โฆษณาที่เข้าข่ายให้คนทำผิด


ท่านคงเคยเห็นโฆษณาสินค้าโทรทัศน์ยี่ห้อหนึ่งที่ถูกติดตั้งในบ้านของชายคนหนึ่ง ตอนท้ายของโฆษณา มีผู้ชายอีกคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนบ้านว่า

“คุณเป็นคนเซ็นรับของของผมใช่ไหม”

ชายคนแรกตอบว่า “ใช่ ผมเซ็นรับของของคุณไว้แล้ว” แล้วชายคนที่ตอบก็กระหยิ่มยิ้ม

ท่านสังเกตไหมคะว่าโฆษณาอย่างนี้มีพฤติกรรมอะไรบางอย่างที่แอบอยู่ โฆษณาเดี๋ยวนี้ ถ้าเฝ้าดูให้ดี จะมีอะไรแฝงอยู่มากมาย บางชิ้นสอนให้คุณทำดี บางชิ้นสอนให้คนทำสิ่งที่ก้ำกึ่งผิดศีลธรรมและกฎหมาย สำหรับชิ้นนี้จะเห็นว่า เพื่อนบ้านลงชื่อรับสินค้าแทนเพื่อนบ้านแต่ผู้รับของกลับไม่มอบสินค้าที่รับแทนให้เพื่อนบ้านแต่กลับเปิดกล่องสินค้าออกมา ปรากฏว่าเป็นโทรทัศน์จากนั้นนำไปติดตั้งในบ้านของตนองและใช้ประโยชน์ส่วนตัว จนวันหนึ่งเพื่อนบ้านตามไปถามว่า “คุณเป็นคนเซ็นรับของใช่ไหม”

ถ้าเพื่อนบ้านเห็นโทรทัศน์ที่สั่งซื้อได้ติดตั้งและใช้ประโยชน์แล้ว เกิดเพื่อนบ้านซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ไม่ยินยอม แล้วเพื่อนบ้านไปแจ้งความดำเนินคดีคนที่เซ็นชื่อรับของแทนว่าลักทรัพย์ก็คงจะแจ้งได้ เพราะถือว่ามีการนำเอาของในกล่องที่ลงชื่อรับแทนไว้ไปใช้ประโยชน์ เป็นการแสดงเจตนาที่ทุจริต ครานี้คงจะต้องยุ่งแน่นอน เพราะ

มาตรา 334 บัญญัติว่า ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 6,000 บาท

อาจจะมีบางคนโต้แย้งว่า โฆษณานี้เพื่อนบ้านที่รับของไว้แทนถือวิสาสะเห็นว่าลองดูว่าโทรทัศน์ลักษณะพิเศษดีจริงหรือไม่ จึงนำเอามาดู คงจะต้องถามว่า เพื่อนบ้านเป็นญาติพี่น้องกันหรือเปล่า แล้วมีสิทธิอะไรที่ไปเปิดของของคนอื่น ที่สำคัญมิใช่เปิดเฉยๆ กลับนำของนั้นไปใช้เป็นของตัวเองเสียอีกด้วย จะถือวิสาสะได้อย่างไร และการลงชื่อรับฝากของ ถ้าสมัครใจรับของแทนแล้วก็คือต้องส่งของนั้นคืนให้เจ้าของไป เพราะถือเป็นการถือแทนชั่วคราว เมื่อเพื่อนบ้านกลับบ้านต้องส่งมอบให้เจ้าของที่แท้จริง ซึ่งเข้าข่ายมีเจตนาทุจริตเอาทรัพย์ของคนอื่นไปแล้ว แม้ภาพโฆษณาดูแล้วผู้แสดงมีความปลื้มปิติที่ได้ดูโทรทัศน์ดีก็ตาม ดิฉันลองไปเปิดดูคำพิพากษาของศาลฏีกาที่คล้ายๆ กับการโฆษณาที่ว่านี้ดูลองดูนะคะ

ฏีกาที่ 179/2508 จำเลยยอมเปิดกระเป๋าถือซึ่งผู้เสียหายที่ฝากจำเลยไว้ให้ดูแทนชั่วคราว แล้วเอาสร้อยกับธนบัตรไป เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ มิใช่ยักยอก

ฏีกาที่ 528/2512 การที่จำเลยเอาทรัพย์ซึ่งมีผู้อื่นควบคุมดูแลเจ้าทรัพย์ไป โดยจำเลยมิได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ครอบครองและนำทรัพย์นั้นไปแต่อย่างไร จำเลยย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์

ฏีกาที่ 3772/2529 จำเลยกับผู้เสียหายเป็นคู่เขยกัน การที่จำเลยเข้าไปในบ้าน และเอาปืนผู้เสียหายไปเพื่อเฝ้าข้าวในนา ก็โดยถือวิสาสะในความเป็นญาติดังนี้ การกระทำของจำเลยไม่มีเจตนาทุจริต ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์

ลองเทียบสามเรื่องที่ดิฉันยกมาให้ดูว่าลักษระอย่างไรเป็นการถือวิสาสะกับเจตนาทุจริต

เหตุที่นำโฆษณามาเขียนนี้เพราะว่า การทำโฆษณาต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะโฆษณาด้วยภาพที่เคลื่อนไหวได้เป็นสื่อสำคัญที่สามารถมองเห็นและเข้าใจได้ง่ายที่สุด และสามารถดึงดูดใจผู้คนให้ทำตามโฆษณาได้ คนดูโฆษณาที่เคลื่อนไหวได้มีหลายระดับ ผู้ใหญ่ ผู้เยาว์ ระดับความคิดก็ไม่เหมือนกัน บางคนดูโฆษณาชิ้นนี้แล้วเฉยๆ เนื่องจากดูแล้วไม่คิดอะไร บางคนคิดส่วนผู้เยาว์ ดูแล้วอาจจะคิดว่าภาพที่เห็นนั้นสามารถทำได้และทำตาม

โฆษณาภาพเคลื่อนไหวปัจจุบันมีหลายชิ้นที่ส่อไปในทางที่ผิดศีลธรรม และการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายท่านคงจำได้ โฆษณาเรื่องหนึ่งที่ชายฉกรรจ์รูปร่างล่ำสันเข้าไปซูปเปอร์มาร์เก็ตแล้วขโมยสินค้าไว้ในเสื้อเดินออกมา จากนั้นคิดได้ ก็นำกลับเข้าไปคืน สุดท้ายโฆษณาชิ้นนั้นก็ยกย่องคนขโมยเป็นคนดี โฆษณาเช่นนี้ถือว่าไม่รับผิดชอบต่อสังคมที่มีเยาวชน ผู้เยาว์ ซึ่งส่วนมากกำลังเฝ้าดูโทรทัศน์กันอยู่ และผู้เยาว์บางคนไม่ได้นั่งดูกับผู้ใหญ่ จึงไม่มีใครบอกว่า “นี่คือการกระทำที่ผิดต่อศีลธรรมและกฎหมาย” ดิฉันคิดว่าต้องมีคนร้องเรียนจึงทำให้โฆษณาดังกล่าวถูกถอดออกไป

ผู้ทำโฆษณาปัจจุบันเก่งมาก หัวคิดแยบยล แต่น่าเสียดายบางคนไม่รับผิดชอบต่อสังคม การคิดโฆษณาที่ดูผิวเผินไม่ผิดอะไรอย่างโฆษณาเอาโทรทัศน์ที่ฝากไว้ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวเช่นนี้ จึงน่าจะเข้าข่ายที่ผิดกฎหมาย เรามีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 บัญญัติไว้ใน

มาตรา 22 “การโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือใช้ข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมเป็นส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าข้อความดังกล่าวนั้นจะเป็นข้อความที่เกี่ยวกับแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ หรือลักษณะของสินค้าหรือบริการตลอดจนการส่งมอบ การจัดหาหรือการใช้สินค้าหรือบริการ

ข้อความดังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นข้อความที่เป็นการไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค หรือเป็นข้อความที่อาจก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวม

(1) ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง

(2) ข้อความที่จะก่อให้เกิดความใเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอืงรายงานทางวิชาการสถิติหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริงหรือไม่?

(3) ข้อความที่เป็นการสนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ

(4) ข้อความที่จะทำให้เกิดความแตกแยก หรือเสื่อมเสียความสามัคคีในหมู่ประชาชน

(5) ข้อควาทมอย่างอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงข้อความที่ใช้ในการโฆษณาที่บุคคลทั่วไปสามารถรู้ได้ว่าเป็นข้อความที่ไม่อาจเป็นความจริงได้โดยแน่แท้ไม่เป็นข้อความที่ต้องห้ามในการโฆษณา (1)”

ดิฉันมีความเห็นว่า การโฆษณาที่หมิ่นเหม่ให้ผู้ดูโฆษณาเข้าใจว่าสามารถทำผิดกฎหมายได้ ผู้คิดค้นโฆษณาต้องรับผิดชอบและควรจะมีความผิดด้วยเช่นเดียวกับผู้ให้มีการจัดทำโฆษณา เพราะการกระทำโฆษณานั้นผู้ว่าจ้างจะต้องตรวจสอบก่อนการเผยแพร่ภาพ หากเนื้อเรื่องที่แพร่ออกมาเข้าข่ายผิดศีลธรรมและกฎหมาย ก็ควรแก้ไข มิใช่นำออกอากาศ หรือลองออกอากาศไปก่อน และที่สำคัญคือสถานที่ที่รับโฆษณาต้องร่วมตรวจสอบด้วย ถ้าโฆษณาชิ้นใดน่าจะเข้าข่ายผิดศีลธรรมก็ไม่ควรส่งเสริมเพราะหวังแต่เพียงรายได้

สงสารเยาวชนบ้าง ทุกวันนี้เยาวชนทำตามอย่างโฆษณา ดารากัน โดยไม่อยากประกอบอาชีพอื่นอีกแล้ว. เยาวชน

มณีรัตน์ (มยุรี) ภัคดุรงค์



(update 2 มิถุนายน 2006)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 317 กันยายน 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600