คนข้างศาล
การปล่อยสินเชื่อของธนาคารให้แก่ลูกค้ามีอยู่หลายรูปแบบ เช่น ให้กู้ยืมรับซื้อลดตั๋วเงินบัตรเครดิต และเล็ตเตอร์ออฟเครดิต เป็นต้น
เมื่อปล่อยสิ้นเชื่อไปแล้ว ลูกค้าผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารตามข้อสัญญาที่ทำไว้กับธนาคาร ธนาคารก็ต้องไปพึ่งศาล ขอความเป็นธรรมจากศาลให้ช่วยบังคับให้ลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้ให้ธนาคารตามสัญญา
ลูกค้าเอาเงินจากธนาคารไปลงทุน ทำธุรกิจการค้าบ้าง ซื้อที่อยู่อาศัยบ้าง ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์สมตามความประสงค์ของลูกค้าสินเชื่อทั้งสิ้น ธนาคารเองก็ได้ประโยชน์จากการปล่อยสินเชื่อ โดยได้รับดอกเบี้ยจากลูกค้าสินเชื่อไปเป็นการตอบแทนขณะเดียวกันธนาคารก็มีภาระจะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่เจ้าของเงินผู้ฝากเข้าของเงิน ผู้ฝากจึงได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินฝากเช่นกัน กล่าวได้ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เข้าไปอยู่ในระบบของธนาคารจะถูกนำออกมาหมุนเวียนอยู่ในท้องตลาดเป็นประโยชน์แก่ทั้งเจ้าของเงิน ธนาคาร และลูกค้าสินเชื่อ ตลอดจนคนอื่น ๆ ที่ได้รับผลพลอยได้จากการสะพัดของเงินดังกล่าวถ้วนหน้าตราบเท่าที่การหมุนเวียนของเงินเช่นว่านี้ยังไม่มีการสะดุดหยุดอยู่
แต่เมื่อใดที่เจ้าของเงินไม่นำเงินฝากธนาคารก็ดี ธนาคารปล่อยสินเชื่อแล้ว ลูกค้าสินเชื่อผิดนัดไม่ส่งดอกผ่อนต้นให้แก่ธนาคารก็ดี เมื่อนั้นการหมุนเวียนของเงินที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายก็จะสะดุดหยุดอยู่ ทำให้เดือดร้อนกันไปทั่วหน้าอย่างที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้
ครับธนาคาร ก็คงจะต้องไปพึ่งศาลกันต่อไป
ความจริงตั้งใจจะเขียนเรื่องอายุความฟ้องร้องคดีที่ธนาคารฟ้องลูกค้าผู้ใช้บัตรเครดิตไปซื้อของตามร้านต่าง ๆ แล้วผิดนัดไม่ชำระเงินที่ธนาคารชำระหนี้ไปแทนลูกค้าตามข้อสัญญาที่ลูกค้าทำไว้กับธนาคาร โดยลูกค้าต่อสู้ว่าฟ้องของธนาคารขาดอายุความฟ้องร้องเรียกหนี้บัตรเครดิตมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7) และตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 914/2538
มีคนมาถามความเห็นของผมเกี่ยวกับปัญหานี้ ด้วยความเคารพต่อคำพิพากษาของศาลทุกศาลผมกลับเห็นว่า อายุความฟ้องร้องเรียกหนี้บัตรเครดิตน่าจะมีอายุความ 10 ปี ซึ่งเป็นอายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เพราะสัญญาสินเชื่อบัตรเครดิตเป็นสัญญาชนิดหนึ่งที่ยังไม่มีบทกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับอายุความเรื่องนี้ไว้โดยเฉพาะเช่นเดียวกับการฟ้องร้องเรียกหนี้ขายลดตั๋วเงินและหนี้เล็ตเตอร์ออฟเครดิต ที่ศาลฎีกาในคำพิพากษาฎีกาที่ 914/2538 วินิจฉัยว่า "ธนาคารเป็นผู้ชำระเงินแทนสมาชิกไปก่อนแล้วเรียกเงินคืนจากสมาชิกในภายหลัง และสมาชิกสามารถนำบัตรไปถอนเงินสดจากบัญชีเงินฝากที่ธนาคารโดยผ่านเครื่องฝากถอนอัตโนมัติได้ ซึ่งสมาชิกจะต้องเสียค่าบริการหรือค่าธรรมเนียมเป็นรายปีให้แก่ธนาคารด้วย ธนาคารจึงเป็นผู้ค้ารับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก การที่ธนาคารชำระเงินแก่เจ้าหน้าที่ของสมาชิกแทนสมาชิกไปก่อนแล้วเรียกเก็บเงินจากสมาชิกภายหลังเป็นการเรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อน มีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 165(7) เดิม (มาตรา 193/34 (7) ปัจจุบัน) นั้น เท่ากับศาลฎีกาเห็นว่า การที่ธนาคารจ่ายเงินชำระหนี้แทนสมาชิกไปก่อนเป็นการที่ธนาคารรับทำการงานต่างให้แก่สมาชิก ซึ่งน่าจะไม่ตรงกับความมุ่งหมายในมาตรา 193/34 (7) ที่ใช้คำว่า "ผู้ประกอบธุรกิจในการดูแลกิจการของผู้อื่นหรือรับทำการงานต่าง ๆ เรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับในการนั้นรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป" ซึ่งการงานต่าง ๆ ที่ทำตามมาตรานี้จะต้องเป็นวัตถุแห่งหนี้ของสัญญา ส่วนการจ่ายเงินทดรองไปก่อนอาจจะไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาก็ได้ หรือแม้จะระบุไว้ในสัญญา การจ่ายเงินทดรองไปก่อนก็ไม่ใช่วัตถุแห่งหนี้ของสัญญา เช่น ผู้ประกอบธุรกิจรับจ้างทำความสะอาดอาคาร ออกเงินทดรองซื้ออุปกรณ์ในการทำความสะอาดแทนผู้ว่าจ้างไปก่อน การรับจ้างทำความสะอาดเป็นวัตถุแห่งหนี้ของสัญญาจ้าง ส่วนการออกเงินทดรองซื้ออุปกรณ์ในการทำความสะอาดไปก่อนไม่ใช่วัตถุแห่งหนี้ของสัญญาจ้าง ซึ่งต่างกับการที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อ โดยวิธีการออกบัตรเครดิตให้แก่สมาชิก เพราะการที่ธนาคารชำระหนี้ค่าสินค้าไปแทนสมาชิกผู้ใช้บัตรเครดิตเป็นวัตถุแห่งหนี้ของสัญญาปล่อยสินเชื่อบัตรเครดิต ผมจึงมีความเห็นว่าการที่ธนาคารปล่อยสินเชื่อโดยวิธีออกบัตรเครดิตน่าจะไม่ใช่การประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้แก่สมาชิก และเงินที่ธนาคารชำระหนี้แทนสมาชิกไม่ใช่เงินทดรองจ่าย ตามความหมายของมาตรา 193/34 (7)
ครับ ก็แสดงความคิดเห็นไว้เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการเท่านั้น
คนข้างศาล
| main | |
![]() |
|
|
![]() |
|