 |
อ้างสิทธิครึ่งหนึ่ง |
 |
|---|
สร้างฐานะของครอบครัวย่อมมีปัญหาอุปสรรค สามีภริยาสองคนมีลูกหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อคู่สมรสฝ่ายใดไปก่อนนี้ หากเจ้าหนี้ฟ้องร้องยึดทรัพย์สินที่ทั้งสองร่วมกันสร้างไว้ด้วยความยากลำบาก คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งจะอ้างว่าที่ดินที่ถูกเจ้าหนี้ยึดขายทอดตลาดเธอซื้อมาด้วยเงินส่วนตัว หรือขอรับเงินครึ่งหนึ่งของที่ขายไปหากเป็นสินสมรส เพราะอีกฝ่ายไม่ได้ร่วมก่อหนี้ จะรับฟังได้หรือไม่
คู่สมรสมักจะเข้าใจว่าที่ดินได้มาด้วยการใช้เงินส่วนตัว ชื่อในโฉนดใส่ชื่อผู้ซื้อคนเดียว ขณะที่เป็นสามีภริยาถูกต้องตามกฎหมาย วันหนึ่งฝ่ายหนึ่งไปก่อหนี้ส่วนตัว อีกฝ่ายไม่รู้เรื่อง ฝ่ายที่ไปกู้เงินเขามาต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว เจ้าหนี้จะมายุ่งเกี่ยวกับที่ดินส่วนตัวและบังคับให้ร่วมกันชำระหนี้กับฝ่ายที่ไม่ก่อหนี้ได้อย่างไรกัน
นี่เป็นประเด็นปัญหาที่คนทั่วไปเข้าใจเช่นนั้น หากมีปัญหาดังกล่าวข้างต้นกลายเป็นประเด็นทางกฎหมายให้หลักประกันสิทธิในทรัพย์สินที่ยกมาอ้างเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ได้หรือไม่
นายจิระวิน และนางสาวจิรสุดา ทั้งคู่แต่งงานจดทะเบียนสมรสกันตามประเพณีภายหลังที่หนุ่มสาวคู่นี้จบจากรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งคู่เปิดร้านเครื่องเขียนแบบเรียนที่อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ด้วยกันมาไม่น้อยกว่า 10 ปี ไม่มีลูก จิระวินผู้เป็นสามีขยายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จิรสุดาเป็นนายหน้าวิ่งซื้อขายที่ดินมีเงินเก็บแอบซื้อที่ดินริมทะเลหัวหินในราคา 2 ล้านบาท
สามีถูกเจ้าหนี้ฟ้องให้ชำระหนี้เงินกู้เพื่อทำธุรกิจการค้าก่อนที่ทั้งคู่จะหย่าขาดจากกัน สามีประนีประนอมยอมความชำระเงินให้โจทก์เจ้าหนี้ 1.3 ล้านบาท เจ้าหนี้จึงยึดที่ดินของจิรสุดา เพราะสามีชำระหนี้ยังไม่ครบ ประเด็นนี้รับฟังได้หรือไม่น่าติดตาม
จิรสุดายื่นคำร้องว่าศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคดีที่ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์มาแล้วว่า ที่ดินเป็นสินสมรส จึงขอกันส่วนเงินที่ขายครึ่งหนึ่งก่อนชำระหนี้
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนี้เงินกู้จำเลยได้กู้จากโจทก์ไปใช้ในกิจการร้านค้าและธุรกิจ ไม่ปรากฏพฤติการณ์เป็นอย่างอื่น ชั้นบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า การที่ผู้ร้องนำสืบว่าที่ดินโฉนดที่เจ้าหนี้ยึดผู้ร้องซื้อมาระหว่างเป็นสามีภริยากันก็จริงอยู่ แต่ผู้ร้องซื้อมาด้วยเงินส่วนตัวจากการเป็นนายหน้าค้าที่ดิน จึงได้ลงชื่อในโฉนดแต่ผู้เดียว จำเลยไม่ได้ช่วยจ่ายเงินซื้อที่ดินแปลงนี้ ผู้ร้องได้หย่าขาดจากจำเลยก่อนที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ต่างฝ่ายต่างแยกกันอยู่ มีไปมาหาสู่กันบ้างด้วยความห่วงใย ผู้ร้องไม่ได้ตกเป็นจำเลยให้ร่วมรับผิดในคดีนี้ด้วย จึงควรมีสิทธิได้รับเงินที่ขายครึ่งหนึ่ง
พิจารณาตามที่ผู้ร้องอ้างมานั้นภายหลังหย่าขาดสามีแล้วได้มีการแบ่งสินส่วนตัวตามที่อ้างข้างต้นให้ที่ดินริมทะเลหัวหินชื่อในโฉนดเป็นของผู้ร้องตามเดิม การขายที่ดินที่ยึดแปลงนี้ถือว่าเป็นการขายไปในฐานะเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม มิใช่ขายสินสมรส ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับเงินครึ่งหนึ่งตามที่ผู้ร้องยื่นคำแถลงไว้ในคดีที่ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ข้างต้นนั้น
ดังนั้น เป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอกันส่วนเงินที่ขายที่ดินเป็นสินสมรส ประเด็นสำคัญ ข้อที่ว่าที่ดินเป็นสินส่วนตัว เป็นกรรมสิทธิ์รวมนั้น เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ผู้ร้องยกขึ้นมาอ้างในชั้นฎีกา ต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
ผู้ร้องฎีกาอีกข้อหนึ่ง ผู้ร้องไม่ได้รู้เห็นเป็นใจที่จำเลยไปกู้ยืมเงินไปทำการค้าส่วนตัวจึงไม่ต้องร้บผิดในฐานะเป็นลูกหนี้รวมกับจำเลย ข้อนี้เห็นว่าจำเลยทำการค้าและธุรกิจอื่นในนาม "จิระการค้า" ขณะที่จำเลยและผู้ร้องเป็นสามีภริยากัน ไม่ปรากฏพฤติการณ์เป็นอย่างอื่นย่อมฟังได้ว่าเป็นกิจการที่กระทำด้วยกันตามธรรมดาของสามีภริยา
เมื่อจำเลยกู้เงินไปใช้ในกิจการของร้านจิระการค้า จึงเป็นหนี้ที่เกิดจากการงานกระทำด้วยกัน เป็นหนี้ร่วมต้องชำระหนี้จากสินสมรส และสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย ที่ดินที่ขายจึงเป็นสินสมรส ผู้ร้องจะกันส่วนของตนหาได้ไม่
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิขอรับเงินในส่วนที่เป็นของตน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 3478/2528
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 3 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา..
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10668]
|