หนังสือรับรองการตายเป็นเอกสารที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งเพราะเป็นเอกสารที่จะใช้เป็นพื้นฐานในการทำมรณบัตร
ณ เขตหรืออำเภอต่อไป ซึ่งถ้าไม่มีมรณบัตรการที่จะดำเนินการกับศพ เช่น การเผาศพ จะทำไม่ได้
อีกทั้งกายที่จะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ภายหลังตายจะยิ่งยากมากด้วย เช่น การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
การรับเงินฌาปนกิจ การคัดชื่อออกจากทะเบียนบ้าน ฯลฯ เป็นต้น และคนที่ออกหนังสือรับรองการตายก็มักไม่พ้นแพทย์
หรือบุคลากรทางด้านสาธารณสุขนั่นเอง เร็วๆ นี้ได้มีการแจกหนังสือ "สาเหตุการตายและการรับรองสาเหตุการตาย"
ให้กับแพทย์จำนวนมาก ซึ่งบางประเด็นน่าสนใจสำหรับแพทย์อย่างมาก
การออกหนังสือรับรองการตาย
หนังสือรับรองการตายและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการออกหนังสือรับรองการตายนั้นมีปรากฏให้เห็นอยู่แล้ว
สำหรับหลักในการที่จะออกหนังสือรับรองการตายโดยทั่วไปก็คือ
1. ต้องออกในเวลาที่กฎหมายกำหนด
คือ จะต้องออกภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ คือมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร์
พ.ศ.2534 คือกรณีคนตายภายในให้แจ้งภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตายหรือ ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง
นับแต่เวลาพบศพ แล้วแต่กรณี, ส่วนกรณีคนตายนอกบ้านให้บุคคลที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพ
แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่มีการตายหรือพบศพ แล้วแต่กรณี หรือแห่งท้องที่ที่จะพึงแจ้งได้
ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาตายหรือเวลาพบศพ ในกรณีเช่นนี้จะแจ้งต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจก็ได้
แต่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางอาจขยายเวลาออกไปตามที่เห็นสมควร เช่น การคมนาคมไม่สะดวก, อยู่ในป่าเขา เป็นต้น
แต่ก็ต้องไม่เกินเจ็ดวันนับแต่เวลาตายหรือเวลาพบศพ
2. ต้องออกโดยบุคคลที่มีหน้าที่เท่านั้น
ผู้ที่ออกหนังสือรับรองการตายคือ บุคคลที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น ผู้ที่มิได้มีหน้าที่ในการออกหนังสือรับรองการตาย
ถ้าออกไป นายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่อาจไม่รับแจ้งก็ได้
3. เนื้อหาที่ออกต้องเป็นจริงเสมอ
ในที่นี้หมายถึง "แพทย์" ซึ่งมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการตายจะต้องให้สาเหตุการตายตามความเป็นจริง
ตามหลักวิชาชีพแพทย์ มิใช่มีการออกข้อความในหนังสือรับรองการตายที่ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น
การออกที่สาเหตุตายผิดจากความเป็นจริง โดยให้ผู้ป่วยตายในลักษณะที่เป็นอุบัติเหตุแท้ที่จริงแล้วตายจากโรค
ทั้งนี้เพราะญาติของผู้ตายต้องการให้แพทย์ออกเช่นนั้น เพื่อประโยชน์ในการเรียกร้องสิทธิทางประกันชีวิตและอุบัติเหตุ เป็นต้น
4. ต้องมีลายมือชื่อและตำแหน่งของผู้ออก
เช่น ลายมือชื่อ นายแพทย์ ก. ตำแหน่งนายแพทย์ เป็นต้น
5. อาจเขียนด้วยลายมือหรือพิมพ์ก็ได้
ไม่จำกัดว่าจะต้องใช้พิมพ์หรือเขียน และการเขียนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเขียนเองอาจให้ผู้อื่นเขียน
แต่ผู้มีหน้าที่ลงนามต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเนื้อหาที่ออกให้
6. ต้องมีสำเนาการออกไว้ด้วย
การดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารทั้งหมดนั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีสำเนาอยู่ด้วย
เพื่อป้องกันมิให้เอกสารที่ออกไปถูกแก้ไข เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลง
7. สมควรมีการประทับตราสถานพยาบาลเป็นสำคัญ
ตราของสถานพยาบาลจะช่วยในการพิสูจน์ว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงได้
เพราะตราที่ประทับจะมีตำหนิของมันเองโดยเฉพาะซึ่งสามารถพิสูจน์ได้
8. เนื้อหาที่ออกต้องสอดคล้องกับเอกสารอื่นที่ออกไปแล้วหรือกำลังจะออกตามมา
ที่แพทย์ต้องออกหนังสือรับรองการตาย หรือการออกเอกสารอื่นใดเกี่ยวกับการตายจะต้องให้มีเนื้อหา
และสาระเป็นอย่างเดียวกันกล่าวคือ จะต้องไม่ขัดแย้งกัน ไม่ใช่ว่าออกสาเหตุตายในเอกสารให้กับพนักงานสอบสวน
(รายงานการตรวจศพ) อย่างหนึ่ง ให้กับนายทะเบียนของอำเภอหรือเขต หรือให้กับทางบริษัทประกันภัยอีกอย่างหนึ่ง
ที่มีความแตกต่างกันเช่นนี้แพทย์อาจถูกมองว่ามีเจตนาไม่สุจริตได้
9. กรณีเป็นการตายที่เกี่ยวกับคดีหรือการตายผิดธรรมชาติ
เช่น อุบัติเหตุจราจร ถูกฆาตกรรม การฆ่าตัวตาย ฯลฯ สมควรแนบสำเนาหนังสือนำส่งตัวผู้บาดเจ็บ
หรือศพของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพอยู่ไปด้วย จะง่ายต่อการดำเนินการทางเขตหรืออำเภอเพื่อออกมรณบัตร
ทั้งนี้เพราะนายทะเบียนผู้รับแจ้งการตายจะไม่ต้องกังวลหรือสงสัยตามมาตรา 25 แห่ง พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฏร์ พ.ศ.2534
หมายเหตุ : ต้องระลึกไว้เสมอว่า หน้าที่ในการแจ้งการตายเป็นของ "เจ้าบ้าน" ไม่ใช่ "ญาติผู้ตาย"
10. พึงระวังอย่างมากในการระบุพฤติการณ์ที่ตายในหนังสือรับรองการตาย
ห้ามระบุในส่วนของพฤติการณ์ที่ตายในหนังสือรับรองการตายหรือเอกสารอื่นใด
รวมถึงต้องไม่ระบุในส่วนอื่นๆ ด้วย เช่น ในส่วนของลักษณะของการตาย (character of death)
11. ห้ามออกหนังสือรับรองการตายหลายฉบับในรายเดียวกันอย่างเด็ดขาด
กรณีจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงหนังสือรับรองการตาย เช่น มีเนื้อหาที่ผิดพลาดจะต้องยกเลิก
หนังสือรับรองการตายฉบับเดิมเสียก่อน ซึ่งสมควรมีการกล่าวถึงในเอกสารฉบับใหม่ด้วย
เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้แก่ทุกฝ่าย
เหตุผลของการให้มีเกณฑ์เรื่องสาเหตุการตายและการรับรองสาเหตุตาย
เพื่อให้สอดรับกับในเรื่องหนังสือรับรองการตายตามแบบสากล ซึ่งประเทศไทยได้มีการพยายามใช้หนังสือ
รับรองการตายมาตามแบบสากลตามบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ (International Classification of Disease) [ICD]
ตั้งแต่ยุคของ ICD-7 ในราวปี พ.ศ.2506 จนถึงปัจจุบันใช้หนังสือรับรองการตายตามรูปแบบของ ICD-10
ทั้งนี้ในขณะนี้แพทย์หลายท่านรวมทั้งองค์กรทางการแพทย์หลายแห่งเห็นว่า
การที่ให้มีการลงชื่อโรคที่เป็นสาเหตุตายให้เป็นสากลโดยยึด ICD-10 เป็นหลักนั้น
เห็นว่าเป็นการดีเพราะทำให้เป็นที่เข้าใจตรงกันทั่วไป
ปัญหาการมุ่งหวังในเรื่องหนังสือรับการตายและการรับรองสาเหตุตาย
แต่อาจเกิดปัญหาระหว่างเหตุตายจาก ICD-10 กับการตายผิดธรรมชาติได้
เพราะกฎเกณฑ์การเลือกสาเหตุการตายตามหลัก ICD-10 นั้น จะยึดตำแหน่งของโรคที่ปรากฏอยู่
ในหนังสือรับรองการตายเป็นหลักเสมอและอาจมีการนำพฤติการณ์ที่ตายเจ้ามามีส่วนในเหตุการตายด้วย
ซึ่งอาจเป็นปัญหาดังเรื่องพฤติการณ์ที่ตายกับหนังสือรับรองการตายได้ นอกจากนี้อาจมีการให้สาเหตุตายตามข้อต่างๆ
ใน ICD-10 แตกต่างกันได้
การแยกหนังสือรับรองการตายกับหนังสือรับรองสาเหตุการตาย
เห็นได้ชัดว่าในขณะปัจจุบันนี้ได้มีการจัดให้มีแบบฟอร์มหนังสือรับรองการตายในประเทศไทยออกเป็น 2 แบบ
คือ "หนังสือรับรองการตาย" และ "หนังสือรับรองสาเหตุการตาย"
1. จุดมุ่งหมายในการแยก
เพื่อให้ทราบว่าวัตถุประสงค์ในการจัดทำนั้นต่างกันกล่าวคือ "หนังสือรับรองการตาย"
เพื่อประกอบการแจ้งตายและขอมรณบัตร โดยจะแจ้งที่เขตหรืออำเภอหรือกิ่งอำเภอตามกฎหมาย
ซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 นั่นเองแบบฟอร์มหนังสือรับรองการตายนี้
มีใช้อยู่ในทุกโรงพยาบาลทั้งในภาครัฐและเอกชนโดยกำหนดให้บุคลากรหลายวิชาชีพ เช่น แพทย์แผนปัจจุบัน
พยาบาล ผดุงครรภ์ แพทย์แผนโบราณ และแพทย์ประจำตำบล ฯลฯ สามารถบอกสาเหตุการตายได้
ส่วน "หนังสือรับรองสาเหตุการตาย" ใช้บันทึกสาเหตุการตายเพื่อใช้เป็นข้อมูลภายในโรงพยาบาล
คงมีใช้อยู่ในโรงพยาบาลของรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นส่วนใหญ่โดยเป็นส่วนหลังของแบบฟอร์ม
สรุปรายงานที่เรียกว่า รง.501, รง.502 และ รง.503 สำหรับโรงพยาบาลเอกชนมีส่วนน้อยที่มีแบบฟอร์มนี้
ผู้รับผิดชอบในการบันทึกแบบฟอร์มหนังสือรับรองการตายนี้คือแพทย์ผู้ดูแลเท่านั้น
2. ผลที่มีอยู่ตามข้อเท็จจริง
2.1 เมื่อพิจารณาถึงผลที่เกิดขึ้นแล้วอาจไม่แตกต่างกันมาก เพราะบุคคลภายนอกย่อมรู้อยู่แล้วว่ามี
"หนังสือรับรองสาเหตุการตาย" และถ้าเขาเหล่านั้นต้องการเพื่อใช้ประโยชน์อย่างหนึ่งอย่างใด
ย่อมสามารถที่จะนำมาให้ปรากฏได้เช่นเดียวกัน ไม่อาจที่จะเก็บเป็นข้อมูลเฉพาะได้ทั้งนี้อาศัยอำนาจตามกฎหมาย
2.2 เกิดความสับสนในแพทย์ที่จะต้องดำเนินการว่าจะทำหังสือรับรองการตายหรือหนังสือรับรองสาเหตุการตาย
ยิ่งเป็นแพทย์ที่ใหม่ หรือแพทย์ที่มิได้ออกเอกสารเกี่ยวกับการตายบ่อยครั้งนัก
แต่ในเวลาอันใกล้นี้จะมีหนังสือรับรองการตายแต่แบบใหม่แต่เพียงรูปแบบเดียว เท่านั้น
มุมมองความสำเร็จในวัตถุประสงค์การออกหนังสือรับรองการตาย
ในการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามย่อมต้องการมุ่งต่อผลที่ก่อให้เกิดความสำเร็จหรือ "ประสิทธิผล"
ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในบางครั้งก็ไม่อาจที่จะมองเพียงด้านหนึ่งด้านใดเพียงด้านเดียวได้
ทั้งนี้เพราะถ้ามองเพียงด้านเดียวแล้วผลที่เกิดขึ้นอาจกระทบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ตามมาได้
เทียบเคียงตัวอย่างดังนี้
ตัวอย่างที่ 1 ถ้าต้องการจับคนร้ายหรือเข้าค้นสิ่งของที่เชื่อว่าได้มาจากการกระทำความผิด
แต่สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปจับหรือเข้าไปค้น ผู้ดำเนินการนั้นๆ อาจเข้าข่ายบุกรุกเป็นการผิดกฎหมายอาญาได้ตามมาตรา 362
หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 92
มาตรา 362
" ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน
หรือเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ"
มาตรา 92
" ห้ามมิให้ค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้น เว้นแต่พนักงานฝากให้ค้นหรือตำรวจเป็นผู้ค้นและในกรณีต่อไปนี้
(1) เมื่อมีเสียงร้องให้ช่วยมากจากข้างในที่รโหฐาน
(2) เมื่อปรากฏความผิดซึ่งหน้ากำลังกระทำลงในที่รโหฐาน
(3) เมื่อบุคคลที่ได้กระทำความผิดซึ่งหน้าขณะที่ถูกไล่จับหนีเข้าไปหรือมีเหตุอันแน่นแฟ้นควรสงสัยว่า
ได้เข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในที่รโหฐานนั้น
(4) เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น
ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้วิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน
(5) เมื่อที่รโหฐานนั้นผู้จะต้องถูกจับเป็นเจ้าบ้าน และการจับนั้นมีหมายจับตามมาตรา 78
เมื่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ค้นด้วยตนเองไม่ต้องมีหมายค้นก็ได้
แต่ต้องเป็นกรณีที่อาจออกหมายค้นหรือค้นได้ตามประมวลกฎหมายนี้"
ตัวอย่างที่ 2 การที่เราต้องการพิสูจน์ว่านาย ก. เมาแล้วขับรถชนรถอีกคันหนึ่ง โดยดูลักษณะนาย ก.
แล้วต้องเมาแน่นอน จึงจับนาย ก. มาเจาะเลือดเพื่อตรวจพิสูจน์แอลกอฮอล์และก็มีระดับแอลกอฮอล์
สูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้จริงๆ เช่นนี้แม้ว่าจะได้ผลแต่การกระทำเป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัว
กลับเป็นการแสวงหาพยานหลักฐานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทำยังอาจมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น
(คือนาย ก.) เสียด้วย เพราะการแสวงหาพยานหลักฐานจากร่างกายผู้ต้องหาเพื่อยึด "ส่วนร่างกาย"
และ "สิ่งอื่นที่อยู่ในร่างกาย" ของผู้ต้องหา ไม่อาจกระทำได้ การแสวงหาพยานหลักฐานจากผู้เสียหายนี้
จะต้องได้รับความยินยอมจากตัวผู้เสียหายก่อนเสมอกล่าวคือ ถ้าผู้เสียหายไม่ยินยอมในการแสวงหา
บุคลากรทางการแพทย์ย่อมไม่มีสิทธิในอันที่จะแสวงหาจากเขา เว้นเสียแต่มีความจำเป็นในด้านการแพทย์
เพื่อช่วยชีวิตหรือช่วยในเรื่องรักษาอวัยวะหรือส่วนของร่างกายหรือเพื่อการรักษาเท่านั้น
จึงสามารถอ้างถึงกรณีของความจำเป็นที่ต้องกระทำ การแสวงหาพยานหลักฐานที่ไม่มีความจำเป็น
เพื่อการรักษาและไม่ได้รับการยินยอมจากผู้ป่วยให้กระทำ ผู้กระทำจึงอาจมีความผิดเพราะไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้เลย
ทั้งสองอุทาหรณ์ที่ยกขึ้นมานั้นก็คือ การมองในผลที่ต้องการมากจนเกินไป
จนกระทั่งมิได้คิดถึงในมุมมองอื่นด้วยโดยเฉพาะในด้านกฎหมาย (legal หรือ medico-legal aspect)
ทำให้เกิดผลในทางที่มิพึงประสงค์ตามมาได้
การออกหนังสือรับรองการตายและการให้สาเหตุการตายในหนังสือรับรองการตายก็เช่นกัน
การที่จะดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลด้านการสาธารณสุขเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการวางแผน
และนโยบายสาธารณสุขและด้านอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพนั้นจะต้องคำนึงถึงผลด้านกฎหมาย,
ด้านนิติเวชศาสตร์ หรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะถ้าวางแผนการดำเนินการอย่างไม่รัดกุมแล้ว
อาจเกิดผลร้ายหรือผลอันไม่พึงประสงค์ต่อผู้ปฏิบัติตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และเอกสารเรื่อง
"สาเหตุการตายและการรับรองสาเหตุการตาย" ที่เริ่มแจกจ่ายไปยังส่วนราชการต่างๆ
และสถานพยาบาลเอกชนในช่วงปลายปี พ.ศ.2544 นี้น่าจะเข้าข่ายดังที่กล่าวมาแล้วด้วยเช่นกัน
หนังสือรับรองการตายแบบใหม่ (ท.ร.4/1 ตอนที่ 1)
ได้มีการกำหนดให้หนังสือรับรองการตายแบบใหม่มี 3 ตอนใหญ่ๆ คือ
ตอนที่ 1 เกี่ยวกับสถานพยาบาลที่ออกหนังสือรับรองการตาย
ในส่วนนี้ยังคงเหมือนกับของเดิมเป็นส่วนใหญ่คือ ประกอบด้วย ชื่อ สถานพยาบาล ที่อยู่สถานพยาบาล
และวันที่ออกหนังสือรับรองการตาย ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็คือ รหัสสถานพยาบาลเท่านั้น
สรุปสาระสำคัญจึงใกล้เคียงกับแบบ ท.ร.4/1 ตอนที่ 1 ของเดิมอย่างมาก
ตอนที่ 2 เป็นเนื้อหาเพื่อรับรองการตาย
ในส่วนนี้จะประกอบด้วย 5 ส่วน ซึ่งของเดิมมีอยู่ 6 ส่วน โดยมีการตัดในส่วนที่ 5 คือ "การผ่าตัดตรวจศพ" ออกไป
ส่วนที่ 1 ผู้ตาย
ในส่วนนี้ประกอบด้วย
1.1 ชื่อตัว และชื่อสกุลของผู้ตาย
1.2 เลขประจำตัว
1.3 เพศ
1.4 อายุ
1.5 สัญชาติ
1.6 อาชีพ
1.7 สถานะภาพการสมรส
1.8 ตายเมื่อวันที่ เดือน พ.ศ.
ส่วนที่ 2 สถานที่ตาย
ประกอบด้วยข้อ 2.1 ในหรือนอกสถานพยาบาล
ส่วนที่ 3 บิดา มารดาของผู้ตาย
ประกอบด้วย
3.1 ชื่อและชื่อสกุลของบิดา
3.2 สัญชาติของบิดา
3.3 ชื่อและชื่อสกุลของมารดา
3.4 สัญชาติของมารดา
ส่วนที่ 4 สาเหตุการตาย
ประกอบด้วย
4.1 โรคที่เป็นสาเหตุการตาย
องค์ประกอบ
4.1.1 ต้องเขียวด้วยอักษรภาพอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่และห้ามใช้คำย่อ
4.1.2 มีการเรียงลำดับสาเหตุจนถึงเหตุตายที่แท้จริง
4.1.3 มีการกำหนดระยะเวลาของเหตุต่างๆ คู่ขนานไปด้วย
4.2 โรคหรือภาวะอื่นที่เป็นเหตุหนุน
4.3 โรคหรือภาวะที่ให้เจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์ตัดลอดลงในช่อง "สาเหตุการตาย" ในมรณบัตร
ก. ต้องเขียนเป็นภาษาไทย
ข. เขียนได้เพียงโรคเดียว
4.4 ผู้เสียชีวิตที่เป็นสตรี
ส่วนที่ 5 ผู้รับรองการตาย
ประกอบด้วย
5.1 ชื่อ นามสกุลและเลขที่บัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับรองการตาย
5.2 ที่อยู่ของผู้รับรองการตาย
5.3 สถานะของผู้รับรองการตาย
5.4 ส่วนลายมือชื่อของผู้รับรองการตาย
ตอนที่ 3 หมายเหตุ
ก. ข้อความที่อธิบายไว้
คือสาเหตุการตายที่ระบุในหนังสือรับรองการตายฉบับนี้ ระบุไว้ตามกฎเกณฑ์บัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ (ICD-10)
เพื่อรวบรวมข้อมูลทะเบียนราษฎร์, ทำสถิติการตายของประเทศและใช้ในด้านการวางแผนการป้องกัน
และแก้ปัญหาสาธาณสุขเท่านั้นจึงอาจแตกต่างจากเอกสารรับรองทางกฎหมายชนิดอื่น (เช่น
รายงานแนบท้ายบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพ) ได้
ข. ความหมายและการพิจารณา
1. อธิบายถึงการระบุโรคในหนังสือรับรองการตายว่าใช้ตามหลักเกณฑ์การจำแนกโรคระหว่างรปะเทศ (ICD-10)
2.วัตถุประสงค์ของหนังสือรับรองการตายเพื่อ
ก.รวบรวมข้อมูลทะเบียนราษฎร์
ข. ทำสถิติการตายของประเทศ
ค. ใช้ในด้านการวางแผนป้องกันและแก้ปัญหาสาธารณสุข
3. ความแตกต่างที่อาจมีกรณีที่อาจเกิดปัญหาในทางคดีต่างๆ อันเนื่องจากความแตกต่างของเนื้อหาที่ปรากฏ
"ในสาเหตุการตาย" เช่น สาเหตุการตายในเอกสารนี้อาจแตกต่างกับในรายงานต่างๆ เกี่ยวกับชันสูตรพลิกศพ
ซึ่งน่าจะหมายถึงบันทึกรายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพ, รายงานแนบท้ายบันทึก รายละเอียดแห่งการชันสูตรพลิกศพ
และรายงานการตรวจศพนั่นเอง
ส่วนที่ 4 สาเหตุการตาย
ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดและอาจกระทบต่อตัวแพทย์หรือบุคลากรซึ่งเป็นผู้ออกหนังสือรับรองการตายได้
จึงขอแยกมาเป็นส่วนต่างหาก ดังนี้
4.1 โรคที่เป็นสาเหตุการตาย
องค์ประกอบ
4.1.1 ต้องเขียนด้วยอักษรภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่และห้ามใช้คำย่อ
4.1.2 มีการเรียงลำดับสาเหตุจนถึงเหตุตายที่แท้จริง
4.1.3 มีการกำหนดระยะเวลาของเหตุต่างๆ คู่ขนานไปด้วย
ในส่วนของ 4.1 นี้เป็นหัวใจของสาเหตุการตายทีเดียว
กรณีที่ 1 การแยกออกเป็น a) b) c) d) นั้นเป็นการนำมาจากหน้า 31 ในเล่มที่ 2 ของบัญชีจำแนกโรคระหว่างประเทศ (ICD-10)
ซึ่งเชื่อว่าดัดแปลงมาจากแบบของประเทศอังกฤษ นั่นเอง
กรณีที่ 2 การกำหนดให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ (CAPITAL LETTER) โดยห้ามใช้คำย่อด้วยนั้น
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อความและคำที่เขียน
4.2 โรคหรือภาวะอื่นที่เป็นเหตุหนุน
น่าจะเป็นภาวะหรือโรคที่เป็นอยู่แล้วในผู้ตายนั้น เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หูน้ำหนวก ฯลฯ เป็นต้น
4.3 โรคหรือภาวะที่ให้เจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์ตัดลอดลงในช่อง "สาเหตุการตาย" ในมรณบัตร
4.3.1 ต้องเขียนเป็นภาษาไทย
4.3.2 เขียนได้เพียงโรคเดียว
ความเห็น :
การกำหนดให้โรคหรือสภาวะที่จะเป็นสาเหตุการตายที่นำมาใส่ในข้อนี้เรียงตามลำดับ จาก d) c) b) a)
นั้นน่าจะมีวัตถุประสงค์เป็นไปตาม ตอนที่ 3 คือ หมายเหตุที่ได้กล่าวไว้แล้ว ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ดีเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
แต่อย่างไรก็ตามมุมมองความสำเร็จในการออกหนังสือรับรองการตายจะต้องมองกว้างออกไปด้วย
จึงสมควรแบ่งการพิจารณาเป็น 2 กรณีดังนี้
กรณีที่ 1 กรณีที่ตายจากโรคโดยแท้ (Natural diseases หรือ Pathological cases)
การเขียนสาเหตุการตายตามกรอบและแนวทางที่วางไว้จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ดังตอนที่ 3
ในหมายเหตุ และไม่มีปัญหาในด้านกฎหมาย (medico-legal aspect) เข้ามาเกี่ยว, น่าจะเป็นทางการแพทย์โดยแท้
(pure medical aspect) แพทย์จึงสามารถให้ความเห็นได้อย่างเต็มที่ในทางการแพทย์ เว้นเสียแต่อาจมีในเรื่องโรค
หรือภาวะที่ร้ายแรงบางโรคเช่น เอดส์ อาจต้องมีความระมัดระวังสูงยิ่งขึ้นอีกระดับ
กรณีที่ 2 กรณีที่ตายผิดธรรมชาติหรือการตายทางนิติเวช (Unnatural หรือ Forensic cases)
การตายทางนิติเวชนั้นหมายถึงการตายที่มีบทบัญญัติไว้เฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 148
"เมื่อปรากฏแน่ชัดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลใดตายโดยผิดธรรมชาติ
หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน ให้มีการชันสูตรพลิกศพ
เว้นแต่ตายโดยการประหารชีวิตตามกฎหมาย
การตายผิดธรรมชาตินั้น คือ
(1) ฆ่าตัวตาย
(2) ถูกผู้อื่นทำให้ตาย
(3) ถูกสัตว์ทำร้ายตาย
(4) ตายโดยอุบัติเหตุ
(5) ตายโดยยังไม่ปรากฏเหตุ"
ซึ่งจะต้องมีการชันสูตรพลิกศพตามมาตรา 149-156
การเขียนสาเหตุการตายตามกรอบและแนวทางที่วางไว้อาจเกิดปัญหาสำหรับผู้ออกหนังสือรับรองการตายได้
ทั้งนี้เนื่องจาก
1. มีการระบุพฤติการณ์ที่ตายในหนังสือรับรองการตาย
พฤติการณ์ที่ตาย (manner of death) นี้เป็นศัพท์ที่ใช้ในทางนิติเวชศาสตร์หมายถึง
สภาพการตายตามข้อเท็จจริงโดยแท้ พฤติการณ์ที่ตายนี้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญามาตรา 154 ในหมวดว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพ และเมื่อศึกษาถึงกฎหมาย
ในหมวดดังกล่าวทั้งหมวดแล้ว จะเห็นได้ว่า มีได้เพียง 4 กรณีเท่านั้น คือ ตายจากการฆ่าตัวตาย
ตายจากถูกผู้อื่นฆ่าตาย ตายโดยอุบัติเหตุ ซึ่งการตายทั้ง 3 กรณีนั้นเป็น "การตายผิดธรรมชาติ"
และกรณีที่ 4 คือ "ตายโดยเหตุธรรมชาติ"
ตัวอย่าง การระบุพฤติการณ์ที่ตาย "ฆ่าตัวตาย" เป็นสาเหตุการตาย
" ชายวัย 23 ปี ดื่มยาพาราคว็อท 1 แก้ว เพื่อฆ่าตัวตาย 1 วันก่อนมาโรงพยาบาล มาโรงพยาบาลเพราะญาตินำส่ง
รักษาโดยการให้สารต้านพิษ Fuller Earth ต่อมาอีก 2 วัน มีอาการหอบเหนื่อย ตรวจพบ Pulmonary Fibrosis
รักษาโดยการให้ Mechanical Ventilation 4 วัน ต่อมาเกิด Respiratory Distress Sydrome แล้วเสียชีวิตหลังจากนั้น 5 วัน
ส่วนที่ 1 สาเหตุการตาย
(a) Respiratory Distress Syndrome 5 days
(b) pulmonary Fibrosis 9 days
(c) Paraquat Poisoning 13 days
(d) Suicide
สาเหตุการตายของผู้ป่วยรายนี้คือ Suicide
ฯลฯ"
จุดอ่อนอย่างมากคือ ได้กล่าวถึงพฤติการณ์ที่ตายในหนังสือรับรองการตายว่า "ฆ่าตัวตาย (suicide)"
ดังนั้นถ้ามีผู้ถามขึ้นว่า "ผู้ออกหนังสือรับรองการตายทราบได้อย่างไรว่าเป็นการฆ่าตัวตาย"
ผู้ออกเอกสารดังกล่าวจะอธิบายได้อย่างไร จะอธิบายถึงสิ่งที่ได้รับทราบมาจากทายาทหรือเพื่อน สื่อมวลชน ฯลฯ
เช่นนั้น หรือ ข้อเท็จจริงต้องไม่ลืมว่าผู้ออกหนังสือรับการตายคือ "แพทย์" มิใช่นักสื่อมวลชนที่อาจได้ข่าวอะไรแล้ว
ก็เขียนไปตามนั้นได้ทันที แต่แพทย์จะต้องมี "หลักการ" และ "เหตุผล"
และการดำเนินการจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์
ตัวอย่างเรื่องเช่นนี้เคยมีปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว เช่น
ก. ดาราดังฆ่าตัวตาย แต่ไม่นานกลับเป็นว่าถูกฆ่าตาย
ข. หมอฟันโดดตึกฆ่าตัวตาย ต่อมาญาติติดใจและสืบได้ความว่าเป็นการถูกฆาตกรรม
จึงเห็นได้ชัดเจนว่า
ประการที่ 1 พฤติการณ์ที่ตายนั้นไม่แน่นอน เป็นเรื่องข้อเท็จจริงมิใช่เรื่องทางการแพทย์โดยแท้
ประการที่ 2 ลักษณะบาดแผลหรือสิ่งตรวจพบในศพที่ตาย "ระหว่างการฆ่าตัวตาย ถูกฆาตกรรมและอุบัติเหตุ"
จำนวนไม่น้อยทีเดียว ที่ไม่อาจแยกกันได้อย่างชัดเจน การที่แพทย์ผู้ออกหนังสือรับรองการตายให้สาเหตุตายว่า
"ฆ่าตัวตาย" จึงเป็นอันตรายต่อตัวแพทย์เองทั้งนี้เพราะ
1. การฆ่าตัวตายจะไม่มีผู้กระทำผิดในขณะนี้ในกฎหมายไทยยังมิได้มีบัญญัติให้ผู้ที่ฆ่าตัวตาย
หรือพยายามฆ่าตัวตายเป็นผู้กระทำความผิดอาญาและแพ่ง
2. เมื่อเป็นการฆ่าตัวตายก็ไม่มีบุคคลอื่นที่จะต้องถูกดำเนินคดี
3. ถ้ามีการกล่าวอ้าง (โดยทายาท) ว่ามิใช่การฆ่าตัวตายเพื่อผลทั้งทาง "อาญา" และ "ทางแพ่ง" จะทำอย่างไร
ผลทางอาญา
กล่าวคือ ญาติติดใจการตายว่าต้องถูกฆาตกรรม เช่นกรณีของทันตแพทย์ตกจากที่สูง ต้องหาผู้รับผิด
มีการแจ้งความ และมีการดำเนินคดีในเวลาต่อมา
ผลทางแพ่ง
กล่าวคือ ถ้าญาติเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุแน่มิใช่ฆ่าตัวตายย่อมสามารถเรียกร้อง "เงิน" จากบริษัทประกันภัยได้
การที่แพทย์ระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตายเท่ากับเป็นการปิดช่องในการเรียกร้อง เพราะบริษัทประกัน
ย่อมสามารถยกพฤติการณ์ฆ่าตัวตายขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในการปฏิเสธการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวนั้น
และเมื่อเป็นเช่นนั้นสิ่งที่ทายาทจะทำได้ก็คือ จะต้องดำเนินการกับแพทย์ผู้ออกหนังสือรับรองการตาย
อย่างหนึ่งอย่างใดแน่ เช่น
ก. การฟ้องร้องทางอาญา
1) ทำเอกสารอันเป็นเท็จ
2) เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
ข.การฟ้องร้องทางแพ่ง
ค.การฟ้องร้องทางจริยธรรม
หลายท่านอาจคิดว่าเอกสารที่แพทย์ออกให้รวมถึงหนังสือรับรองการตายหรือเอกสารการรับรองเหตุตาย
ไม่อาจล่วงรู้ถึงผู้อื่นได้ ในประเด็นนี้ต้องให้คิดเสียใหม่ เพราะเอกสารโดยเฉพาะหนังสือรับรองการตาย
เป็นเอกสารที่เปิดเผย ทุกคนที่มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิที่จะรับทราบได้ อาจขอดูได้จากที่ว่าการเขตหรืออำเภอ
หรืออาจมีผู้แอบคัดลอก (photocopy) ออกไปก็ได้ ยิ่งกว่านั้นตามขณะนี้มีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ
พ.ศ.2539 ใช้แล้วยิ่งไม่อาจปิดกั้นสิ่งดังกล่าวได้เลย
ผลสรุปแห่งความเห็นแพทย์ในหนังสือรับรองการตายที่ว่า "ฆ่าตัวตาย" จึงมีแต่เพียงผล "ในทางลบ" กับ "เสมอตัว"
ต่อแพทย์ผู้ออกเท่านั้น การแนะนำให้แพทย์ออกหนังสือรับรองการตายโดยมีพฤติการณ์ที่ตายด้วยจึงไม่เป็นการสมควร
ทั้งนี้ย่อมไม่อาจมองในด้านเดียวดังที่กล่าวแล้วในหัวข้อ "มุมมองความสำเร็จในการออกหนังสือรับรองการตาย"
แต่สมควรจะต้องมองในหลายๆ มุมมองและที่สำคัญต้องมองในด้านกฎหมาย (medico-legal aspect) ด้วย
2. มีการระบุข้อเท็จจริง (subjective) ในหนังสือรับรองการตาย
ตัวอย่างที่ 1 Pedestrian hit by car while walking across a road
" กรณีผู้ตายเดินข้ามถนน ถูกรถชน มีตับแตกเกิด Hemopertoneum, Hypovolemic shock
เสียชีวิตขณะทำการผ่าตัด
ในหนังสือรับรองการตายจะปรากฏดังนี้
(a) Hemoperitoneum
(b) Ruptured liver
(c) Pedestrian hit by car while walking across a road
(d) -
สาเหตุการตายของผู้ป่วยรายนี้คือ Pedestrain hit by car while walking across a road"
ในตัวอย่างนี้มีสิ่งที่อาจเป็นประเด็นสำคัญในทางกฎหมายอย่างมาก ถ้าให้สาเหตุการตายดังที่ปรากฏ
ทั้งนี้เพราะมีการระบุข้อเท็จจริงไว้หลายขั้นตอนมาก ซึ่งแพทย์หรือผู้ออกหนังสือรับรองการตายไม่รู้ (ประจักษ์พยาน)
แต่กลับเขียนในสิ่งที่ตัวเองมิได้รู้ แม้ว่าอาจจะอ้างว่าการอาศัยการเป็นผู้ชำนาญแต่ก็ไม่สามารถอธิบายสิ่งที่ตนเองเขียนได้ว่า
"เกิดขึ้นได้จากการชำนาญ" เพราะสิ่งที่ปรากฏจะมีได้อย่างเดียวก็คือ "ต้องเป็นประจักษ์พยานเท่านั้น" ทั้งนี้เพราะ
ก. รู้ได้อย่างไรว่า เป็นคนเดินเท้า (pedestrain)
ข. รู้ได้อย่างไรว่า ถูกชน ไม่ได้เกิดจากอย่างอื่น (hit)
ค. รู้ได้อย่างไรว่า ถูกรถยนต์ชน (car) มิใช่ รถจักรยานยนต์ (motor cycle), รถบรรทุกชน, รถตู้ชน ฯลฯ
ง. รู้ได้อย่างไรว่า เกิดในขณะเดินข้ามถนนอยู่ (walking across a road)
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นที่ต้องการให้แพทย์ออกเป็นสาเหตุการตายนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของ
subjective content ทั้งสิ้นมิได้อยู่ในวิสัยที่แพทย์จะให้ได้ อย่างมากถ้าต้องการที่จะให้ความเห็นจะต้องใช้ข้อความว่า
"เชื่อว่า", "สันนิษฐานว่า" ฯลฯ ทั้งนี้เพราะแพทย์หรือผู้ออกหนังสือรับรองการตายมิได้อยู่ในเหตุการณ์
จะรู้ในประเด็นที่ให้ในข้อ ก. ข. ค. และ ง. ได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้นถ้า
หนึ่ง เผอิญมีการซักถามแพทย์ในประเด็นเหล่านี้ในศาลแพทย์จะตอบอย่างไรเช่น ถามว่า
"ผู้ตายอาจเกิดจากการถูกรถจักรยานยนต์ชนได้หรือไม่" ซึ่งแน่นอนต้องตอบว่า "ได้" แล้วเขาก็จะถามต่อว่า
"ทำไมหมอจึงลงในเหตุตายว่าถูกรถยนต์ชนตาย" ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้การที่แพทย์เขียนในสิ่งที่อธิบายไม่ได้
ในทางการแพทย์ในเอกสารทางการแพทย์ที่ออกให้เช่นนี้น่าจะถือได้ว่า การทำการมิได้มาตรฐานในทางการแพทย์
สอง ข้อเท็จจริง (จริงๆ) ผู้ตายตายเนื่องจากถูกรถจักรยานยนต์ (motor cycle) ชนตายมิใช่จากรถยนต์ (car)
โดยมีภาพถ่ายที่เกิดเหตุหรือสืบจากพยานบุคคลแล้วแพทย์จะตอบปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร
ในเมื่อตัวแพทย์เองก็มิได้ทราบว่าเกิดจากอะไรแน่ ทำไมจึงออกความเห็นเกินข้อเท็จจริง
เป็นการกระทำที่มิได้มาตรฐานแน่
สาม ประเด็นแห่งคดีที่มีการต่อสู้กันโดยอ้างถึงสาเหตุการตายที่ว่า "ตายจากถูกรถยนต์ชน"
แต่ในช่วงดังกล่าว ไม่มีรถยนต์วิ่งเลย เช่น เพราะถนนถูกปิด (มีแต่จักรยานยนต์วิ่งได้) เช่นนี้
จะเป็นประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยได้หรือไม่ว่ามิได้เป็นผู้กระทำผิด
สี่ ประเด็นแห่งคดีมีว่า จำเลยขับรถยนต์ไม่เป็น แต่แพทย์ลงความเห็นในสาเหตุตายว่า
ถูกรถยนต์ชนตาย ดังนั้นจำเลยจึงมิใช่เป็นผู้กระทำผิดแน่นอน ทั้งนี้อาศัยข้อความในสาเหตุตายที่แพทย์ให้
ที่กล่าวถึงมาเป็นเพียงยกประเด็นในเรื่อง "รถยนต์" (car) หรือ ค. ขึ้นมาพิจารณาเพียงประเด็นเดียวเท่านั้น
ถ้าพิจารณาในเรื่องอื่นๆ เช่น ตามข้อ ก. ข. และ ง. ด้วยแล้ว แพทย์ผู้ที่ออกหนังสือรับรองการตาย
และถูกถามถึงเหตุตายโดยให้เหตุตายเช่นว่านั้นแพทย์ก็จะตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถอธิบายได้แต่อย่างเดียว
ซึ่งเป็นสถานะการณ์ที่ไม่มีแพทย์ท่านใดต้องการให้เกิดขึ้นกับตนเอง
จากผลพวงที่แพทย์ไม่สามารถอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เขียนลงในหนังสือรับรองการตายในส่วนของสาเหตุตาย
อาจส่งผลไปถึงความน่าเชื่อถือในส่วนอื่นๆ ได้ด้วย เช่น อาจเกิดประเด็นในการถามหรือข้อสงสัยเพื่อหยิบยกให้คิดขึ้นว่า
"ในเมื่อมีบางสิ่งที่นายแพทย์ท่านนั้นได้เขียนมาไม่น่าเชื่อถือแล้ว ดังนั้นในส่วนอื่นๆ ที่เหลืออยู่ เช่น การมีตับแตก
(ruptured liver) ตามข้อ (b) และการมีเลือดออกในช่องท้อง (hemoperitoneum) ก็อาจจะมิได้มีด้วย"
ซึ่งอาจมีการสร้างภาพให้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วผู้ตายมิได้ตายจากการที่มีตับแตกและมีเลือดออกในช่องท้อง
แต่อาจเกิดจากโรคหัวใจ (ถ้าเผอิญผู้ตายมีอยู่ก่อนจากการสืบทราบมา) ที่ผู้ตายมีอยู่ก่อน กลับเป็นข้อต่อสู้ของจำเลย
ว่าตนเองมิได้กระทำผิด และถ้าเกิดไม่มีพยานบุคคลที่รู้เห็น หรือทางจำเลยมีพยานหลักฐานอื่นมาเสริมอีก
อาจทำให้ผู้กระทำผิดกลับไม่มีความผิดได้ ต้องไม่ลืมว่า ในคดีอาญาการที่จะตัดสินและลงโทษผู้กระทำผิดได้นั้น
จะต้องพิสูจน์ว่าเขากระทำผิดจริงอย่างสิ้นข้อสงสัย (unreasonable doubt) ถ้าข้อใดที่ยังเป็นที่สงสัยให้
"ยกประเด็นแห่งคดีให้กับจำเลย" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ดังนี้
" ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่า
มีการกระทำผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น
เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย"
ถ้าเกิดกรณีดังกล่าวข้างต้นขึ้นจริงก็นับว่า เป็นเรื่องเศร้าในสังคมและในวงการแพทย์อย่างแน่นอน
ทั้งนี้จะสอดคล้องกับในเรื่อง "มุมมองความสำเร็จในการออกหนังสือรับรองการตาย" ที่กล่าวถึงแล้วข้างต้นว่าจริงหรือไม่
กรณีการซักพยานกันในศาลแล้วก้าวล่วงไปถึงการทำให้พยาน (คือแพทย์) "แตก" คือ "ไม่น่าเชื่อถือ",
"อาจส่งผลให้เกิดข้อกล่าวหาหรือกล่าวโทษแพทย์" ในด้านจริยธรรมคือ เรื่องมาตรฐานและเรื่องการออกเอกสาร
ตามมาได้อย่างแน่นอน ตามข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม
ทำไมแพทย์จึงต้องนำตนเองเข้าไปเสี่ยงในการให้ความเห็นในสิ่งที่ตนเองไม่ได้รู้
ไม่ได้รับทราบและไม่สามารถอธิบายได้จากทางการแพทย์ (หรือเพียงเพื่อให้บรรลุในวัตถุประสงค์
ตามหมายเหตุในตอนท้ายของหนังสือรับรองการตายเท่านั้น) และถ้าเกิดผลเสียหายต่อแพทย์
ผู้ที่ออกหนังสือรับรองการตายตามสาเหตุดังตัวอย่าง ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อแพทย์ท่านนั้น
ตัวอย่างที่ 2 Pedestrian in collision by heavy transport vehicle หรือ ถูกรบบรรทุกชนตาย
ปัญหาที่เกิดก็คล้ายในตัวอย่างที่ 1 เช่นเดียวกันคือมีการระบุเรื่องข้อเท็จจริง
ที่แพทย์มิได้รู้เห็นลงในหนังสือรับรองการตาย
กรณีวัตถุประสงค์ของการให้ดำเนินการเพื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์สากลใน ICD-10
นั้นเป็นสิ่งที่ดีแต่ต้องพึงระวัง เพราะการที่จะใช้ "มุมมองความสำเร็จในการออกหนังสือรับรองการตาย"
เป็นเกณฑ์อย่างเดียวอาจเกิดปัญหาอื่นๆ ขึ้นได้อีกด้วย (ดูปัญหาที่อาจเกิด)
4.4 ผู้เสียชีวิตที่เป็นสตรี
เป็นการเขียนไปตามความเป็นจริงเท่านั้นในเรื่องการตั้งครรภ์ ซึ่งไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกรณีต้องการผลลัพท์เพียงด้านเดียวนั้น เช่น
1.ในทางอาญา
1.1 แพทย์อาจถูกกล่าวหาว่าทำเอกสารอันเป็นเท็จได้
1.2 แพทย์ที่เป็นเจ้าพนักงานอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157 เป็นต้น
2.ในทางแพ่ง
2.1 บริษัทประกันจะอ้างเพื่อระงับหรือชะลอการจ่ายเงินให้กับทายาท
ตัวอย่างที่น่าสนใจทางประกัน
1. การพบแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ตายเกินกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ในอุบัติเหตุจราจรนั้น
เคยปรากฏมาแล้วว่าบริษัทประกันภัยจะไม่จ่ายเงินให้ทั้งๆ ที่ผู้ตายคือ "ผู้โดยสารในยานพาหนะ"
ไม่ได้เกี่ยวกับการขับรถหรือเดินถนนแต่อย่างใด ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้ตายและทายาทอย่างยิ่ง
2. เคยปรากฏว่าบริษัทประกันทราบจากในเอกสารทางการแพทย์ (medical record)
ว่าผู้ตายโดดตึกฆ่าตัวตาย บริษัทประกันไม่ยอมจ่ายเงิน ทั้งๆ ที่ผู้ที่บอกให้แพทย์จด (subjective content)
คือใครก็ไม่รู้อาจเป็นผู้นำส่งหรือเพื่อนหรือบุคคลภายนอก ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น
แต่เอกสารทางการแพทย์มีปรากฏอยู่และบริษัทประกันใช้เป็นข้ออ้างแล้ว
เห็นได้ชัดว่า ถ้ามีการออกหนังสือรับรองการตายในส่วนที่เกี่ยวกับคำบอกกล่าว (subjective content)
และพฤติการณ์ที่ตาย (manner of death) ลงไปด้วยอาจเกิดผลอันไม่พึงประสงค์และไม่ยุติธรรมต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
ตามมาได้อย่างแน่นอน
2.2 กรณีที่มีการอ้างสาเหตุการตายเพื่อขอรับเงินหรือสิทธิอื่นใด เช่น เป็นอุบัติเหตุและบริษัทประกันภัย,
ฌาปนกิจสถานต่างๆ ฯลฯ ผู้ที่ต้องจ่ายเงินอาจฟ้องร้องแพทย์ในความเสียหายของเขาเหล่านั้น
จากการที่แพทย์ออกหนังสือรับรองการตายเช่นว่านั้นได้ถ้าข้อเท็จจริงมิได้เป็นไปตามที่แพทย์ระบุไว้
โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมที่ตายและข้อเท็จจริงตามที่ได้รับมา (subjective content)
3. ในทางจริยธรรม
ถ้าเป็นแพทย์อาจถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมได้
รายละเอียดเกี่ยวกับผลทางด้านกฎหมายมีอยู่มากมาย แต่จะยังไม่ขอกล่าวอย่างละเอียดในที่นี้
สรุป
การจะทำให้เกิดผลสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นจะต้องมองผลที่อาจเกิดในด้านอื่นด้วย โดยเฉพาะในด้านกฎหมาย
ทั้งนี้เพราะอาจเกิดผลเสียหายตามมาอย่างร้ายแรงได้ โดยที่มิได้เคยระวังมาก่อนโดยเฉพาะการที่จะนำหลักเกณฑ์ในต่างประเทศ
หรือระหว่างประเทศมาใช้ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าระบบกฎหมายในโลกมีมากมายหลายระบบ บางระบบสามารถนำมาปรับใช้
เป็นระบบกฎหมายภายในได้อย่างง่าย แต่บางระบบกฎหมายหรือบางประเทศการที่จะนำมาใช้
จะต้องปรับและต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่นด้วย ดังเช่นการจะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ใน ICD-10
ก็เช่นเดียวกันจะต้องศึกษาเรื่องกฎหมายในให้ดีว่าจะมีผลกระทบอย่างใดหรือไม่ด้วย
เอกสารอ้างอิง
1. อรพิน ทรัพย์ล้น, นิพิท ไชยธรรม. สาเหตุการตายและการรับรองสาเหตุการตาย.
ศูนย์ข้อมูลข่าวสารสาธารณสุข สำนักงานนโยบายและแผนสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2544.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์รับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.) 2544.
2. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. หนังสือรับรองการตาย. สารศิริราช 2542; 51: 130-40.
3. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. ปัญหาเกี่ยวกับหนังสือรับรองการตายในเวชปฏิบัติ (ตอนที่ 1).
สารศิริราช 2542; 51: 648-58.
4. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. ปัญหาเกี่ยวกับหนังสือรับรองการตายในเวชปฏิบัติ (ตอนที่ 2).
สารศิริราช 2542; 51: 822-31.
5. พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา, นคร พจนวรพงษ์. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา.
กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นครหลวง, 2523.
6. เสถียร วิชัยลักษณ์, สืบวงศ์ วิชัยลักษณ์. พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534.
กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์นีติเวชช์ 2536.
7. International form of medical certificate of cause of death. In ICD-10, International
Statistical Classification of Diseases and Related Health Problems. Tenth Revision, Volume 2.
World Health Organization, 1994: 31.
8. Peach HG, Brumley DJ. Death certification by doctors in non-metropolitan Victoria.
Aust Fam Physician 1998; 27: 178-82.
9. Messite J, Stellman SD. Accuracy of death certificate completion: the need for formalized physician training.
JAMA 1996; 275: 794-96.
10. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์สูตรไพศาล, 2542.
11. นคร พจนวรพงษ์, พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา. ประมวลกฎหมายอาญา. กรุงเทพมหานคร:
สำนักพิมพ์นครหลวง, 2538.
12. ดาราวรรณ ใจคำป้อ. การแสวงหาหลักฐานจากร่างกายผู้ต้องหา. วิทยานิพนธ์ในหลักสูตรนิติศาสตร์
มหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2534.
13. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. ปัญหาการเจาะเลือดเพื่อพยานหลักฐานจากผู้ป่วย
ณ หน่วยอุบัติเหตุ. วารสารอุบัติเหตุ 2543; 19: 99-112.
14. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์, จันทรพิมพ์ เจียมพงศ์พันธุ์. การตรวจหาสภาวะการติดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วยสมควรกระทำหรือไม่และทำได้เพียงใด.
วารสารอุบัติเหตุ 2542; 18: 5-18.
15. World Health Organization. International Statistical Classification of Diseases and Related Health.
Tenth Revision. Volume 2 Instruction manual. Geneva: World Health Organization Office, 1993.
16. Camps FE, Cameron JM, Lanham D. Practical Forensic Medicine. London: Hutchinson & Co. (Publishers) LTD, 1971.
17. ทรงฉัตร โตษยานนท์. คู่มือนิติเวชศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชานิติเวชศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล 2517.
18. วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์. คู่มือการชันสูตรพลิกศพ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พิฆเณศ, 2525: 10.
19. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. การชันสูตรพลิกศพทางพยาธิและนิติเวช. สารศิริราช 2539; 48: 1114-122.
20. "ปักใจฆาตกรรมหมอฟันสาว โดดตึก-ให้รื้อคดี" หนังสือพิมพ์เดลินิวส์. วันที่ 2 ธันวาคม 2543.
21. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 และข้อบังคับแพทยสภา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร:
เรือนแก้วการพิมพ์, 2544.
22. นคร พจนวรพงษ์, พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 16 1-6.
กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นครหลวง, 2538.
(update 26 กันยายน 2002)
[ ที่มา...สารศิริราช ปีที่ 54 ฉบับที่ 3 มีนาคม 2544 ]
|