 |
สมรสเป็นโมฆะหาได้ไม่ |
 |
|---|
นิยาย
หากมีแต่บทรักหรือบทเศร้าย่อมไม่ใช่นิยาย จินตนาการของผู้เขียนจึงวาดชีวิตของตัวละครเขียนด้วยอักษร
ให้มีทั้งสุขและทุกข์จนกว่าจะถึงตอนจบไม่ต่างกับชีวิตจริง
ใครจะคาดคิดว่าชีวิตรักของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง เริ่มต้นด้วยความรักความสดชื่นและความหวังที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสามีภริยาทั่วไป
ความใกล้ชิดและบรรยากาศรอบข้างเป็นใจให้ทั้งสองได้เสียกัน จนฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ ฝ่ายชายสอบชิงทุนไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย
ทั้งคู่จึงไปจดทะเบียนสมรส
ครั้นเรียนจบกลับมาทำงานมีหน้ามีตามากขึ้น ชีวิตรักพลิกผัน ชายฟ้องหญิงว่าการจดทะเบียนครั้งนั้นเป็นโมฆะ
เพราะหญิงไม่ทำตามสัญญาที่มีเงื่อนไขต่อกัน เด็กที่เกิดมาไม่ใช่ลูกของชาย อะไรคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการฟ้องครั้งนี้ขอไม่กล่าวถึง
แต่จะพูดถึงคำกล่าวอ้าง และข้ออ้างของหญิงที่เพื่อนๆ พูดถึงความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง
นายกฤตย์ข้าราชการหนุ่มกระทรวงเกษตรฯได้รับทุนไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลีย 2 ปีก่อนหน้านี้
เป็นที่รู้กันระหว่างเพื่อนฝูงว่าหนุ่มน้อยคนนี้มีคนรักชื่อนางสาวกัญชรสสาวสวยพนักงานเทศบาลเมือง จังหวัดขอนแก่น
จากความรักกลายเป็นความสัมพันธ์ลึกซึ้งของคนที่มีใจรักต่อกันจนหญิงตั้งครรภ์ได้ 3 เดือน
ทั้งคู่จึงไปจดทะเบียนสมรสที่เขตบางรัก กรุงเทพฯ ก่อนกฤตย์เดินทางไปเรียนต่อได้หนึ่งสัปดาห์
ภายหลังเรียนจนกลับมาเขาย้ายไปรับตำแหน่งใหม่ที่กรุงเทพฯ และย้ายกลับมารับตำแหน่งใหม่ที่ขอนแก่นอีกครั้งหนึ่ง
กฤตย์ฟ้องกัญชรสให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะ เด็กชายกล้าหาญมิใช่บุตรของเขา
ให้จำหน่ายชื่อของเขาจากฐานะบิดาออกจากสูติบัตรและเอกสารการทะเบียนที่เกี่ยวข้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทย์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทั้งสองคนรู้จักกันมาหลายปี
มีการพบปะไปเที่ยวไหนด้วยกันได้เสียกันเป็นครั้งคราวแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันจนกระทั่งเดินทางกลับเมืองไทย
โจทก์อ้างว่าที่จดทะเบียนให้ครั้งนั้นไม่ได้สมัครใจทนเสียงอ้อนวอนจำเลยไม่ได้ เกรงว่าจะถูกไล่ออกจากราชการ
บุตรในครรภ์ไม่ใช่บุตรของโจทก์เพราะไม่ได้พบปะกันถึง 2 ปีเต็ม
เพื่อเห็นแก่จำเลยที่เคยรู้จักกันสนิทจึงตกปากรับคำ แต่มีเงื่อนไขไว้ว่า หากเขากลับมาทำงานตามปกติให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่า
ระหว่างนั้นห้ามไม่ให้จำเลยไปเที่ยวพูดกับใครอื่นที่เกี่ยวกับตัวเขายกเว้นที่ทำงาน ห้ามยุ่งเรื่องส่วนตัวและติดต่อกับบิดามารดาของเขา
จำเลยรับปากเป็นมั่นเหมาะเขาสงสารจึงจดทะเบียนให้ ครั้นกลับมาจำเลยทำเฉยเสียดื้อๆ และทวงสิทธิของภริยาหนักขึ้น
จนเขาทนไม่ได้ โจทก์อ้างตนเองและพยานอีกหลายปาก
ศาลเห็นว่าพยานโจทก์ล้วนเป็นญาติสนิทคนใกล้ชิดจะนัดแนะให้เบิกความอย่างไรได้ไม่ยาก
และไม่มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าหญิงที่เป็นข้าราชการจะพูดกับคนภายนอกเรื่องโจทก์ไม่ยอมจ่ายเงินค่าทำแท้ง
แต่กลับมายอมจดทะเบียนสมรสให้ซึ่งขัดต่อเหตุผล
ส่วนพี่สาวจำเลยได้ขับรถพาโจทก์จำเลยไปส่งที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ พร้อมมีภาพถ่ายเป็นหลักฐาน
มีเพื่อนๆ พนักงานเทศบาลเบิกความถึงความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างที่คนทั้งสองรักชอบกันอยู่เป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนๆ
โจทก์ย่อมรู้อยู่แก่ใจทั้งสองฝ่ายสมัครใจที่จะไปจดทะเบียนสมรสต่อพนักงานนายทะเบียนเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ
โจทก์จะมาอ้างถึงเงื่อนไขที่จำเลยรับปากไว้มาเป็นเหตุให้การสมรสเป็นโมฆะซึ่งรับฟังไม่ได้
ข้อเท็จจริงเห็นว่าการสมรสสมบูรณ์ตามกฎหมายไม่เป็นโมฆะ
จำเลยตั้งครรภ์ภายหลังได้เสียกับโจทก์จนมีบุตรชายเกิดแต่จำเลยขณะเป็นภริยาโจทก์
เด็กชายกล้าหาญจึงเป็นบุตรโจทก์ด้วย
พิพากษายืน
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 3871/2526
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 13 มีนาคม 2006)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10227 ]
|