 |
หนี้ชีวิต |
 |
|---|
ให้ชีวิตหนึ่งเกิดมาย่อมถือว่าเป็นกุศลกรรมของผู้ให้ก่อเกิดชีวิต ชีวิตใหม่หนึ่งชีวิตอาจพลิกผันปัญหาบ้านเมืองหรือครอบครัวไปสู่แสงสว่างแห่งอนาคตไม่อาจคาดคิดได้และย่อมเกิดขึ้นได้ไม่มีอำนาจใดมาขวางกั้น
ประวัติศาสตร์ย่อมอธิบายถึงที่มาของบุคคลสำคัญระดับชาติ ระดับโลก ให้คนรุ่นปัจจุบันเรียนรู้ และอาจให้ชีวิตที่สังคมไม่ได้ประโยชน์อะไรหรืออาจสร้างปัญหาให้แก่สังคมอย่างไม่น่าให้อภัยก็เป็นได้เช่นกัน
เมื่อชีวิตใหม่เกิดขึ้นมาแล้ว ผู้เป็นพ่อและแม่ย่อมมีหน้าที่เลี้ยงดูอบรมบ่มนิสัย ให้การศึกษา พันธะทางกฎหมายและศีลธรรมย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะแยกแยะเป็นส่วนหรือมีข้ออ้างถึงภาระของฝ่ายชายหรือหญิงต้องมีความชอบธรรม
เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีหนี้ร่วมกัน หรืออาจเรียกว่ามี "หนี้ชีวิต" ย่อมไม่ผิดนัก จึงต้องร่วมกันรับผิดเป็นส่วนเท่าๆ กันด้วย คือความถูกต้องที่ยากจะถกเถียง เว้นแต่ผู้นั้นแกล้งไม่เข้าใจความรับผิดชอบก็ว่ากันมา
ผ่านพ้นชีวิตรักต่างดูใจกันแล้ว ทั้งคู่ตัดสินใจแต่งงานจนมีลูกชายหนึ่งคน รัตนชัยผู้เป็นสามีทำงานฝ่ายกฎหมายที่รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง โสภาทำงานที่บริษัทขนส่งสินค้าฝ่ายการเงินและบัญชี หลังจากลูกชายมีอายุได้ 7 ขวบ ความสงบในครอบครัวเริ่มไม่สงบ รัตนชัยเที่ยวเตร่ติดนักร้องก่อหนี้ และมีเหตุต้องหย่าและแต่งงานใหม่ ภริยาทำงานอยู่ที่ทำการเขตบางกอกใหญ่ มีลูกด้วยกันสองคน
สามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว อดีตสามีปฏิเสธที่จะจ่ายค่าเลี้ยงดู อ้างว่าผู้เป็นแม่เป็นฝ่ายปกครองลูก จึงจำเป็นต้องมีหน้าที่ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เขาออกจากบ้านมีภาระใหม่ชักหน้าไม่ถึงหลัง
โสภาฟ้องศาลให้อดีตสามีจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยพ่อของลูกจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตรย้อนหลัง 2 ปี 6 เดือน เดือนละ 750 บาท และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป 750 บาทต่อเดือน จนกว่าบุตรมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ และต่อจากนั้นคนละ 1,000 บาทต่อเดือน จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเด็กและเยาวชนแก้ไขและเพิ่มเติม หากจำเลยเงินเดือนเพิ่มขึ้นให้เพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรอีก 1 ใน 4 ของเงินเดือนที่เพิ่มเมื่อบุตรอายุ 15 ปีจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ โจทก์และจำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเด็กและเยาวชนวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ที่จำเลยฎีกาว่ากฎหมายมีเจตนารมณ์ให้บิดาหรือมารดาหรือทั้งสองคนร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูบุตร ภายหลังหย่าขาดฝ่ายใดเลี้ยงดูบุตร จะให้อีกฝ่ายจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูครึ่งหนึ่งไม่ได้
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว กฎหมายบัญญัติไว้ว่า "บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์" ทั้งสองฝ่ายจึงมีหน้าที่ร่วมกันทำหน้าที่อันเป็นลูกหนี้ร่วม หาใช่หน้าที่ของฝ่ายใดไม่ ลูกหนี้ร่วมจึงต้องรับผิดเป็นส่วนเท่าๆ กัน เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นโดยนิติกรรมสัญญาหรือตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ข้อเท็จจริงหลังการหย่าขาดโจทก์มิได้ตกลงว่าจะเป็นผู้ออกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเช่นนี้ ทั้งคู่จึงต้องรับผิดในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกันได้ ศาลมีอำนาจตามกฎหมายที่จะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสมควร ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ประเด็นต่อมาที่โจทก์และจำเลยต่างฎีกาคัดค้านจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดู พิเคราะห์ดูจากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นแล้ว ฝ่ายหญิงยังต้องเช่าบ้าน ฝ่ายชายเช่าซื้อที่ดินสร้างบ้าน ภาระอื่นคือค่าใช้จ่ายและอุปการะเลี้ยงดูบุตร ต่างฝ่ายต่างมีภาระ
ที่ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตรให้จำเลยรับผิดกึ่งหนึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูนับแต่วันหย่าจนกระทั่งวันฟ้องให้แก้ไขให้ถูกต้อง เว้นแต่ให้เพิ่มขึ้นตามที่จำเลยรับเงินเดือนเพิ่มนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการก่อภาระแก่จำเลยเกินสมควรไป
ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 1691/2528
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 3 มีนาคม 2007)
[ ที่มา..
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10493 ]
|