 |
โอ้...มาลี |
 |
|---|
ใครเล่าจะคิดว่าหญิงนั้นตกเป็นภริยาของชายที่มีภริยาแล้ว แต่ด้วยรักและผูกพันจนไม่อาจถอนตัวได้ง่ายนัก ต้องใช้ชีวิตอย่างอดทนเดียวดายว้าเหว่และต้องตรอมใจเพราะชายที่เธอรักเป็นสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายของหญิงอื่นต้องมีอันทิ้งร้างเธอในที่สุด
นี่คือสิ่งที่เธอไม่เคยคิดถึงวันนั้น วันที่เธอจะต้องฟ้องร้องชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอต้องทำตามสัญญาที่ทั้งคู่ตกลงเป็นสามีภริยากัน โดยชายต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูแก่หญิงเป็นรายเดือนนับแต่วันทำสัญญา ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าหากชายผิดสัญญาจะมีผลบังคับตามกฎหมายหรือไม่
มาลี ชื่อของผู้หญิงวัยยี่สิบต้นๆ แปลว่าดอกไม้ เธอมีความสวยสง่าน่ารักสมวัยเหมาะกับหน้าที่รับจ้างติดต่อโอนย้ายต่อทะเบียนรถยนต์ให้กับเต๊นท์รถยนต์ย่านรัชดา เธอเคยสาบานกับตัวเองก่อนที่จะเรียนจบอาชีวะของโรงเรียนภาครัฐแห่งหนึ่งว่าจะไม่ขอรักชายใดอีก แต่เธอก็หนีไม่พ้นเรื่องความรัก และรักกับชายที่มีภริยาจดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายเสียด้วย
ทั้งๆ ที่รู้ว่าเขามีภริยาแล้ว แต่เธอก็จะรัก แม้เธอจะไม่รู้ว่าจุดจบของรักนั้นอยู่ที่ไหน
ชาญชัย คือชายกลางคนคนนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมผู้ซึ่งเธอติดต่อเรื่องทะเบียนรถยนต์รู้จักมักคุ้นทั้งตัวเขาและภริยา เคยไปทานอาหารนอกบ้านกันก็หลายครั้ง บางครั้งเธอก็แวะไปอวยพรวันเกิดที่บ้านของชาญชัยซึ่งจัดเลี้ยงกันเองระหว่างเพื่อนสนิทมิตรสหาย ส่วนการติดต่อตามบทบาทหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายก็เป็นไปตามระเบียบของราชการซึ่งเป็นเรื่องปกติ
แต่เรื่องที่ไม่ปกติเกิดขึ้นในคืนหนึ่งที่เธอและเขานัดทานอาหารค่ำและเขาขอเลี้ยงอาหารมื้อนั้นเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของเธอ มาลีแอบชื่นชอบผู้ชายคนนี้มาเป็นแรมปี เพราะเขาปากหวานเอาใจเก่งและคืนนั้นเธอตกเป็นภริยาของชาญชัย
รักย่อมเข้าใจในรัก เรื่องของหัวใจปรารถนาไม่มีผู้ใดจะอธิบายแทนใครได้นอกจากความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้นั้น หากความรักมีจริง ความรักย่อมเกิดขึ้นได้ทุกแห่งทุกสถานที่ไม่เลือกกระทั่งกาลเวลาหรือความต่างกันในฐานันดร
บทเรียนแห่งความรักของชายหนึ่งหญิงหนึ่ง หากเกิดขึ้นกับหญิงชายคู่ใด ไม่อาจก้าวพ้นสลัดรักสลัดใจที่โหยหาเรียกร้องที่จะได้พานพบให้สมหวัง เมื่อรักเกิดขึ้นแล้วมันต้องจบลง สำคัญอยู่ที่ว่าฉากสุดท้ายของการจบ จะสวยสง่า สมหวังผิดหวัง ขมขื่นรันทดใจ หรือลงท้ายด้วยความสุขหรรษาเป็นเรื่องของชะตากรรม ที่ฉากรักฉากสุดท้ายไม่จำต้องจบลงเหมือนกัน
ห้าปีต่อมา มาลีเป็นโจทก์ฟ้องชาญชัยเป็นจำเลยให้จ่ายเงินให้แก่เธอตามสัญญามีข้อความว่าทั้งสองตกลงเป็นสามีภริยากันด้วยความยินยอม โดยจำเลยจะจ่ายเงินให้โจทก์เป็นเงินเดือนละ 2,000 บาท หากโจทก์มีบุตรกับจำเลย จำเลยต้องรับเป็นบุตรโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาเอกสารตามคำฟ้องใช้บังคับได้หรือไม่ เมื่อโจทก์ไม่ค้านจากการนำสืบของจำเลยและ มาลินี ภริยาเบิกความเป็นพยานว่าเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย พ.ศ.2520 จึงเชื่อว่าโจทก์รู้ว่าจำเลยมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว
สัญญาที่ทำกันไว้จึงมีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามบทบัญญัติของกฎหมาย โจทก์ฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
มาลีสูญเสียทั้งสัญญาทางกฎหมายและสัญญาใจ ไม่มีผู้ใดฝืนกฎเกณฑ์ของบ้านเมืองหรือศีลธรรมไปได้ เพราะนั่นคือฐานที่มั่นทางสังคมและทางโลก
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 3972/2529
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 3 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10290 ]
|