|
 |
|
สัญญาระหว่างสมรส |
|
 |
พ่อและแม่ผมจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อแม่ผมตาย
พ่อได้แต่งงานใหม่ โดยจดทะเบียนสมรสเช่นกัน
|
แต่ไม่มีลูก ขณะที่พ่ออยู่กินกับแม่เลี้ยง ได้ยกบ้านและที่ดิน
ซึ่งเป็นทรัพย์สินของพ่อ ให้เป็นของแม่เลี้ยงตั้งแต่ผมยังเด็กๆ ผ่านมาก็เกือบ 12 ปีเศษแล้ว
ทรัพย์สินต่างๆ ของพ่อตกเป็นชื่อของแม่เลี้ยงทั้งหมด
ต่อมาพ่อของผมล้มเจ็บ แม่เลี้ยงก็ไม่ค่อยสนใจนัก ผมจึงนำพ่อมารักษาที่บ้าน
ช่วง 2 ปีกว่านี่เองที่พ่อได้ใกล้ชิดผมมากขึ้น พ่อ จึงบอกว่า ทรัพย์สินของพ่อเป็นของแม่เลี้ยงหมดแล้ว
แต่พ่อจะเอาบ้านและที่ดินซึ่งเป็นเรือนรักที่พ่อและแม่ของผมเคยอยู่ด้วยกัน จากแม่เลี้ยงมายกให้ผม
เพราะผมเป็นลูกคนเดียว และพ่อควรทำอะไรเพื่อลูกบ้าง
พ่อได้มีหนังสือเแจ้งยกเลิกการยกให้ ไปให้แม่เลี้ยงทางไปรษณีย์ โดยนัดวันจะไปรับโอนคืนกัน
01ที่สำนักงานที่ดิน แต่แม่เลี้ยงไม่ยอมไป และบอกว่าหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรก็ไม่คืนให้
ทั้งท้าจะขอหย่าพ่อ ในระหว่างนี้เองพ่อเสียชีวิต ผมจึงปรึกษาว่าการที่ผมไม่มีหลักฐานอื่นใด
นอกจากหนังสือแจ้งยกเลิก การยกให้ของพ่อผม พร้อมหลักฐานการเซ็นรับหนังสือฉบับนี้
จากแม่เลี้ยง ผมจะมีสิทธิฟ้องเอาบ้านและที่ดินคืนจากแม่เลี้ยงได้หรือไม่
สมชาย สมุทรปราการ
ในระหว่างสมรส สามีภริยาย่อมทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างกันได้เหมือนคนทั่วๆ ไป
เช่น สัญญาซื้อขาย แลกเปลี่ยน หรือเช่าทรัพย์สิน แต่ส่วนใหญ่มักเป็นสัญญายกทรัพย์สินให้แก่กัน
หรือสามีภริยาทำสัญญาแบ่งสินสมรสกันโดยไม่ต้องหย่า เช่น สามี อาจจะยกสินส่วนตัวของตนให้ภริยา
หรือสามียกสินสมรสระหว่างสามีภริยาให้ตกได้แก่ภริยาผู้เดียว อันมีผลทำให้ทรัพย์สินที่ทำสัญญา
หมดสภาพจากการเป็นสินส่วนตัวของสามี หรือหมดสภาพจากสินสมรส ระหว่างสามีภริยา
กลายเป็นสินส่วนตัวของภริยาแทน
ในการทำสัญญาระหว่างสมรส กฎหมายมิได้กำหนดแบบไว้เป็นพิเศษ (ต่างจากสัญญาก่อนสมรส
ที่จะต้องจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรสด้วย) สัญญาระหว่างสมรสจึงเป็นเอกเทศสัญญาชนิดหนึ่งที่ไม่มีแบบ
ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือไม่ต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ได้
แต่เนื่องจากสัญญาระหว่างสมรสที่เกิดขึ้น อาจจะเนื่องจากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจจะหลงใหล
เสน่หาจนลืมทุกสิ่งทุกอย่าง จนลืมไปว่าให้เขาหมดตัว วันข้างหน้าตนเองจะลำบากอย่างไร
เกิดความเสียหายตามมาได้ ฉะนั้น เมื่อมีกฎหมายเปิดโอกาสให้มีการทำสัญญาระหว่างสมรสได้
กฎหมายจึงต้องเปิดโอกาสให้คู่สมรสนั้น บอกล้างสัญญาระหว่างสมรส ที่ทำขึ้นมาได้เช่นกัน
แต่การบอกล้างได้จะต้องเฉพาะสัญญาระหว่างสมรสที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเท่านั้น
นอกจากนั้นหากยังเป็นคู่สมรสกันอยู่สามารถบอกล้างได้ตลอดเวลาและตลอดไป
แม้ว่าสัญญานั้นจะทำเกิน 10 ปีก็ตาม แต่ถ้าขาดจากการเป็นสามีภริยากันแล้วจะต้องบอกล้าง
ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากัน (วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยา
คือวันที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ขาดจากการสมรส)
การบอกล้างสัญญาระหว่างสมรส สามีหรือภริยาอาจจะบอกล้างด้วยวาจาหรือทำเป็นหนังสือ
หรืออื่นใดในทำนองเดียวกันนี้ บุคคลที่จะมีสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้ มีแต่เฉพาะ
สามีภริยาผู้เป็นคู่สัญญาเท่านั้นเอง เพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัว บุคคลอื่นจะบอกล้างแทนไม่ได้
ดังนั้นการที่สามียกทรัพย์สินให้ภริยาในระหว่างสมรส และถึงแก่ความตาย สิทธิบอกล้างย่อมระงับไป
ไม่ตกทอดไปยังทายาท ซึ่งทายาทแม้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แต่ก็ยังไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญา
ระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สินดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งถ้าไม่มีการบอกล้างภายในกำหนดดังกล่าว
เช่น ตายไปก่อน โดยไม่ได้บอกล้าง หรือเกิน 1 ปี นับแต่ที่หย่ากันและไม่มีการบอกล้างใดๆ
สัญญาระหว่างสมรสย่อมสมบูรณ์ตลอดไป จะบอกล้างอีกไม่ได้
ปัญหาของคุณข้อเท็จจริงจะเพิ่มขึ้นคือ พ่อของคุณได้ใช้สิทธิบอกล้างไว้ก่อนจะเสียชีวิต
ดังนั้นเมื่อเจ้าของสิทธิได้บอกล้างไว้แล้วเสียชีวิตลง ทายาทของเจ้าของสิทธิที่ตายและเป็นทายาท
ที่มีสิทธิรับมรดกผู้ตายจึงมีสิทธิที่จะฟ้องเอาทรัพย์สินดังกล่าวคืนได้ เรื่องนี้เคยมีการฟ้องร้องกัน
เป็นคดีความมาแล้ว ข้อเท็จจริงจะต่างกันนิดหนึ่งตรงที่ว่า หลังจากบอกล้างเจ้าของสิทธิ
ก็ต้องเอาคืนด้วย แต่ได้เสียชีวิตระหว่างคดี ทำให้ทายาทเข้ารับมรดกความฟ้องร้อง
แทนผู้ตายต่อไปได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5485-5486/2537 โจทก์เป็นผู้ยกที่ดินให้จำเลยผู้เป็นภริยา
โจทก์มีสิทธิบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสในเวลาใดก็ได้ ระหว่างที่เป็นสามีภริยากันอยู่
โจทก์มีหนังสือบอกล้างไปถึงจำเลย เป็นการบอกล้างโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1469 แล้ว และแม้สิทธิบอกล้างจะเป็นสิทธิเฉพาะตัว แต่เมื่อมีการบอกล้างโดยชอบก่อนที่โจทก์
จะถึงแก่กรรมแล้ว จึงไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัวอีกต่อไป และย่อมตกทอดไปยังทายาทของโจทก์
ทายาทจึงเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณาได้
สรุปคือ หากสัญญายกให้ดังกล่าวเป็นสัญญาระหว่างสมรสเกี่ยวกับทรัพย์สิน และคู่สมรสได้ใช้สิทธิ
บอกล้างตั้งแต่การสมรสยังไม่สิ้นสุดไว้แล้ว แม้ผู้บอกล้างจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก
ของผู้บอกล้างที่ตาย ก็ยังมีสิทธิฟ้องเอาคืนได้ แม้ว่าสัญญาระหว่างสมรสนั้นจะทำมาเกิน 10 ปีแล้วก็ตาม
สุกัญญา รัตนนาคินทร์
(update 25 สิงหาคม 2001)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 7-14 สิงหาคม พ.ศ. 2544 ]
|