มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร



ดิฉันแต่งงานกับสามีแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน มีลูกกับสามีด้วยกัน 1 คน ขณะนี้เราเลิกกันแล้ว
โดยลูกอยู่ในความปกครองของดิฉันคนเดียว การที่ดิฉันไม่เคยให้สามี เขียนสัญญาไว้เป็นหนังสือว่าให้สามีช่วยค่าเลี้ยงดูลูกด้วยนั้น จะยังมีสิทธิฟ้องเรียก ค่าอุปการะเลี้ยงดูลูกได้หรือไม่ ดิฉันอยากจะขอเงินค่าเลี้ยงดูลูกด้วย การที่ไม่ได้ จดทะเบียนสมรสกับสามี การที่จะให้ลูกเป็นผู้ฟ้องเองแต่ลูกอายุเพียง 2 ขวบ จะเป็นอุปสรรคในการฟ้องคดีหรือไม่ และถ้าสามารถฟ้องได้ ค่าเลี้ยงดูที่จะเรียกนั้น จะเรียกได้นับตั้งแต่วันใด ถ้าเขาไม่ยอมจ่าย จะต้องใช้วิธียึดทรัพย์สินหรือ จะใช้วิธีหักจากเงินเดือน

วิชชุดา



กรณีที่เด็กยังไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา เช่น เด็กที่เกิดจากบิดามารดา ที่มิได้จดทะเบียนสมรสกัน เด็กที่บิดายังมิได้จดทะเบียนรับรองบุตร หรือเด็กที่ศาล ยังมิได้มีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรแล้วนั้น การที่เด็ก หรือมารดาฟ้องบิดา เพื่อขอให้จดทะเบียนรับรองบุตร หรือศาลพิพากษา ว่าเด็กเป็นบุตรนั้น เพื่อให้เด็ก กลายเป็นบุตรชอบ ด้วยกฎหมายของบิดา และจะได้ขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามมาได้นั้น เด็กที่เป็นบุตรสามารถกระทำได้เอง ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 1556 วรรคสอง เนื่องจากขณะที่มีการฟ้องคดีนั้น เด็กยังไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ต้องห้ามว่าเป็นคดีอุทลุม กฎหมายจึงบัญญัติไว้ว่า เมื่อเด็กมีอายุสิบห้าปีบริบูรณ์ เด็กต้องฟ้องเอง ทั้งนี้ โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม

เพียงแต่ในการฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร ในระหว่างที่เด็กเป็นผู้เยาว์ ถ้าเด็กมีอายุยังไม่ครบ 15 ปีบริบูรณ์ ต้องให้ผู้แทนโดยชอบธรรม ของเด็กเป็นผู้ฟ้องแทน ในกรณีที่เด็กไม่มีผู้แทนโดยชอบธรรม หรือมีแต่ผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ญาติสนิทของเด็กหรืออัยการ อาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีเพื่อทำหน้าที่ ฟ้องคดีแทนเด็กก็ได้

ในกรณีที่เด็กบรรลุนิติภาวะแล้ว จะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะ

สำหรับบุตรที่ยังไม่ชอบด้วยกฎหมายของบิดาฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น สามารถฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า เด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายไปในคดีเดียวกัน กับฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เพราะถือว่าต่อเนื่องจากการรับรองบุตร และจำนวนเงิน ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น จะต้องนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเท่านั้น เพราะก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดเด็กยังไม่ใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา บิดาจึงไม่มีหน้าที่ต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตร คำว่าพิพากษาถึงที่สุด หมายความว่า คดีไม่อาจมีการอุทธรณ์ หรือฎีกาได้อีก เช่น ถ้าคดีสู้กัน 3 ศาล คำ พิพากษาถึงที่สุด ก็ต้องนับตั้งแต่วันที่มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา หรือถ้าคดีศาลชั้นต้นตัดสินแล้ว ไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกากันอีก คดีก็ถึงที่สุดในวันที่อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์

โดยปกติเจ้าหนี้ทั้งหลายจะบังคับคดีลูกหนี้ โดยหักจากเงินเดือนของลูกหนี้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นหนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร สามารถหักจากเงินเดือนของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกหนี้ได้ หรือถ้าไม่ยอมจ่ายตามคำพิพากษา ก็สามารถบังคับคดีจากทรัพย์สินต่างๆ ของผู้ถูกฟ้องคดี ปัญหาในการยึดทรัพย์ มักจะเกิดจากจะบังคับคดีได้เฉพาะจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผิดนัด

ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่อายุยังมาไม่ถึง ยังบังคับคดีไม่ได้ เพราะมักจะอ้างหลักกฎหมาย ในเรื่องหนี้มาปรับว่า หนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ จึงบังคับคดีได้เฉพาะงวดที่มีการผิดนัด เช่น ศาลพิพากษาให้จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 2,000 บาท แต่ไม่จ่ายมา 4 เดือน นักกฎหมายหลายท่านยังเห็นกันว่า บังคับคดีจากทรัพย์สินที่นำยึดได้เพียง 8,000 บาท ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเสียเวลาในการบังคับคดี เพราะจะต้องเป็นครั้งๆ ที่มีการผิดนัด ซึ่งในครั้งหลังๆ ก็อย่าหวังว่าจะบังคับคดีได้อีก เพราะลูกหนี้จะหาวิธีป้องกันมิให้ใคร มาตามยึดเอาทรัพย์ จึงก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย กับโจทก์ผู้ฟ้องคดีที่เดือดร้อน เพราะไม่มีการจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายเหล่านี้

สุกัญญา รัตนนาคินทร์


(update 25 สิงหาคม 2001)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์เดลินิวส์   วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600