับความเดือดร้อนอยู่แล้ว การต่อรองในประเด็นที่ว่าถ้าต้องการเงินเร็วจะต้องถูกลดเงินลงบางส่วนนั้น ไม่สมควรอย่างยิ่ง ต้องยึดหลักที่ว่า "สัญญาต้องเป็นสัญญา"

ความจริงแล้วสิ่งทั้งหลายที่บริษัทประกันได้รับหรือได้รับทราบมานั้นเป็นของคนส่วนน้อยทางบริษัท จึงไม่น่าจะทำให้คนส่วนใหญ่ต้องเดือดร้อนด้วย บริษัทประกันอาจต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนไปก่อน แล้วค่อยนำสืบเอาภายหลัง มิใช่มาให้แพทย์ต้องได้รับความเดือดร้อนกับการไม่เชื่อของบริษัทประกัน
เอกสารอ้างอิง
1. สุ มงคล. ชี้แจงประกันรถ. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. วันที่ 30 พฤศจิกายน 2544: 4.
2. นคร พจนวรพงษ์, พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1-6. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นครหลวง, 2538.
3. มานิต มานิตเจริญ. พจนานุกรมไทย, พจนานุกรม ฉบับของราชบัณฑิตสถาน. กรุงเทพมหานคร: นิยมวิทยา, 2526: 552-53.
4. จิตติ ติงสภัทิย์. คำสอนชั้นปริญญาตรี ประมวลกฎหมายแพ่งและพณิชย์ ว่าด้วยประกันภัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2522: 5.
5. จรัส พวงมณี, ประพันธ์ ทรัพย์แสง. คู่มือกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยประกันภัย. กรุงเทพมหานคร: แสวงสุทธิการพิมพ์, 2519: 15-6.
6. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. ความยินยอมในทางการแพทย์. วารสารอุบัติเหตุ 2541: 34-46.
7. พระราชบัญญัติผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ข่าวพาณิชย์, 2536.
8. Suriyawongpaisal P, Wanvarie S. Coverage of public reimbursement scheme for traffic accident victims in Thailand. J Med Assoc Thai 1997; 80: 391-95.
9. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. อุบัติเหตุกับความรับผิดทางแพ่ง. วารสารอุบัติเหตุ 2542; 18: 15-28.
10. ภัทรศักดิ์ วรรณแสง. ย่อหลักกฎหมายละเมิด. กรุงเทพมหานคร. บริษัทพิมพ์ดี จำกัด, 2538: 143-9.
11. พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540. ราชกิจจานุเบกษา 2540; 114: 32-36.
12. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. แพทย์กับกฎหมายพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง. กรุงเทพมหานคร: ศุภวนิชการพิมพ์, 2544.
13. วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์. นิติเวชสาธก ฉบับกฎหมายกับเวชปฏิบัติ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: เรือนแก้วการพิมพ์, 2530: 112, 122.
14. สมพร พรหมหิตาธร. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541. กรุงเทพมหานคร: ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิมพ์อักษร, 2542.
15. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 และคำประกาศสิทธิผู้ป่วย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์, 2542.
16. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. เวชระเบียน. สารศิริราช 2543; 52: 628-37.
17. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. สิทธิในเวชระเบียน: มาและกรรมสิทธิ์ในเวชระเบียนและตัวอย่าง 1 ราย. สารศิริราช 2544; 53: 175-90.
18. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สูตรไพศาล, 2542.
19. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. เวชระเบียนของสถานพยาบาลของราชการ: พิจารณาเกี่ยวกับการให้ข้อมูลของผู้ป่วย. สารศิริราช 2544; 53: 703-14.
20. (ร่าง) คำประกาศสิทธิของผู้ป่วยซึ่งจัดทำโดยแพทยสภาและจัดส่งมาโดยเลขาธิการแพทยสภาตามหนังสือที่ พส.011/ว.105 ลงวันที่ 4 มีนาคม 2540.
21. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. สิทธิผู้ป่วยที่จะไม่ให้แพทย์ลงบันทึกข้อมูลในเวชระเบียน: วิเคราะห์และรายงานผู้ป่วย 1 ราย. สารศิริราช 2544; 53: 108-22.
22. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. ประกันภัยกับผู้ป่วยในเวชปฏิบัติ: ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น. สารศิริราช 2541; 50: 996-1006.
23. สั่งตามเช็คประกันภัยเจ้าเล่ห์ ชาวบ้านโวยยื้อจ่ายสินไหม. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 254: 8.

(update 31 ตุลาคม 2002)
[ ที่มา...สารศิริราช ปีที่ 54 ฉบับที่ 1 มกราคม 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600