 |
หนึ่งในร้อย |
 |
|---|
เรื่องนี้เกิดขึ้นมามีประเด็นที่น่าสนใจไว้ประดับความรู้หรือป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใดก็ได้ โดยเฉพาะฝ่ายหญิงที่มีแต่ความเสียเปรียบและอาจถูกฟ้องเป็นจำเลยต้องคืนสินสอดของหมั้น เพราะถูกหาว่าผิดสัญญา
นายธีระชัย อาชีพรับเหมาทำเหล็กดัดโครงสร้างเหล็ก เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสาวหยาดฝน ฐานผิดสัญญาหมั้นที่ทำไว้กับโจทก์ก่อนทำพิธีแต่งงาน ขอให้คืนของหมั้นและสินสอดทั้งหมด ถ้าคืนไม่ได้ให้จำเลยชดใช้ราคาเป็นเงิน 1,850,000 บาท
จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์นั่นแหละผิดสัญญาหมั้น ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ขอให้โจทก์ชดใช้ต่อกายและชื่อเสียงเป็นเงิน 1 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายเตรียมการสมรสเป็นเงิน 234,000 บาท
ที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงนำส่งรับกันฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยทำพิธีหมั้นและแต่งงานกัน โจทก์ได้นำของหมั้นมอบแก่จำเลย มีข้อตกลงกันในวันสู่ขอจำเลยว่าจะจดทะเบียนสมรสหลังจากแต่งงานกันแล้ว แต่จนกระทั่งวันฟ้องทั้งโจทก์และจำเลยก็มิได้จดทะเบียนสมรสกัน คงมีปัญหาวินิจฉัยดังนี้
ข้อแรก ฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น ภายหลังทำพิธีแต่งงานกันแล้ว
พิจารณาจากเอกสารบันทึกประจำวันซึ่งโจทก์ก็รับว่า ก่อนที่จำเลยมาแจ้งความเรื่องนี้ ทั้งสองมีปากเสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรง แล้วจำเลยก็ยังคงชวนโจทก์ไปจดทะเบียนสมรส แต่โจทก์ไม่ยอมตกลง จึงแสดงให้เห็นว่าในขณะที่โจทก์จำเลยมีโอกาสจดทะเบียนสมรสกันได้นั้น โจทก์เองกลับเป็นฝ่ายไม่ยอมจดทะเบียนสมรส เมื่อจำเลยไม่อาจทนความประพฤติของโจทก์ได้ จำเลยจึงได้ไปแจ้งความดังกล่าวข้างต้น
โจทก์ได้ตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ทะเลาะกันครั้งสุดท้าย โจทก์ออกจากบ้านไปค้างที่อื่น เมื่อกลับมาบ้านโจทก์ได้ทำลายทรัพย์สินภายในบ้านเพราะบันดาลโทสะด้วย นอกจากนั้นโจทก์เบิกความรับกันว่า ได้ทำร้ายพี่ชายจำเลยและญาติผู้ใหญ่ของจำเลยบนสถานีตำรวจทุ่งมหาเมฆจริง พฤติการณ์ดังกล่าวจะฟังว่าจำเลยเป็นฝ่ายไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสยังไม่ได้
ฟังจากพยานจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของทั้งสองฝ่ายว่า โจทก์เสียเงินทองเพชรพลอยครั้งนี้มูลค่าหลายแสน แต่ญาติจำเลยเอาไปหมด โจทก์ไม่พอใจและคิดว่าจะอยู่กับจำเลยไม่ได้อีกต่อไป เห็นว่าโจทก์เป็นฝ่ายไม่ยอมไปจดทะเบียนกับจำเลยเพราะโจทก์ไม่พอใจเรื่องดังกล่าว ประกอบกับจำเลยเป็นฝ่ายหญิง เมื่อแต่งงานแล้ว เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องมีความประสงค์ในเรื่องการจดทะเบียนสมรส โจทก์เองยังยอมรับว่าแม้ว่าจะมีการทะเลาะกันอย่างรุนแรงแล้วก็ตาม จำเลยยังคงชวนโจทก์ไปจดทะเบียนสมรสด้วยอีก
คดีจึงฟังได้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสอันเป็นการผิดสัญญาหมั้น
ส่วนปัญหาต่อมา พิจารณาจากพฤติการแห่งคดีเมื่อจำเลยไม่ได้ผิดสัญญาหมั้น จำเลยจึงไม่ต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่ฝ่ายโจทก์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย และฝ่ายโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายจากฝ่ายจำเลยในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสที่ฝ่ายโจทก์ได้จ่ายไป
เงินที่โจทก์มอบให้ไม่มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส เป็นเพียงข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายนำเอามาเป็นเงินกองทุนไปซื้อบ้านนั้นเพื่อใช้เป็นที่อยู่ที่ทำมาหากินหลังแต่งงานกันแล้ว เมื่อไม่มีการจดทะเบียนสมรสกัน จำเลยต้องคืนเงินจำนวนนี้ตามที่โจทก์อ้างพยานหลักฐานเป็นเงิน 458,700 บาท
ปัญหาสุดท้าย จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนความเสียหายต่อชื่อเสียงในการที่โจทก์ผิดสัญญาหมั้น จำเลยกล่าวอ้างลอยๆ แต่เพียงว่าได้รับความเสียหายย่อมไม่เป็นการเพียงพอที่ศาลจะรับฟังว่าจำเลยได้รับความเสียหายที่จะให้โจทก์รับผิดใช้ค่าทดแทน
ศาลได้วินิจฉัยให้ฝ่ายจำเลยไม่ต้องคืนของหมั้นและสินสอดให้แก่ฝ่ายโจทก์ก็นับว่าเป็นค่าทดแทนเพียงพอที่ฝ่ายจำเลยพึงได้รับแล้ว ส่วนที่จำเลยเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสเป็นเงิน 234,000 บาท เห็นด้วยกับศาลล่างทั้งสองที่ว่าเป็นการจ่ายซื้อเครื่องใช้สอยในครอบครัวจำเลยยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ต่อไป และไม่กำหนดให้โจทก์รับผิดใช้ค่าทดแทนในส่วนนี้ให้จำเลย เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 3868/2531
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 3 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10311 ]
|