|
รายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยใช้เกณฑ์ตามประกาศฉบับนี้ อาจจำแนกได้ดังนี้
1) ชนิดของการรับ
การรับทรัพย์สินโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐจะรับได้ในกรณีต่างๆ ดังนี้
1. การรับตามกฎหมาย
หมายถึง มีกฎหมายบัญญัติให้รับได้ จะรับเพียงใดก็ได้ ไม่มีข้อจำกัด ขึ้นกับกฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร
ตัวอย่างเช่น การที่แพทย์รับค่าตรวจรักษาตามระเบียบของสถานพยาบาล
แต่ระเบียบดังกล่าวจะต้องไม่ขัดกับกฎหมายในเรื่อง "ศักดิ์ของกฎหมาย" ดังได้กล่าวมาแล้ว
นอกจากนี้จะต้องมิได้มีกฎหมายอื่นห้ามหรือจำกัดการรับทรัพย์สินไว้ เช่น
แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลพทย์กำลังออกข้อบังคับในเรื่องการรับทรัพย์สินของแพทย์จากบริษัทยา
เพื่อเป็นแนวทางในการที่แพทย์จะรับทรัพย์สินจากบริษัทยาได้มากน้อยเพียงใด และอย่างไร เป็นต้น
2. การรับตามธรรมจรรยาโดยบุคคล
หมายถึง การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากญาติหรือจากบุคคลที่ให้กันในโอกาสต่างๆ โดยปกติ
ตามขนบธรรมเนียม ประเพณี หรือวัฒนธรรมหรือให้กันตามมารยาทที่ปฏิบัติกันในสังคม กล่าวคือ
"ต้องมีเหตุแห่งการให้ทรัพย์สินนั้นเสียก่อน" แล้วจึงมาพิจารณาว่าได้รับจากใคร
ข้อสังเกต :
*การรับจากบุคคลหมายความรวมถึงการรับจากนิติบุคคลด้วย
*บุคคลหมายถึงไม่ว่าจะเป็นบุคคลจากทั้งในหรือต่างประเทศ
2.1 รับจากญาติ
ญาติดังกล่าวต้องเป็นญาติตามความหมายในข้อ 3 ของประกาศฉบับนี้
และการให้นั้นต้องเหมาะสมตามฐานานุรูป หมายถึงเป็นการให้โดยเสน่หาของญาติผู้นั้น
ซึ่งต้องอยู่ในฐานะที่จะให้ได้อย่างเหมาะสม มิใช่ว่าตัวญาตินั้นเองก็ไม่มีกำลังทรัพย์ถึงขนาดที่จะให้
แต่กลับมาให้กับเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก อาจเทียบเคียงได้ เช่น กรณีบริษัทแห่งหนึ่งบริจาคเงิน
ให้กับพรรคการเมืองหลายสิบล้านบาท แต่กลับพบว่าตัวบริษัทในทุนจดทะเบียนทรัพย์สินเพียงน้อยนิด
และยังพบว่าบริษัทมีการดำเนินการขาดทุนเสียด้วย เช่นนี้ถ้าเป็นบุคคลก็ต้องถือว่า "ไม่สมแก่ฐานานุรูป"
ในเรื่องฐานานุรูป นั้นมีบัญญัติไว้ในมาตรา 24 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่า
"ผู้เยาว์อาจทำการใดๆ ได้ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการสมแก่บานานุรูปแห่งตน
..ฯลฯ"
อาจหาหลักและเหตุผลได้จากคำอธิบายในเรื่องดังกล่าวประกอบ
2.2 รับจากบุคคลอื่นเป็นการให้เฉพาะตัวมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท
บุคคลอื่นที่ให้เจ้าหน้าที่มีความหมายรวมถึง
ก."นิติบุคคล" เช่น บริษัท ตัวอย่างเช่น บริษัทยา ก. เป็นต้น
ข. บุคคลหรือนิติบุคคลจากทั้งในและต่างประเทศด้วย
เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดได้โดยไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายแต่อย่างใด
แต่การให้นั้นจะต้องเป็นการให้ตามธรรมจรรยา (ตามความหมายในเรื่องธรรมจรรยา)
ข้อสังเกต :
1. ถ้ารับหลายครั้งจากบุคคลเดียวกันแต่ละครั้งไม่เกิน 3,000 บาท
เช่น ใส่ซองแล้วค่อยๆ ส่งมอบให้กับแพทย์หรือมาให้ทุกวันเช่นนี้ต้องดูว่าเป็นเรื่องของ "ธรรมจรรยา"
หรือไม่เสียก่อน ถ้าในทางปฏิบัติไม่มีใครเขาให้กันเช่นนี้ก็ต้องถือว่าไม่มีเหตุผล
ตามธรรมจรรยาแล้วไม่สามารถรับเกินกว่า 3,000 บาทได้
2. การรับจากบุคคลหลายคนโดยเหตุอันเดียวกัน
เช่น การที่ลูกชายและลูกสาวของผู้ป่วยมอบเงินให้กับแพทย์คนละ 2,000 บาท
เนื่องจากแพทย์ได้ดูแลบิดาของเขาที่ป่วยจนหายสนิท เช่นนี้เป็นการรับจาก "แต่ละบุคคล"
"แต่ละโอกาส" หรือไม่, ในตัวประกาศ ตามข้อ 5(2) ใช้ข้อความว่า "รับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากบุคคลอื่น
ซึ่งมิใช่ญาติมีราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคคล แต่ละโอกาสไม่เกินสามพันบาท"
จึงเห็นได้ว่าสามารถที่จะรับได้
2.3 การรับที่เป็นการให้โดยทั่วไป
เช่น มูลนิธิหนึ่งแจกของให้กับประชาชนทั่วไปในมูลค่ารายละ 5,000 บาท
โดยมิได้เลือกให้กับเฉพาะเจ้าหน้าที่หรือผู้หนึ่งผู้ใด เช่นนี้แม้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็รับได้
มูลค่าเท่าใดก็รับได้หมด
3. การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากต่างประเทศ
กรณีเป็นทรัพย์สินดังนี้
3.1 ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น มิใช่ให้เป็นของส่วนตัว กล่าวคือ
"ไม่ได้ระบุว่าให้ใคร" หรือให้เป็น "ของส่วนรวม" เช่น ให้กับนาย ก. นาย ข. นาย ค. ร่วมกัน ฯลฯ
ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม หรือ
3.2 ทรัพย์สินหรือประโยชน์มีราคาหรือมูลค่าเกินกว่าสามพันบาท โดยให้เป็นของส่วนตัว
โดยทั้งกรณี 3.1 และ 3.2 ต้องมีเหตุผลความจำเป็น คือต้องรับไว้เพื่อ รักษาไมตรี มิตรภาพ
หรือเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล เจ้าหน้าที่ของรับผู้ได้รับเมื่อได้รับไว้แล้ว
ต้องรายงานรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว
ให้ผู้บังคับบัญชาทราบโดยเร็ว
หมายเหตุ :
การรับทรัพย์สินในข้อ 3.2 ถ้ามิได้มีเหตุผลความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น แม้ว่าจะได้รับต่ำกว่า 3,000 บาทก็ตาม
ก็จะต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาให้ทราบสำหรับอย่างไรจึงถือว่าเป็นเรื่องรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือเพื่อความสัมพันธ์อันดี
ระหว่างบุคคลนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป
สำหรับกรณี 3.1 และ 3.2 หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่าไม่มีเหตุผลที่จะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยึดถือทรัพย์สิน
หรือประโยชน์ดังกล่าวนั้นไว้เป็นประโยชน์ส่วนบุคคล (ไม่ว่าจะเป็นส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ตาม)
ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นส่งมอบทรัพยสินให้หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรับผู้นั้นสังกัดโดยทันที
ปัญหาที่ว่า "โดยเร็ว" ในที่นี้คือกี่ชั่วโมง กี่วัน ไม่มีข้อกำหนดไว้ ต้องดูจากข้อเท็จจริง เช่น
ได้รับวันนี้ก็อาจจะแก้ให้ผู้บังคับบัญชาทราบเลยในวันเดียวกัน หรืออาจในวันรุ่งขึ้นหรือวันถัดไปก็น่าจะได้
หรือถ้าเผอิญติดวันหยุดราชการหลายวันก็อาจเป็นสัปดาห์ก็ได้ แต่มิใช่ถึงขนาดเป็นเดือน เป็นปี
เพราะนั่นย่อมมีเจตนาที่จะไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว
ในทำนองเดียวกัน "โดยทันที" ก็คงต้องดูจากข้อเท็จจริงเป็นสำคัญเช่นเดียวกับปัญหาในเรื่อง "โดยเร็ว"
4. การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดกรณีพิเศษจากบุคคลในประเทศ
4.1 การได้มาจากญาติโดยญาตินั้นให้เกินกว่าฐานานุรูป
4.2 การได้รับเฉพาะตัวเกินกว่า 3,000 บาท
โดยทั้งสองกรณีจะต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับไว้เพื่อรักษาไมตรี มิตรภาพ
หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล คือจะไม่รับก็ไม่ได้ เช่นนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นจะรับไว้ได้
แต่ต้องแจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นต่อผู้บังคับบัญชา
ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงาน สถาบัน
หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด โดยทันทีที่สามารถกระทำได้เพื่อให้วินิจฉัยว่ามีเหตุผลความจำเป็น
ความเหมาะสม และสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของตนหรือไม่
ก. กรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน หรือสถาบัน
หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด เห็นว่ามีเหตุผลและสมควรให้รับไว้ได้
เจ้าหน้าที่ผู้นั้นก็จะสามารถรับไว้ได้
ข. กรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงาน หรือสถาบัน
หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด เห็นว่าไม่สมควรรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว
ก็จะมีคำสั่งว่า "ไม่ให้รับ" เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องปฏิบัติดังนี้
ข.-1 คืนทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นๆ แก่ผู้ให้โดยทันที
ข.-2 ในกรณีที่ไม่สามารถคืนได้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว
ให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยเร็ว และจะถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น
ไม่เคยได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวเลย
หมายเหตุที่ 1. ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ได้รับทรัพย์สินไว้ตามวรรคหนึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชา
ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า หรือเป็นกรรมการหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ
หรือเป็นกรรมการ หรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐ ให้แจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์นั้นต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธารกรรมการและกรรมการในองค์กรอิสระ
ตามรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจถอดถอน ให้แจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เพื่อให้วินิจฉัยว่ามีเหตุผลความจำเป็น ความเหมาะสม และสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของตนหรือไม่ และดำเนินการตามข้อ ข. (ข.-1 และ ข.-2) ต่อไป
หมายเหตุที่ 2. การรับทรัพย์สินในข้อ 3.2 ถ้ามิได้มีเหตุผลความจำเป็นดังกล่าวข้างต้น
แม้ว่าจะได้รับต่ำกว่า 3,000 บาทก็ตาม ก็จะต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาให้ทราบ สำหรับอย่างไรจึงเป็นเรื่องรักษาไมตรี
มิตรภาพ หรือเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลนั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป
ปัญหา :
ใครเป็นผู้วินิจฉัยว่าการได้ทรัพย์สินมาจากญาติเกินแก่ฐานานุรูป เพราะแน่นอนว่าผู้รับย่อมไม่อาจทราบได้ว่า
ญาติซึ่งเป็นผู้ให้นั้นมีฐานานุรูปเป็นเช่นใด ในเรื่องนี้คงต้องดูข้อเท็จจริงเป็นกรณีๆ ไป เพราะเป็นเรื่องปัญหาข้อเท็จจริง
ถ้าผู้รับเข้าใจว่าญาติที่ให้ทรัพย์สินกับตนนั้นให้สมกับฐานานุรูปของตนแล้ว ก็ไม่มีเหตุที่จะต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ
แต่ถ้าในทางกลับกันเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าญาติผู้นั้นมีหนี้สินล้นพ้นตัว หรือมีทรัพย์สินไม่มาก
แต่กลับมาให้ทรัพย์สินแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นอย่างมากผิดปกติ หรือผู้รับรู้อยู่กับใจแล้วว่าไม่มีเหตุผลสมควร
เช่นนี้การไม่แจ้งผู้บังคับบัญชาเท่ากับ มีเจตนาไม่แจ้งตามประกาศนี้แล้ว
4.3 การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยบุคคลในประเทศ
บุคคลนั้นมอบให้และมิใช่เป็นของส่วนตัว กล่าวคือ มิได้ระบุว่าให้ใคร หรือให้เป็น "ของส่วนรวม"
โดยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรับไว้เพื่อรักษาไมตรี มิตรภาพ หรือความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล
ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นต้องแจ้งรายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์นั้นต่อผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ
หรือผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานสถาบัน หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยทันทีที่สามารถกระทำได้
เพื่อให้วินิจฉัยว่ามีเหตุผลความจำเป็น ความเหมาะสม และสมควรที่จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นรับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์นั้นไว้เป็นสิทธิของหน่วยงานหรือไม่
กรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานหรือสถาบัน
หรือองค์กรที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัด เห็นว่าไม่สมควรรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว
ก็จะมีคำสั่งว่า "ไม่ให้รับ" เจ้าหน้าที่ผู้นั้นต้องปฏิบัติดังนี้
4.3.1 คืนทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นๆ แก่ผู้ให้โดยทันที
4.3.2 ในกรณีที่ไม่สามารถคืนได้ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นส่งมอบทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าว
ให้เป็นสิทธิของหน่วยงานที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นสังกัดโดยเร็ว
เมื่อดำเนินการตาม 4.3.1 และ 4.3.2 แล้วจะถือว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นไม่เคยได้รับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์ดังกล่ายเลย ซึ่งหมายถึงว่าไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
5. การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดกรณีอื่น
5.1 รับโดยมิใช่เป็นกรณีเรื่องธรรมจรรยา
ไม่ว่าจะได้รับเท่าใดก็ต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาทั้งสิ้น
5.2 รับจากญาติซึ่งอยู่ต่างประเทศ
ให้คำนึงถึงความเป็นญาติมาก่อนสภาพการอยู่ต่างประเทศ ทั้งนี้โดยถือเป็นไปตามข้อ 5 ก่อนข้อ 6
ของประกาศฉบับนี้ กล่าวคือต้องดูเรื่องธรรมจรรยาก่อน
2) สถานที่รับ
ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นสถานที่ที่ทำงานหรือปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ผู้รับนั้น แต่อาจเป็นการรับที่บ้าน
ที่พัก หรือที่อื่นๆ เช่นในที่สาธารณะก็เข้าด้วย แต่ถ้าเป็นการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
อันเป็นเรื่องที่มิได้เกี่ยวกับงานในหน้าที่ เช่น การที่แพทย์ดูแลผู้ป่วยนอกเวลาราชการ
ณ สถานพยาบาลเอกชนและได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้นๆ มาเกินกว่า 3,000 บาท
เช่นนี้ถือว่ารับไว้ได้
3) บุคคลผู้รับแทน
การรับโดยผู้แทน ไม่ว่าจะโดยนิตินัย (การตั้งผู้รับ) หรือโดยพฤตินัย (เช่น ภริยาหรือลูกเป็นผู้รับ)
หรือให้คนรู้จัก เพื่อนเป็นผู้รับ อาจถือได้ว่าผู้นั้นได้รับแล้วได้เช่นกัน ดังนั้นการรับไม่ว่าจะเป็นการรับโดยตรง
หรือโดยอ้อมก็เข้าข่ายแล้ว เช่น การให้คู่สมรสเป็นผู้รับ เป็นต้น
4) ให้ทรัพย์สินมาแล้วนำมาแบ่งกัน
ต้องดูว่าตามข้อเท็จจริงแล้วแต่ละคนได้เท่าใด แล้วพิจารณาตามเกณฑ์ข้างต้น
|