 |
ภริยาขอลงชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน |
 |
|---|
ปัญหาเรื่องสินสมรสระหว่างสามีภริยาย่อมเกิดขึ้นได้เสมอหากไม่เข้าใจกัน บางเรื่องเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ไม่ได้มีปัญหาการหย่าร้าง อาจขัดใจกันหรือขาดความไว้วางใจก็เถอะ ภายหลังหย่าก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ไม่อาจตกลงเรื่องทรัพย์สินและค่าเลี้ยงดูบุตร
บทบัญญัติของกฎหมายอธิบายสินสมรสว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้มา ระหว่างสมรส ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน พันธบัตร หุ้น เงินสด และให้หมายรวมถึงทรัพย์สินที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว เช่น ภริยาหรือสามีมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารซึ่งเป็นเงินฝากส่วนตัว ค่าเช่าบ้านจากทรัพย์สินส่วนตัว เป็นต้น แม้ว่าจะขัดต่อหลักทั่วไป กล่าวคือผู้ใดเป็นเจ้าของทรัพย์หากมี ดอกผลย่อมตกเป็นของผู้นั้นก็ตาม แต่กฎหมายใหม่ประสงค์ให้เป็นเช่นนั้นเพื่อก่อให้เกิดความสัมพันธ์มั่นคงภายในครอบครัว
ประเด็นที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้ ระหว่างสมรสหากฝ่ายใดได้ทรัพย์สินมาโดยพินัยกรรมทรัพย์สินที่ได้มาจะเป็นสินสมรสหรือเป็นสินส่วนตัว ให้ดูข้อความที่ระบุไว้ในพินัยกรรมว่าให้เป็นสินสมรสหรือไม่ ถ้าไม่ได้ระบุไว้กฎหมายให้ถือว่าเป็นสินส่วนตัว สามีภริยาอย่าได้โต้แย้งกันเลย
ต่างไปจากกฎหมายเดิมที่ยกเลิก กล่าวคือก่อนปี พ.ศ.2519 ฝ่ายใดได้รับมรดกโดยพินัยกรรมหรือโดยการยกให้จากพ่อแม่จะเป็นสินสมรส
ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวระหว่างสามีภริยาขึ้นอยู่กับความซื่อสัตย์สุจริตมีความสัมพันธ์รักใคร่ต่อกัน ความหวาดระแวงย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ความยุ่งยากใจและเรียกร้องสิทธิไม่น่าจะเกิดขึ้น แม้ว่าระหว่างสมรสกันนั้นจะซื้อที่ดินกันกี่แปลงมูลค่านับล้านจะมีชื่อฝ่ายใดในโฉนดหากอีกฝ่ายรับรู้ยินยอมด้วยไม่น่าจะมีปัญหาฝ่ายนั้นนำไปแอบขายเอาเงินเข้ากระเป๋าคนเดียวเว้นแต่นิติกรรมนั้นจะมีการแอบปลอมลายมือชื่อกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ประเด็นปัญหาอาจเกิดขึ้นได้ว่า แต่งงานจดทะเบียนสมรสอยู่กินกันลูกโตเป็นหนุ่มสาวฐานะอยู่ในชั้นพอมีจะกิน มีโฉนดที่ดินใส่ชื่อสามีทุกแปลง ภริยามีเหตุผลที่จะขอใส่ชื่อด้วยคนเพราะที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสและเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเช่นนี้ สามีไม่ยอมร่วมมือบ่ายเบี่ยงเลี่ยงไปเพื่อเอาตัวรอด จนมุมเข้าอ้างว่าที่ดินทุกแปลงถึงแม้ว่าจะไม่มีชื่อภริยาสุดที่รักย่อมเป็นสิทธิของคุณอยู่ครึ่งหนึ่ง ผมจะทำอะไรกับทรัพย์สินที่คุณเรียกร้องสิทธิคงไม่ได้
ภริยายืนกรานเหมือนเดิม หากสามีพูดกันไม่รู้เรื่องจะฟ้องศาล สามียังคงทำเฉยหรืออาจมีปากเสียงทะเลาะถึงขั้นท้าให้ฟ้องศาลก็ย่อมเกิดขึ้นได้
นางพิมพ์วิภา แต่งงานอยู่กินกับสามีมีใบทะเบียนสมรสจนลูกโตเรียนอยู่มหาวิทยาลัยทั้งคู่เป็นนักธุรกิจส่งสินค้าไปขายที่ประเทศเกาหลี อยู่ในขั้นมีฐานะ ได้ยื่นฟ้อง นายไพฑูรย์ สามีร้องขอให้ลงชื่อของเธอเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดที่ดินรวม 10 แปลงมูลค่า 50 ล้านบาท ซึ่งโฉนดดังกล่าวมีชื่อของสามีเพียงคนเดียว
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยในที่ดินโฉนดตามที่ฟ้อง ถ้าจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ตามฟ้อง จำเลยไม่ปฏิเสธว่าที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องอยู่ในกรุงเทพฯ และพัทยา บางแปลงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย มีเอกสารคือโฉนดเป็นสำคัญ
เห็นว่ากรณีนี้ภริยาได้ร้องขอให้ลงชื่อตนเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารนั้นด้วย การที่จำเลยลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมด้วย ก็มิได้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ต้องด้วยบทบัญญัติตามประมวลกฎแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 ที่ได้มีการตรวจชำระใหม่ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 156/2527
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 3 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา..
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 07 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10437]
|