|
ความล้มเหลวการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล
เห็นผลเป็นรูปธรรม ไวรัส "ฉ้อโกง-ยักยอกทรัพย์"
ของสถาบันการเงินมีสิทธิระบาดหนัก มูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ
เผยกลโกงยุค IMF แนบเนียนมากขึ้น ส่วนใหญ่ผู้บริหารไร้จริยธรรมทำเสียเอง
รวมทั้ง "เกลือเป็นหนอน" สมคบคนนอกทุบหม้อข้าวตัวเอง
เผยความเสียหายที่แบงก์ปิดไว้เป็นมูลค่ามโหฬาร ลูกค้าซวยทั้งชาติ
กว่าจะได้เงินคืนต้องรอนาน
จากสถิติคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ของสถาบันการเงิน
ที่เกิดขึ้นถี่ยิบในช่วงหลังมานี้ทำให้เกิดกระแสความตื่นตัวของประชาชน
และสถาบันการเงินระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่แม้ประชาชนและสถาบันการเงิน
จะมีมาตรการตรวจสอบเข้มงวดเพียงใดก็ยากจะหยุดยั้งคดีเหล่านี้ให้ลดน้อยลง ในทางตรงกันข้ามกลับจะมีแนวโน้มมากขึ้นอีก ด้วยเงื่อนไขภาวะเศรษฐกิจ
ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นตัวกระตุ้น
ตัวเลขความเสียหายจากคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์
ของสถาบันการเงินล่าสุดพุ่งสูงเป็นเงินกว่า 20,000 ล้านบาทแล้ว
โดยจากการรวบรวมสถิติของการบังคับการสืบสวนคดีเศรษฐกิจ (สศก.)
พบว่า ตั้งแต่ปี 2539-ปัจจุบัน คดีที่มีพนักงานการเงินในสถาบันการเงิน
เป็นผู้กระทำการฉ้อโกง และยักยอกทรัพย์ จำนวน 47 คดี
มีมูลค่าความเสียหายรวมกัน 15,482,485,650.98 บาท
ขณะที่คดีที่มีพนักงานในสถาบันการเงินเป็นผู้กระทำการ
ร่วมกับบุคคลภายนอกฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ จำนวน 47 คดี เท่ากันแต่มีมูลค่าความเสียหายมากกว่าถึง 24,652,285,485.49 บาท
เฉพาะต้นปีที่ผ่านมานี้มีคดีเกิดขึ้นรวมแล้ว 4 คดี คิดเป็นมูลค่า
200 ล้านบาท และหากสำรวจทั่วประเทศคาดว่า จะมีมูลค่าสูงกว่า
1,000 ล้านบาท
เกลือเป็นหนอนป้องกันยาก
พ.ต.อ.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล ผู้กำกับการ 2 สศก.เปิดเผย
"ผู้จัดการรายวัน" ว่า ภาพรวมคดีฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ของสถาบันการเงิน
มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นและกลวิธีจะแยบยลมากกว่าเดิมที่ผ่านมา
คดีที่ก่อความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในลักษณะนี้จำแนกได้เป็น
3 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
หนึ่ง พนักงานในสถาบันการเงินกระทำเสียเอง
สอง บุคคลภายนอกเข้ามาทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินนั้น
แล้วนำเงินออกจากสถาบันการเงิน ซึ่งกรณีนี้เกิดน้อยมาก
เนื่องจากสถาบันการเงินมีระบบตรวจสอบที่เข้มงวดอยู่แล้ว
สาม บุคคลนอกและพนักงานสถาบันการเงินร่วมมือกัน
"
กรณีแรกนี้ เจ้าหน้าที่แบงก์หรือไฟแนนซ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้บริหารระดับสูง ใช้อำนาจหน้าที่และช่องว่างของกฎระเบียบ กระทำการฉ้อโกงยักยอกทรัพย์ของลูกค้าซึ่งตรงนี้อันตรายมันอยู่ที่ตัวผู้บริหาร ถ้าไม่มีจริยธรรมแล้วลื่นไหลจะทำอะไรก็ได้ อำนาจหน้าที่เปิดช่องให้ เช่น สามารถเข้าไปดูบัญชีของลูกค้า หรือแม้กระทั่งปลอมแปลงลายเซ็นลูกค้า ซึ่งลูกค้าไม่มีทางรู้ตัวได้จนกว่าจะมาตรวจสอบแล้วเจอ" พ.ต.อ.ชัยยะกล่าว
กรณีคดีที่เกิดขึ้นหลายกรณีมีลักษณะดังกล่าว พ.ต.อ.ชัยยะ ยกตัวอย่างว่า
"บางกรณีที่เป็นคดีเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้บริหารระดับผู้ช่วยผู้จัดการแบงก์แห่งหนึ่ง
กระทำการเพียงคนเดียวยักยอกเงินลูกค้าไปเยอะมากถึง 26 รายการ
เป็นเงินหลายร้อยล้านบาท ต้องยอมรับเขาเก่งจริงๆ ขาดงานไม่ได้เลย
แม้แต่วันเดียว เพราะหากลูกค้าคนที่เปิดบัญชีไว้มาตรวจสอบ
เขาก็จะรู้ทันทีว่าเงินในบัญชีหายไป พนักงานแบงก์คนนี้ต้องโยกบัญชีนั้น
มาใส่บัญชีนี้วุ่นวาย
ที่ถูกจับได้เพราะผู้ช่วยฯ คนนี้ถูกย้ายไปประจำสาขาอื่น บังเอิญลูกค้ามามีปัญหาไม่สามารถขึ้นเช็คได้ก็มาตรวจสอบก็พบว่าเงินหายไป มาตรวจสอบกันดูถึงรู้ว่าเป็นฝีมือของผู้ช่วยฯ คนนี้ที่ดูแลบัญชีเงินฝาก
ของลูกค้ารายดังกล่าว นี้คือช่องว่างที่อนุญาตให้ผู้บริหารแบงก์ดูแลบัญชีลูกค้า ซึ่งเขาจะรู้ว่าบัญชีไหนเป็นบัญชีเงินเย็นคือ นา ๆ ทำธุรกรรมทีเขาก็สามารถเลือกได้ แล้วปลอมลายเซ็นจัดการเบิกเงินจากบัญชีลูกค้าได้ "
ผู้กำกับกอง 2 สศก. กล่าวว่า วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้
สถาบันการเงินต้องใช้วิธีการที่แยบยลในการตรวจสอบและคัดเลือกผู้บริหาร
ที่เข้มงวดกว่าอดีต ขณะที่ลูกค้าเงินฝากก็ต้องหมั่นคอยตรวจสอบเงินในบัญชี
ของตนเองอยู่สม่ำเสมอ
กรณีที่สอง บุคคลภายนอกที่เข้ามาทำธุรกรรมกับสถาบันการเงิน
แล้วฉ้อโกง หรือยักยอกเงิน เท่าที่พบเห็นจะเป็นกรณีสร้างหลักฐานเท็จ
ขึ้นมาหลอกลวงเจ้าหน้าที่สถาบันการเงินเพื่อมาขอเงินกู้ เช่น
การปลอมแปลงโฉนดที่ดิน โดยกระทำเป็นกระบวนการเป็นเครือข่าย
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมืออาชีพ โดยกว่าสถาบันจะรู้ก็ปล่อยเงินกู้ออกไปแล้ว
และไม่มีการชำระเป็นเวลานานจึงมีการตรวจสอบ
"พวกนี้เป็นมืออาชีพ ฝีมือดีมาก ปลอมโฉนดที่ดินมาหลอกแบงก์ ซึ่งพิสูจน์ยากอยู่แล้วยังให้เครือข่ายของเขาบางคนปลอมเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน
มายืนยันอีกแบงก์ก็หลงเชื่อเอาโฉนดปลอมไปเก็บไว้ตั้งนานเสณ้จแล้วมารู้ก็ตอน
3-4 เดือนผ่านไปเอ๊ะทำไมบัญชีไม่ขยับเขยื้อน" พ.ต.อ.ชัยยะ กล่าว
กรณีที่สาม คนในร่วมกับคนนอก "อย่างโครงการบ้านจัดสรร คนในจะรับทำหน้าที่
เขียนโครงการซะสวยหรู ส่วนคนนอกที่มาขอกู้เงินทำโครงการ
ก็จะทีไปถ่ายรูปสถานที่ซึ่งก็เป็นสถานที่จริงแต่เป็นโครงการอื่น
ซึ่งสิ่งแวดล้อมดีมาก โครงการกู้เงินออกไป 200-300 ล้านบาท โดยถึงเวลาในสัญญากู้เงินก็จะเอาชื่อใครมาไม่รู้ส่วนใหญ่ใช้บัตรประชาชน
ของคนที่ไปซื้อมา แบงก์จะรู้ก็เหมือนกรณีที่สองคือผ่านไป ซักพัก
บัญชีไม่เคลื่อนไหวก็ตรวจสอบกัน นี่เป็นความแสบของคนในที่
ไปร่วมกับคนนอก"
สำหรับกรณีของบริษัทหลักทรัพย์ที่ล่าสุด ผู้บริหารของบล.บุคคลลัภย์ ถูกแจ้งความดำเนินคดีข้อหายักยอกทรัพย์ พ.ต.อ.ชัยยะ กล่าวว่า ลักษณะความผิดก็เหมือนกับสถาบันการเงินทั่วไปแตกต่างจากเงิน
เป็นตราสารเท่านั้น
"ซื้อขายหุ้นลูกค้าที่ไม่ได้ติดตามใกล้ชิดก็เช่นเดียวกับลูกค้าเงินฝาก โบรกเกอร์มีอำนาจดูแลบัญชีซื้อขายหุ้นก็ทราบว่าลักษณะการเงินลงทุน
ของลูกค้าแต่ละรายเป็นอย่างไรก็ปลอมลายเซ็นสั่งซื้อขายเองทำกำไรกันเพลิน
เมื่อได้ราคาดีหุ้นขึ้นก็เอามาขายแล้วซื้อคืนไปใส่เข้าบัญชีไว้เหมือนเดิม
ตอนหุ้นตกลูกค้ามารู้เรื่องก็ตอนทำธุรกรรมแล้วหุ้นของตนเองหายไป
หรือไม่มีอยู่ในบัญชีการลงทุนของตนเอง"
พ.ต.อ.ชัยยะ กล่าวว่า พฤติกรรมของโบรกเกอร์ช่วงที่ผ่านมา
หากมีการตรวจสอบกันจริงจังคาดว่าจะเจอการกระทำผิดอีกมาก โดยภาพรวมทั้งหมดของการกระทำความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันการเงิน
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สาขาต่างจังหวัดหรือที่ไกลไปในภูมิภาคพบว่า
มีการกระทำผิดอยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะไม่เปิดเผยเนื่องจากสถาบันการเงิน
กลัวเสียชื่อเสียง
นอกจากนี้หากเกิดกรณีฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์ขึ้นส่วนใหญ่
แบงก์จะดำเนินการเองหาตกลงกันได้ก็ชดเชยค่าเสียหายกันไป
ลูกค้าซวยตลอด
ผู้กำกับกอง 2 สศก.กล่าวว่า สิ่งที่ลูกค้าจะดำเนินการได้
เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายกับตนเองคือ ต้องรักษาสิทธิในการตรวจสอบบัญชี
ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันผู้บริหารแบงก์ต้องเข้มงวด ซึ่งความเสียหายส่วนนี้แต่ละปีเป็นจำนวนมหาศาลเพียงแต่ว่า แบงก์จะเปิดเผยออกมาหรือไม่เท่านั้น เช่น บางรายเมื่อสอบไปเรื่อยๆ
พบว่า รายการที่ยักยอกไปเกี่ยวพันกันเป็นจำนวนมาก
"ลูกค้าประเภทพิเศษ วีไอพี พวกนี้แหละกลุ่มเป้าหมายเลย เพราะความไว้วางใจพนักงานแบงก์ให้ดำเนินการจัดการทำธุรกรรมให้
โดยไม่ตรวจสอบ พวกพนักงานแบงก์ก็ได้ใจบางทีเล็กๆ น้อยของเศษจุดทศนิยม พวกเศรษฐีเหล่านี้ไม่ค่อยสนใจถึงเวลาก็เอาบัญชีมาดูตัวเลขเปลี่ยนไปบ้าง
เล็กน้อยก็จำไม่ได้หรอก"
"มันไม่ยุติธรรมกับผู้ฝากเงินที่บริสุทธิ์เขาเชื่อมั่นกับแบงก์นี้
เขาก็มาฝากโดยไม่ได้คิดว่าจะถูกฉ้อโกงหรือยักยอก เสร็จแล้ว
เจ้าหน้าที่แบงก์ทำผิดแบงก์ก็ฟ้องร้องทางอาญาส่วนแพ่ง
ก็ต้องไปไล่เบี้ยกันตามกระบวนการกว่าจะได้ก็นานหลายปี
ตรงนี้ความจริงต้องเป็นสิทธิของลูกค้าต้องได้เงินคืนทันที
เพราะถือว่าเป็นเงินของเขา แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นบางกรณี
ถ้าเขาพิสูจน์ว่าคนเขาผิดแล้วเขาชดใช้ให้เลยเดี๋ยวนั้นก็โอเค
ส่วนกรณีที่แบงก์ต้องพิสูจน์ว่า พนักงานของเขาร่วมกับคนอื่นอีกไหม แล้วแจ้งความดำเนินคดีตรงนี้ลูกค้าก็ต้องรอ
ผมผมมองตรงนี้สองด้านนะ"
พ.ต.อ.ชัยยะ กล่าวถึงปัญหาการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
คือ ไม่แสดงอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบได้อย่างเต็มที่
เพราะเป็นเรื่องความมั่นคงของสถาบันการเงิน และอีกประการหนึ่ง
สถาบันการเงินก็มีองค์กรกำกับดูแลอยู่แล้ว เช่น ธนาคารพาณิชย์
บริษัทเงินทุน ก็มี ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์ก็มีสำนักงาน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ดูแล(end)
|