แพทย์กับการรับทรัพย์สิน


แพทย์จำนวนไม่น้อยคุ้นเคยกับการได้รับทรัพย์สิน สินน้ำใจ ของขวัญ ของกำนัล สิ่งของหรือทรัพย์สินอื่นๆ รวมถึงสิทธิต่างๆ เช่น การได้รับสิทธิในการพักผ่อน ณ ที่ต่างๆ ซึ่งผู้ป่วย หรือทายาทของผู้ป่วยมอบเป็นการตอบแทน ให้กับแพทย์ในฐานะผู้ให้การดูแลรักษา หรือดำเนินการทางการแพทย์อย่างดียิ่งหรือเป็นที่น่าพอใจ ในขณะที่ป่วยเจ็บอยู่ในสถานพยาบาล ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วก็ไม่น่าที่จะมีข้อห้ามหรือผิดศีลธรรม จริยธรรม หรือกฎหมายแต่อย่างใด แต่นับแต่นี้ต่อไปอาจมิได้เป็นที่เข้าใจเช่นนั้นอีกแล้ว ทั้งนี้เนื่องจากในขณะนี้ได้มีกฎหมาย หรือกฎเกณฑ์ในการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2543 ในรูปของประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กฎหมายในรูปประกาศฉบับนี้ มิได้หมายความว่าแพทย์จะรับสิ่งของต่างๆ จากผู้ป่วยหรือบุคคลอื่นๆ ไม่ได้ แพทย์ยังสามารถรับได้ แต่อยู่ในกรอบจำกัดในการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเท่านั้น ซึ่งจะมีวิธีการรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์เป็นแนวทางปฏิบัติไว้ด้วย โดยหลักแล้วจะต้องให้แจ้งกับผู้บังคับบัญชานั่นเอง

ดังนั้นแพทย์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สมควรจะต้องทราบถึงประกาศฉบับนี้ เพื่อมิให้เกิดความผิดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะความผิดในเรื่องนี้จะมีโทษทางอาญาด้วย คือ จำคุกและปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับซึ่งนับได้ว่าเป็นโทษที่สูงเอาการสำหรับผู้ที่กระทำผิด ซึ่งแพทย์สมควรที่จะรู้ และให้ความสนใจไว้ด้วย

สำหรับแพทย์ ในบทความนี้จะหมายถึงแพทย์ผู้ซึ่งประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติวิชาพเวชกรรม พ.ศ.2525 เป็นสำคัญ มิได้หมายถึงแพทย์ที่อาจมีตำแหน่งในด้านการเมือง การบริหาร หรืออื่นๆ แม้ว่าแพทย์เหล่านั้นจะต้องถูกบังคับตามกฎหมายนี้ด้วยก็ตาม แต่ต้องถือว่าแพทย์เหล่านี้ มิใช่เป็นแพทย์ที่ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยแท้


กฎหมายใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับทรัพย์สินซึ่งแพทย์จะต้องรับทราบก็คือ " ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2543" ซึ่งประกอบด้วย 8 ข้อด้วยกัน แต่ที่สำคัญอยู่ในข้อ 4, ข้อ 5, ข้อ 6 และข้อ 7 ดังจะได้กล่าวต่อไป ความจริงแล้วกฎหมายฉบับนี้มิได้มีขึ้น เพื่อที่จะให้ผลกับแพทย์เป็นการเฉพาะ เพราะแพทย์คือบุคคลส่วนน้อยนิดและการรับทรัพย์สินของแพทย์โดยส่วนใหญ่นั้น โดยแท้จริงแล้วก็มิใช่เพื่อประโยชน์หรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตแต่ประการใด แต่วัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้มีขึ้น เพื่อป้องกันการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่นๆ ที่มีโอกาสจะใช้เป็นช่องทางในการทุจริต หรือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายในตำแหน่งหน้าที่ของตนมากกว่า แต่เผอิญกลุ่มแพทย์บางส่วนก็เข้าข่ายการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐด้วยจึงต้องถูกกฎหมายนี้บังคับไปโดยปริยาย


ความเป็นกฎหมายของประกาศฉบับนี้

กฎหมายฉบับนี้อยู่ในรูปของ "ประกาศ" แต่เป็นประกาศที่ออกตามความในพระราชบัญญัติ คือ ออกตามความในมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จึงเป็นกฎหมายอย่างชัดเจนตามหลักของการออกกฎหมาย แต่มีศักดิ์ต่ำกว่าพระราชบัญญัติ ตามหลักในเรื่องศักดิ์ของกฎหมาย (Hierarchy of Law) และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วด้วยจึงมีผลอย่างสมบูรณ์ ผลที่ตามมาก็คือแพทย์ไม่อาจอ้างว่าไม่รู้หรือไม่ทราบว่ามีกฎหมายฉบับนี้ได้ เพราะบุคคลใดไม่อาจปฏิเสธ หรือแก้ตัวว่าไม่ทราบถึงกฎหมายดังกล่าว ยิ่งเป็นกฎหมายอาญาด้วยแล้วยังได้เน้นในเรื่องนี้โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 64 " บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้……….ฯลฯ" และกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญาด้วยดังจะได้กล่าวต่อไป (กฎหมายที่มีโทษในทางอาญา ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่ในกฎหมายอาญาเท่านั้น) ดังนั้นแพทย์ทุกท่านที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะมิเช่นนั้นในวันหนึ่งวันใดอาจถูกตรวจสอบ และมีความผิดตามประกาศฉบับนี้ ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ได้
ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ประกาศฉบับนี้จะมีผลบังคับเฉพาะต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐในที่นี้ย่อมหมายถึง "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 เพราะประกาศฉบับนี้เป็นประกาศที่ออกตามความในมาตรา 103 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้นั่นเอง ซึ่งคำว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีบัญญัติไว้ในมาตรา 4 ดังนี้

มาตรา 4 ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้

"เจ้าหน้าที่ของรัฐ" หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่นซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย ว่าด้วยลักษณะการปกครองท้องที่ และให้หมายความรวมถึงกรรมการ อนุกรรมการ ลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ และบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐ ในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการของรัฐ

ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐหมายถึง
1. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
2. ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
3. พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานประจำ
4. ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
5. เจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องถิ่น
6. กรรมการ อนุกรรมการ ลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ
7. บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งใช้อำนาจหรือได้รับมอบให้ใช้อำนาจทางการปกครองของรัฐ ในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งขึ้นในระบบราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการของรัฐ
สำหรับแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมนั้น จะอยู่ใน 3 หัวข้อที่สำคัญคือหัวข้อที่ 2, 3 และ 6 เป็นสำคัญกล่าวคือ

ก. ข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
เป็นกลุ่มแพทย์ที่สังกัดในกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ เช่น สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ กระทรวงกลาโหม เป็นต้น รวมถึงแพทย์ประจำโรงพยาบาลหรือศูนย์ต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะมีฐานะเป็นข้าราชการ หรือพนักงานดังกล่าว

ข. พนักงานหรือบุคคลผู้ปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ
เช่น สังกัดการไฟฟ้า การประปา ทั้งในส่วนนครหลวงและภูมิภาค เป็นต้น

ค. แพทย์ที่เป็นลูกจ้างส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ
มีอยู่ไม่น้อยที่เป็นลูกจ้างดังกล่าว
เมื่อเปรียบเทียบกับความหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายอื่น เช่น ตามพระราชบัญญัติความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2539 แล้วอาจไม่เหมือนกัน เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ หมายความถึงข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด

หน่วยงานของรัฐ หมายความถึง กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่นและรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และหมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ในกฎหมายนี้ จะกินความกว้างกว่า "เจ้าหน้าที่ของรัฐในกฎหมายอื่น" นั่นย่อมหมายความว่าประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะครอบคลุมถึงบุคลากรของรัฐให้มากที่สุดนั่นเองรวมถึงแพทย์ด้วย
ความหมายต่างๆ ที่สำคัญในกฎหมายฉบับนี้

ความสำคัญของคำ 3 คำที่สำคัญตามประกาศฉบับนี้ที่แพทย์ทุกท่านสมควรที่จะต้องทราบไว้นั้น มีปรากฏอยู่ในข้อ 3 ของประกาศฉบับนี้ ดังนี้

ข้อ 3 ในประกาศนี้
" การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา" หมายความว่าการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติ หรือจากบุคคลที่ให้กันในโอกาสต่างๆ โดยปกติ ตามขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรม หรือให้กันตามมารยาทที่ปฏิบัติกันในสังคม

"ญาติ" หมายความว่าบุพการี ผู้สืบสันดาน พี่น้องร่วมบิดามารดา หือร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน ลุงป้า น้า อา คู่สมรส ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส บุตรบุญธรรม หรือผู้รับบุตรบุญธรรม

"ประโยชน์อื่นใด" หมายความว่า สิ่งที่มีมูลค่า ได้แก่ การลดราคา การรับความบันเทิง การรับบริการ การรับการฝึกอบรม หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน
อาจพิจารณาคำต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นได้ดังนี้

คำที่ 1 "การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา"
คำว่า "ธรรมจรรยา" ในพจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า "การประพฤติถูกธรรม" เมื่อประกอบกับคำว่า "ทรัพย์สิน" ซึ่งหมายความถึง "วัตถุที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ เช่น แก้ว แหวน เงินทอง หรือของมีค่าอื่นๆ" แล้วก็ยังไม่อาจทำให้เข้าใจว่าเป็นเช่นไร แต่ประกาศฉบับนี้ได้นิยามไว้แล้วว่าหมายความว่าการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติ หรือจากบุคคลที่ให้กันในโอกาสต่างๆ โดยปกติตามขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรม หรือให้กันตามมารยาทที่ปฏิบัติกันในสังคม จึงเป็นการทำให้เข้าใจความหมายได้ดีขึ้น เพื่อความง่ายในการปฏิบัติตามกฎหมายนั่นเอง
คำที่ 2 "ญาติ"
คำว่าญาติในประกาศฉบับนี้อาจแยกได้เป็น
(1) บุพการี
(2) ผู้สืบสันดาน
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ลุง ป้า น้า อา
(6) คู่สมรส
(7) ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส
(8) บุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรม
ซึ่งเห็นได้ว่าคำว่าญาตินี้แบ่งเป็นลำดับแตกต่างจากทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629 อย่างมากพอสมควรทีเดียว กล่าวคือ
มาตรา 1629
ทายาทโดยชอบธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635

ข้อแตกต่างจากญาติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629 ในเรื่องมรดกก็คือ
ประการที่ 1 ประกาศฉบับนี้ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับ ปู่ ย่า ตา ยาย แต่อาจกล่างรวมว่า เป็นกรณีที่อยู่ในความหมายของคำว่าบุพการีแล้ว รวมถึง "ทวด" ด้วย

ประการที่ 2 ประกาศฉบับนี้นับทายาทกว้างขวางกว่าในมาตรา 1629 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อย่างมากเพราะนับถึง "(7) ผู้บุพการีหรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส" และใน "(8) บุตรบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรมด้วย" ยังทำให้เข้าใจเรื่องสิทธิของบุตรบุญธรรมได้ง่ายขึ้น ซึ่งคงเช่นเดียวกับในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1598/28 ที่ว่า "บุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น…." นั่นเอง
คำที่ 3 "ประโยชน์อื่นใด" หมายความว่า สิ่งที่มีมูลค่า ได้แก่
1) การลดราคา เช่น การมาใช้สนามกีฬาในราคาพิเศษ อาจคิดครึ่งราคา การลดราคาเครื่องมือแพทย์ให้เป็นพิเศษ การลดราคายาที่จะซื้อที่คลินิกให้เป็นพิเศษ เป็นต้น
2) การรับความบันเทิง เช่น การจัดภาพยนต์มาให้ชม ได้บัตรดูละครสัตว์ฟรี จัดดนตรีมาให้ แต่ทั้งนี้ต้องให้ในนามของบุคคลนั้นๆ เป็นการส่วนตัว
3) การรับบริการ เช่น การให้บริการซ่อมเครื่องมือฟรี
4) การรับการฝึกอบรม เช่น การไปศึกษาอบรม ดูงาน สัมมนาทั้งในและต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ฯลฯ
5) สิ่งอื่นใดในลักษณะเดียวกัน หมายถึงในลักษณะเช่นเดียวกับ 4 ประการดังกล่าวข้างต้น
ดังนั้นคำว่า "ประโยชน์อื่นใด" ตามนัยของกฎหมายฉบับนี้ต้องการให้มีความหมายอย่างกว้างขวางมากๆ นั่นเอง ซึ่งเห็นได้ชัดใน 5) ที่นับว่าเป็นการกินความหมายของคำว่าประโยชน์อื่นใดอย่างกว้างมาก เพราะแม้เป็นการให้ประโยชน์ใดในลักษณะเดียวกันใน 4 ประการ ก็เข้าข่ายประโยชน์อื่นใด แล้วแพทย์ต้องพึงตระหนักในเรื่องนี้ไว้ด้วย


บทบัญญัติในประกาศฯ เกี่ยวกับการรับทรัพย์สิน

ลักษณะจำเพาะของประกาศฉบับนี้คือใช้บังคับเฉพาะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับเอกชน ดังนั้นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชนจะรับเงินสนับสนุน ทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใดจากบุคคลหรือนิติบุคคล เช่น บริษัทยา ในการจัดสัมมนา แข่งขัน หรือเป็นการส่วนตัวโดยแท้เท่าใดก็ได้ไม่เป็นที่ต้องห้ามแต่อย่างใด

สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอยู่ในข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 และข้อ 7 ของประกาศคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2543 ที่บัญญัติไว้ดังนี้

" ข้อ 4 ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคล นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์อันควรได้ตามกฎหมาย หรือกฎ ข้อบังคับ ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เว้นแต่การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยา ตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้

ข้อ 5 เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาได้ ดังต่อไปนี้
(1) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติซึ่งให้โดยเสน่หาตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป
(2) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติ มีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกินสามพันบาท
(3) รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่การให้นั้นเป็นการให้ในลักษณะให้กับบุคคลทั่วไป
ข้อ 6 การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากต่างประเทศ ซึ่งผู้ให้มิได้ระบุให้เป็นของส่วนตัว หรือมีราคาหรือมูลค่าเกินกว่าสามพันบาทไม่ว่าจะระบุเป็นของส่วนตัวหรือไม่ แต่มีเหตุผลความจำเป็นที่จะต้องรับไว้ เพื่อรักษาไมตรี มิตรภา หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรายงานรายละเอียดข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าไม่มีเหตุผล ที่จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยึดถือทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวนั้นไว้เป็นประโยชน์ส่วนบุคคล ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยทันที

ข้อ 7 การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือมีราคามีมูลค่ามากกว่าที่กำหนดไว้ในข้อ 5 ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับมาแล้ว โดยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับไว้เพื่อรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นต้องแจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน สถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด โดยทันทีที่สามารถกระทำได้เพื่อให้วินิจฉัยว่ามีเหตุผลจำเป็น ความเหมาะสมและสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของตนหรือไม่

ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน หรือสถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรับผู้นั้นสังกัด มีคำสั่งว่าไม่สมควรรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว ก็ให้คืนทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นแก่ผู้ให้โดยทันที ในกรณีที่ไม่สามารถคืนได้ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นส่งมอบทรัพย์สิน หรือประโยชน์ดังกล่าวให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยเร็ว

เมื่อได้ดำเนินการตามความในวรรคสองแล้ว ให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นไม่เคยได้รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ดังกล่าวเลย

ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ได้รับทรัพย์สินไว้ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า หรือเป็นกรรมการหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นกรรมการหรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐ ให้แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์นั้นต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจถอดถอน ให้แจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการตามความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง"
รายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด

การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยใช้เกณฑ์ตามประกาศฉบับนี้ อาจจำแนกได้ดังนี้

1) ชนิดของการรับ
การรับทรัพย์สินโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับได้ในกรณีต่างๆ ดังนี้
1. การรับตามกฎหมาย
หมายถึง มีกฎหมายบัญญัติให้รับได้ จะรับเพียงใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด ขึ้นกับกฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร
ตัวอย่างเช่น การที่แพทย์รับค่าตรวจรักษาตามระเบียบของสถานพยาบาล แต่ระเบียบดังกล่าวจะต้องไม่ขัดกับกฎหมายในเรื่อง "ศักดิ์ของกฎหมาย" ดังได้กล่าวมาแล้ว
นอกจากนี้จะต้องมิได้มีกฎหมายอื่นห้ามหรือจำกัดการรับทรัพย์สินไว้ เช่น แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลพทย์กำลังออกข้อบังคับในเรื่องการรับทรัพย์สินของแพทย์จากบริษัทยา เพื่อเป็นแนวทางในการที่แพทย์จะรับทรัพย์สินจากบริษัทยาได้มากน้อยเพียงใด และอย่างไร เป็นต้น

2. การรับตามธรรมจรรยาโดยบุคคล
หมายถึง การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติหรือจากบุคคลที่ให้กันในโอกาสต่างๆ โดยปกติ ตามขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรมหรือให้กันตามมารยาทที่ปฏิบัติกันในสังคม กล่าวคือ "ต้องมีเหตุแห่งการให้ทรัพย์สินนั้นเสียก่อน" แล้วจึงมาพิจารณาว่าได้รับจากใคร

ข้อสังเกต :
*การรับจากบุคคลหมายความรวมถึงการรับจากนิติบุคคลด้วย
*บุคคลหมายถึงไม่ว่าจะเป็นบุคคลจากทั้งในหรือต่างประเทศ
2.1 รับจากญาติ
ญาติดังกล่าวต้องเป็นญาติตามความหมายในข้อ 3 ของประกาศฉบับนี้ และการให้นั้นต้องเหมาะสมตามฐานานุรูป หมายถึงเป็นการให้โดยเสน่หาของญาติผู้นั้น ซึ่งต้องอยู่ในฐานะที่จะให้ได้อย่างเหมาะสม มิใช่ว่าตัวญาตินั้นเองก็ไม่มีกำลังทรัพย์ถึงขนาดที่จะให้ แต่กลับมาให้กับเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก อาจเทียบเคียงได้ เช่น กรณีบริษัทแห่งหนึ่งบริจาคเงิน ให้กับพรรคการเมืองหลายสิบล้านบาท แต่กลับพบว่าตัวบริษัทในทุนจดทะเบียนทรัพย์สินเพียงน้อยนิด และยังพบว่าบริษัทมีการดำเนินการขาดทุนเสียด้วย เช่นนี้ถ้าเป็นบุคคลก็ต้องถือว่า "ไม่สมแก่ฐานานุรูป" ในเรื่องฐานานุรูป นั้นมีบัญญัติไว้ในมาตรา 24 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่า "ผู้เยาว์อาจทำการใดๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสมแก่บานานุรูปแห่งตน……..ฯลฯ" อาจหาหลักและเหตุผลได้จากคำอธิบายในเรื่องดังกล่าวประกอบ

2.2 รับจากบุคคลอื่นเป็นการให้เฉพาะตัวมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท

บุคคลอื่นที่ให้เจ้าหน้าที่มีความหมายรวมถึง
ก."นิติบุคคล" เช่น บริษัท ตัวอย่างเช่น บริษัทยา ก. เป็นต้น
ข. บุคคลหรือนิติบุคคลจากทั้งในและต่างประเทศด้วย

เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดได้โดยไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายแต่อย่างใด แต่การให้นั้นจะต้องเป็นการให้ตามธรรมจรรยา (ตามความหมายในเรื่องธรรมจรรยา)

ข้อสังเกต :
1. ถ้ารับหลายครั้งจากบุคคลเดียวกันแต่ละครั้งไม่เกิน 3,000 บาท
เช่น ใส่ซองแล้วค่อยๆ ส่งมอบให้กับแพทย์หรือมาให้ทุกวันเช่นนี้ต้องดูว่าเป็นเรื่องของ "ธรรมจรรยา" หรือไม่เสียก่อน ถ้าในทางปฏิบัติไม่มีใครเขาให้กันเช่นนี้ก็ต้องถือว่าไม่มีเหตุผล ตามธรรมจรรยาแล้วไม่สามารถรับเกินกว่า 3,000 บาทได้

2. การรับจากบุคคลหลายคนโดยเหตุอันเดียวกัน
เช่น การที่ลูกชายและลูกสาวของผู้ป่วยมอบเงินให้กับแพทย์คนละ 2,000 บาท เนื่องจากแพทย์ได้ดูแลบิดาของเขาที่ป่วยจนหายสนิท เช่นนี้เป็นการรับจาก "แต่ละบุคคล" "แต่ละโอกาส" หรือไม่, ในตัวประกาศ ตามข้อ 5(2) ใช้ข้อความว่า "รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น ซึ่งมิใช่ญาติมีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกินสามพันบาท" จึงเห็นได้ว่าสามารถที่จะรับได้

2.3 การรับที่เป็นการให้โดยทั่วไป
เช่น มูลนิธิหนึ่งแจกของให้กับประชาชนทั่วไปในมูลค่ารายละ 5,000 บาท โดยมิได้เลือกให้กับเฉพาะเจ้าหน้าที่หรือผู้หนึ่งผู้ใด เช่นนี้แม้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็รับได้ มูลค่าเท่าใดก็รับได้หมด
3. การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากต่างประเทศ
กรณีเป็นทรัพย์สินดังนี้
3.1 ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น มิใช่ให้เป็นของส่วนตัว กล่าวคือ "ไม่ได้ระบุว่าให้ใคร" หรือให้เป็น "ของส่วนรวม" เช่น ให้กับนาย ก. นาย ข. นาย ค. ร่วมกัน ฯลฯ ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม หรือ

3.2 ทรัพย์สินหรือประโยชน์มีราคาหรือมูลค่าเกินกว่าสามพันบาท โดยให้เป็นของส่วนตัว
โดยทั้งกรณี 3.1 และ 3.2 ต้องมีเหตุผลความจำเป็น คือต้องรับไว้เพื่อ รักษาไมตรี มิตรภาพ หรือเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล เจ้าหน้าที่ของรับผู้ได้รับเมื่อได้รับไว้แล้ว ต้องรายงานรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว ให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว

หมายเหตุ :
การรับทรัพย์สินในข้อ 3.2 ถ้ามิได้มีเหตุผลความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น แม้ว่าจะได้รับต่ำกว่า 3,000 บาทก็ตาม ก็จะต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาให้ทราบสำหรับอย่างไรจึงถือว่าเป็นเรื่องรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือเพื่อความสัมพันธ์อันดี ระหว่างบุคคลนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป

สำหรับกรณี 3.1 และ 3.2 หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าไม่มีเหตุผลที่จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยึดถือทรัพย์สิน หรือประโยชน์ดังกล่าวนั้นไว้เป็นประโยชน์ส่วนบุคคล (ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ตาม) ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นส่งมอบทรัพยสินให้หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรับผู้นั้นสังกัดโดยทันที

ปัญหาที่ว่า "โดยเร็ว" ในที่นี้คือกี่ชั่วโมง กี่วัน ไม่มีข้อกำหนดไว้ ต้องดูจากข้อเท็จจริง เช่น ได้รับวันนี้ก็อาจจะแก้ให้ผู้บังคับบัญชาทราบเลยในวันเดียวกัน หรืออาจในวันรุ่งขึ้นหรือวันถัดไปก็น่าจะได้ หรือถ้าเผอิญติดวันหยุดราชการหลายวันก็อาจเป็นสัปดาห์ก็ได้ แต่มิใช่ถึงขนาดเป็นเดือน เป็นปี เพราะนั่นย่อมมีเจตนาที่จะไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว

ในทำนองเดียวกัน "โดยทันที" ก็คงต้องดูจากข้อเท็จจริงเป็นสำคัญเช่นเดียวกับปัญหาในเรื่อง "โดยเร็ว"

4. การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดกรณีพิเศษจากบุคคลในประเทศ
4.1 การได้มาจากญาติโดยญาตินั้นให้เกินกว่าฐานานุรูป
4.2 การได้รับเฉพาะตัวเกินกว่า 3,000 บาท

โดยทั้งสองกรณีจะต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับไว้เพื่อรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล คือจะไม่รับก็ไม่ได้ เช่นนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นจะรับไว้ได้ แต่ต้องแจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน สถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด โดยทันทีที่สามารถกระทำได้เพื่อให้วินิจฉัยว่ามีเหตุผลความจำเป็น ความเหมาะสม และสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของตนหรือไม่

ก. กรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน หรือสถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด เห็นว่ามีเหตุผลและสมควรให้รับไว้ได้ เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็จะสามารถรับไว้ได้

ข. กรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน หรือสถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด เห็นว่าไม่สมควรรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว ก็จะมีคำสั่งว่า "ไม่ให้รับ" เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องปฏิบัติดังนี้
ข.-1 คืนทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นๆ แก่ผู้ให้โดยทันที
ข.-2 ในกรณีที่ไม่สามารถคืนได้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว ให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยเร็ว และจะถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น ไม่เคยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวเลย

หมายเหตุที่ 1. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ได้รับทรัพย์สินไว้ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า หรือเป็นกรรมการหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นกรรมการ หรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐ ให้แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์นั้นต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธารกรรมการและกรรมการในองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจถอดถอน ให้แจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้วินิจฉัยว่ามีเหตุผลความจำเป็น ความเหมาะสม และสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของตนหรือไม่ และดำเนินการตามข้อ ข. (ข.-1 และ ข.-2) ต่อไป

หมายเหตุที่ 2. การรับทรัพย์สินในข้อ 3.2 ถ้ามิได้มีเหตุผลความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น แม้ว่าจะได้รับต่ำกว่า 3,000 บาทก็ตาม ก็จะต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาให้ทราบ สำหรับอย่างไรจึงเป็นเรื่องรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป

ปัญหา :
ใครเป็นผู้วินิจฉัยว่าการได้ทรัพย์สินมาจากญาติเกินแก่ฐานานุรูป เพราะแน่นอนว่าผู้รับย่อมไม่อาจทราบได้ว่า ญาติซึ่งเป็นผู้ให้นั้นมีฐานานุรูปเป็นเช่นใด ในเรื่องนี้คงต้องดูข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป เพราะเป็นเรื่องปัญหาข้อเท็จจริง ถ้าผู้รับเข้าใจว่าญาติที่ให้ทรัพย์สินกับตนนั้นให้สมกับฐานานุรูปของตนแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ แต่ถ้าในทางกลับกันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าญาติผู้นั้นมีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือมีทรัพย์สินไม่มาก แต่กลับมาให้ทรัพย์สินแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นอย่างมากผิดปกติ หรือผู้รับรู้อยู่กับใจแล้วว่าไม่มีเหตุผลสมควร เช่นนี้การไม่แจ้งผู้บังคับบัญชาเท่ากับ มีเจตนาไม่แจ้งตามประกาศนี้แล้ว

4.3 การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยบุคคลในประเทศ
บุคคลนั้นมอบให้และมิใช่เป็นของส่วนตัว กล่าวคือ มิได้ระบุว่าให้ใคร หรือให้เป็น "ของส่วนรวม" โดยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับไว้เพื่อรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นต้องแจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์นั้นต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานสถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยทันทีที่สามารถกระทำได้ เพื่อให้วินิจฉัยว่ามีเหตุผลความจำเป็น ความเหมาะสม และสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของหน่วยงานหรือไม่

กรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานหรือสถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด เห็นว่าไม่สมควรรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว ก็จะมีคำสั่งว่า "ไม่ให้รับ" เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องปฏิบัติดังนี้
4.3.1 คืนทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นๆ แก่ผู้ให้โดยทันที
4.3.2 ในกรณีที่ไม่สามารถคืนได้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว ให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยเร็ว
เมื่อดำเนินการตาม 4.3.1 และ 4.3.2 แล้วจะถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นไม่เคยได้รับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ดังกล่ายเลย ซึ่งหมายถึงว่าไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
5. การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดกรณีอื่น
5.1 รับโดยมิใช่เป็นกรณีเรื่องธรรมจรรยา
ไม่ว่าจะได้รับเท่าใดก็ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาทั้งสิ้น

5.2 รับจากญาติซึ่งอยู่ต่างประเทศ
ให้คำนึงถึงความเป็นญาติมาก่อนสภาพการอยู่ต่างประเทศ ทั้งนี้โดยถือเป็นไปตามข้อ 5 ก่อนข้อ 6 ของประกาศฉบับนี้ กล่าวคือต้องดูเรื่องธรรมจรรยาก่อน
2) สถานที่รับ

ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นสถานที่ที่ทำงานหรือปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ผู้รับนั้น แต่อาจเป็นการรับที่บ้าน ที่พัก หรือที่อื่นๆ เช่นในที่สาธารณะก็เข้าด้วย แต่ถ้าเป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด อันเป็นเรื่องที่มิได้เกี่ยวกับงานในหน้าที่ เช่น การที่แพทย์ดูแลผู้ป่วยนอกเวลาราชการ ณ สถานพยาบาลเอกชนและได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นๆ มาเกินกว่า 3,000 บาท เช่นนี้ถือว่ารับไว้ได้

3) บุคคลผู้รับแทน

การรับโดยผู้แทน ไม่ว่าจะโดยนิตินัย (การตั้งผู้รับ) หรือโดยพฤตินัย (เช่น ภริยาหรือลูกเป็นผู้รับ) หรือให้คนรู้จัก เพื่อนเป็นผู้รับ อาจถือได้ว่าผู้นั้นได้รับแล้วได้เช่นกัน ดังนั้นการรับไม่ว่าจะเป็นการรับโดยตรง หรือโดยอ้อมก็เข้าข่ายแล้ว เช่น การให้คู่สมรสเป็นผู้รับ เป็นต้น

4) ให้ทรัพย์สินมาแล้วนำมาแบ่งกัน
ต้องดูว่าตามข้อเท็จจริงแล้วแต่ละคนได้เท่าใด แล้วพิจารณาตามเกณฑ์ข้างต้น
ผลบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้

ดูได้จากข้อ 2 ของประกาศ ที่ว่า "ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป" ซึ่งประกาศฉบับนี้ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2543 ดังนั้นจึงมีผลอย่างสมบูรณ์เต็มที่ วันที่ 20 ธันวาคม 2543


โทษของผู้ที่ฝ่าฝืน

เจ้าหน้าที่ผู้ฝ่าฝืนตามประกาศนี้ จะต้องได้รับโทษทางอาญาตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ดังที่บัญญัติไว้ดังนี้

มาตรา 122 "เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 100, มาตรา 101 หรือมาตรา 103 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

กรณีความผิดตามมาตรา 100 วรรคสาม หากเจ้าหน้าที่ของรับผู้ใดพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยในการที่คู่สมรสของตนดำเนินกิจการตามมาตรา 100 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่าผู้นั้นไม่มีความผิด

หมายความว่ามีการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ไม่เป็นไปตามประกาศฉบับนี้ อาจจะต้องได้รับโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งนับว่าเป็นโทษสูงมากทีเดียว


สรุปการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด

1. การรับตามกฎหมายจะรับเพียงใดก็ได้

2. การรับตามธรรมจรรยา
2.1 รับจากญาติซึ่งให้โดยเสน่หา ต้องเป็นไปตามจำนวนที่เหมาะสมกับฐานานุรูป
2.2 รับจากบุคคลที่มิใช่ญาติ รับจากแต่ละบุคคล แต่ละครั้งไม่เกิน 3,000 บาท
2.3 การให้ที่เป็นการให้โดยทั่วไป รับได้ทั้งหมดไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใด
3.การรับจากต่างประเทศ
3.1 รับให้เป็น "ของส่วนรวม" รับได้แต่ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาทราบและวินิจฉัย
3.2 รับเป็นของส่วนตัว รับได้แต่ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาทราบและวินิจฉัย
4. การรับกรณีพิเศษจากบุคคลในประเทศ
4.1 จากญาติที่ให้โดยเสน่หาเกินกว่าฐานานุรูป ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาทราบและวินิจฉัย
4.2 การได้มาเกินกว่า 3,000 บาท ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบและวินิจฉัย
4.3 การรับเพื่อให้เป็นของส่วนรวมไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม ต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบและวินิจฉัย
5.การรับอันมิใช่เป็นเรื่องธรรมจรรยา ไม่ว่าจะได้รับเท่าใดก็ต้องแจ้งผู้บัญชาทั้งสิ้น
6.การรับจากญาติในต่างประเทศ ให้รับตามเกณฑ์เหมาสมกับฐานานุรูป

สรุป

นับตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2543 การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด จะต้องให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2543 มิเช่นนั้นอาจมีความผิดถึงจำคุกและปรับได้ แพทย์ทุกท่านที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงสมควรจะศึกษา และทำความเข้าใจให้ดีหรือไม่ก็ปรึกษาผู้รู้ในเรื่องนี้


เอกสารอ้างอิง

1. ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2543. ราชกิจจานุเบกษา 2543; 117 (118ก. ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2543): 1-3.
2. พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525. ราชกิจจานุเบกษา 2525; 99: 1-24.
3. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542. ราชกิจจานุเบกษา (ฉบับกฤษฎีกา) เล่ม 116 ตอนที่ 114 ก วันที่ 17 พฤศจิกายน 2542.
4. โอสถ โกสิน. บทบาทและความรับผิดชอบของแพทย์ตามกฎหมาย. กรุงเทพมหานคร: หอรัตนชัยการพิมพ์, 2528: 2.
5. วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์. สิทธิส่วนตัวของคู่สมรสในทางการแพทย์. สารศิริราช 2542; 51: 303-312.
6. นคร พจนวรพงษ์, พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา. ประมวลกฎหมายอาญา. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นครหลวง, 2538.
7. เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์. คำพธิบายกฎหมายอาญา ภาค 1. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์, 2528: 88.
8. พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539. ราชกิจจานุเบกษา 2539; 113(60 ก. ลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539): 25-29.
9. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2525. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: อักษรเจริญทัศน์, 2530.
10. นคร พจนวรพงษ์, พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 1-6. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์นครหลวง, 2538.

(update 30 กันยายน 2002)
[ ที่มา...สารศิริราช ปีที่ 53 ฉบับที่ 5 พฤษภาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600