 |
สัญญาให้จดทะเบียนสมรส |
 |
|---|
การ
สมรสใช่ว่าจะฝืนใจฝ่ายใดได้ก็หาไม่ เป็นสิทธิของมนุษย์คนหนึ่งที่มีอิสระอย่างสมบูรณ์ที่สมัครใจ
จะสละชีวิตโสดครั้งหนึ่งในชีวิตต้องคิดไตร่ตรองด้วยตัวผู้นั้นเอง จะให้ใครมาชักจูงหว่านล้อม ทำสัญญาจ่ายเบี้ยปรับ
ขนาดถึงขั้นขู่เข็ญคุกคามหาได้ไม่
สัญญาสมรสเป็นสัญญาใจ สัญญารักที่หนุ่มสาวต่างดูใจมั่นใจที่ใช้ชีวิตคู่แม้สุขหรือทุกข์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตร่วมใจกันแก้ไข
จึงไม่มีกฎเกณฑ์ใดเข้ามากำหนดกะเกณฑ์ถึงขั้นต้องทำสัญญาต่อกัน หากสัญญาใดทำไว้ต่อกันว่าฝ่ายใดเบี้ยวผิดสัญญาฝ่ายนั้น
ต้องใช้ค่าเสียหายเช่นนี้ สัญญานั้นคือสัญญาอัปยศ ไม่มีกฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อใช้บังคับได้
ต่างกับเรื่องของการหมั้นย่อมเกิดขึ้นได้ตามประเพณีนิยมและเป็นความสมัครใจเช่นกันกฎหมายเปิดโอกาสให้หนุ่มสาว
ยอมรับกฎเกณฑ์ทางประเพณีตามใจปรารถนา เพียงแต่กำหนดไว้ว่าการหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบ
หรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น
ถือว่าเป็นหลักประกันเกียรติยศที่ชายมอบให้หญิงคนที่เขารักและผูกพัน
เมื่อพิธีหมั้นผ่านไปท่ามกลางประจักษ์พยานของทั้งสองฝ่าย กฎหมายถือว่าเมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่ฝ่ายหญิง
ถ้าฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชาย และฝ่ายที่ผิดสัญญาหมั้นอาจเป็นชายหรือหญิงก็ได้
อีกฝ่ายมีสิทธิเรียกให้รับผิดชอบใช้ค่าทดแทน
ข้อตกลงเรื่องผู้ใดผิดสัญญาไม่ยอมสมรส ผู้นั้นจะต้องจ่ายค่าทดแทนเป็นค่าเสียหายจึงไม่ค่อยจะเกิดขึ้นบ่อยนัก
แต่ใช่ว่าจะไม่เกิดขึ้นเสียทีเดียว ต้องดูเบื้องหลังของชีวิตเป็นเรื่องๆ ไป กรณีผิดสัญญาหมั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่า
และหากเกิดขึ้นแล้วย่อมต้องบังคับตามกฎหมาย
นางสาวมณิภาให้รู้สึกขุ่นเคืองคับแค้นใจเป็นที่ยิ่งที่ไม่อาจทำให้นายสัญญาต้องปฏิบัติตามสัญญาที่ลงชื่อไว้
ต่อหน้าพยานของทั้งสองฝ่ายมีสาระสำคัญว่านับจากนี้ไปอีก 1 ปี ฝ่ายชายมาสู่ขอและจดทะเบียนสมรสกับฝ่ายหญิงด้วย
หากฝ่ายชายผิดสัญญาเมื่อใดต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้น
หนึ่งปีผ่านไปลูกสาวเจ้าของสวนส้มแห่ง อ.ฝาง เฝ้ารอคอยชายผู้ชื่นชอบในตัวเธอลูกบ้านเดียวกัน
ทำตามสัญญาที่ญาติผู้ใหญ่ต่างมาตกลงร่วมกัน แต่สัญญาชายผู้ไม่ปฏิบัติตามสัญญายังคงเงียบหายไม่ส่งข่าวเป็นตายร้ายดีไม่แจ้ง
รู้แต่ว่ายังมีชีวิตเพราะบ้านช่องก็ห่างไกลแค่ 10 หลังคาเรือน เธอจึงตัดสินใจฟ้องศาลฐานผิดสัญญาที่ชายหนุ่มชื่อสัญญา
ตกลงเป็นหนังสือมีข้อตกลงชดใช้ค่าเสียหายไว้ด้วย
ฝ่ายชายคิดอย่างไรไม่รู้ได้ แต่คดีนี้ศาลดูสัญญาทั้งสองฝ่ายทำขึ้นตามสำเนาท้ายฟ้องด้วยความยินยอมทั้งสองฝ่าย
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย พิพากษายกฟ้อง
ที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โดยมิได้ฟังพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์คือให้โจทก์ได้สืบพยานก่อนนั้น เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ถูกต้อง
ศาลฎีกาวิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์เพราะบุกรุกและกระทำมิดีมิร้ายต่อโจทก์
เกรงว่าจะได้รับโทษอาญาจึงทำสัญญาขึ้น คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลนั้น ศาลไม่จำเป็นต้องสืบพยานทุกคดีไป
หากศาลเห็นว่ารูปคดีพอวินิจฉัยไปได้ไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งแต่อย่างใด
กรณีตามฟ้องเป็นสัญญาที่ไม่มีกฎหมายสนับสนุนเพราะไม่ใช่สัญญาหมั้นจึงไม่อาจบังคับได้
คดีจึงไม่จำเป็นจะต้องสืบพยานกันต่อไปดังที่โจทก์ฎีกาขึ้นมา เห็นว่า เมื่อมีการหมั้น
หากฝ่ายใดผิดสัญญาฝ่ายนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ
แต่ไม่มีมาตราใดบัญญัติว่า กรณีไม่มีการหมั้น หากฝ่ายใดผิดสัญญาสมรสฝ่ายนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทนอย่าง
เช่นกรณีการหมั้น
ฉะนั้น กรณีนี้เป็นการตกลงจะสมรสโดยไม่มีการหมั้นจึงอยู่นอกขอบเขตที่กฎหมายรับรองไว้
และจะนำบทบัญญัติทั่วไปว่าด้วยนิติกรรมมาใช้ในกรณีเช่นนี้ก็ไม่ได้ เพราะการหมั้นและการสมรส
กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่สืบพยานนั้นชอบแล้ว
ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ข้อมูล : เทียบเคียบคำพิพากษาฎีกาที่ 3865/2526
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 13 มีนาคม 2006)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 04 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10220 ]
|