 |
ภริยาถูกทิ้งร้างถูกฟ้องหย่า |
 |
|---|
ภริยาถูกสามีทิ้งร้างไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นไม่น้อยกว่าสิบปี หญิงใดหรือจะทนได้
เธอจำต้องเลี้ยงดูบุตรแต่ลำพัง จึงมีหนังสือขอหย่าเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรและเธอ
สามีเกรงความผิดคดีอาญาฐานแจ้งความเท็จจดทะเบียนสมรสซ้อนกับภริยาคนใหม่ ทั้งคู่ตกลงกันไม่หย่าแต่ให้สามีจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินบำเหน็จบำนาญให้แก่ภริยา
สามีส่งเงินให้บุตรบางเดือนและต่อมางดส่งแถมฟ้องหย่าภริยาอ้างเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขเกินกว่า 3 ปี
สามีฟ้องหย่าภริยาได้หรือไม่
จำเรียงครูสาวโรงเรียนมีชื่อของอำเภอหนองบัวระเหว พบรักกับปลัดอำเภอหนุ่มและตัดสินใจแต่งงานในเวลาต่อมา รณยศคือชื่อสามีของเธอ
10 ปีผ่านไปอย่างรวดเร็วจำเรียงให้ทายาทเป็นชายแก่รณยศ ความสุขติดปีกบินความทุกข์เข้ามาแทนที่ รณยศแอบไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นไม่อาจหักห้ามจิตพิศวาสได้ จำเรียงไม่อาจติดต่อกับรณยศ จึงมีหนังสือขอหย่าและให้สามีอุปการะเลี้ยงดูเธอและบุตรและจะดำเนินคดี ฐานแจ้งความเท็จที่สามีไปจดทะเบียนสมรสซ้อนกับภริยาคนใหม่ สามีกลัวรับโทษทางอาญาและวินัยจึงทำบันทึกตกลงจะชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูและยกเงินบำเหน็จบำนาญให้แก่ภริยา
รณยศไม่ทำตามสัญญา และฟ้องจำเรียงในเวลาต่อมาอ้างว่าแม้จะเป็นสามี ภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งสองฝ่ายต่างสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุขเกินกว่า 3 ปี นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน
จำเรียงให้การว่าที่แยกกันเพราะสามีมีภริยาใหม่ออกจากบ้านละทิ้งเธอให้เลี้ยงดูบุตรแต่ลำพังเป็นเวลาถึง 18 ปี ครั้นปี 2534 เธอจึงมีหนังสือแจ้งหย่าและมีข้อตกลงดังกล่าวข้างต้น ไม่มีข้อตกลงเรื่องการหย่า ไม่มีข้อตกลงว่าจะสมัครใจแยกกันอยู่ สามีทิ้งร้างไปจากเธอและลูกนานแล้ว เธอมิได้สมัครใจที่จะแยกกันอยู่ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี อันเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าตามบันทึกข้อตกลงมีวัตถุประสงค์ระงับข้อพิพาทในเรื่องการหย่าโดยตรงระบุว่าทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะไม่ทำการจดทะเบียนหย่าซึ่งกันและกันและโจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินบำเหน็จบำนาญให้แก่จำเลย จึงถือได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมาย ผลทำให้เรื่องการหย่าทั้งสองฝ่ายยอมสละระงับสิ้นไป สัญญานี้ไม่มีข้อความใดระบุว่า จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ จึงไม่อาจแปลได้ว่าทั้งสองฝ่ายสมัครใจแยกกันอยู่หรือแปลสาเหตุของการทำสัญญาว่าเกิดจากทั้งสองฝ่ายทะเลาะวิวาทกันด้วยเหตุที่โจทก์ได้นางศรีสุดาเป็นภริยาอีกคนหนึ่งจนจำเลยประสงค์จะหย่าจากโจทก์
แต่กรณีนี้จำเลยมีสิทธิที่จะหย่าโจทก์ได้ เพราะโจทก์มีภริยาอีกคนและทิ้งร้างจำเลยไป แม้จะได้ความว่าภายหลังจากการทำสัญญาจำเลยทราบดีว่าโจทก์ไปอยู่กับภริยาใหม่เช่นเดิม ก็ไม่อาจถือว่าจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ พฤติกรรมที่โจทก์ปฏิบัติต่อจำเลยทั้งก่อนและหลังทำสัญญาย่อมเป็นที่เข้าใจว่าโจทก์สมัครใจแยกกันอยู่กับจำเลยฝ่ายเดียวเท่านั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่เปิดโอกาสให้จำเลยไปอยู่กับโจทก์ได้ มิใช่เป็นเรื่องจำเลยมีความสมัครใจที่จะแยกกันอยู่กับโจทก์ แม้ว่าทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่มาเกิน 3 ปี นับแต่วันทำสัญญา มิได้เกิดขึ้นเพราะความสมัครใจของจำเลย เป็นความสมัครใจของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว
โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยโดยอาศัยเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายได้
พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4135/2541
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 8 กันยายน 2006)
[ ที่มา..
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10381 ]
|