 |
อะไรกัน |
 |
|---|
มีการเปรียบเทียบให้เห็นชีวิตครอบครัวถึงความสัมพันธ์
ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ว่า "ไม่ต่างไปจากขมิ้นกับปูน" มีความหมายว่าทั้งสองฝ่ายไม่ค่อยจะลงรอยกันนัก
เป็นความต่างกันของพื้นเพเดิม ความเชื่อ การอบรม และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งนอกจากความต่างกันทางความคิดและนิสัยใจคอ
นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของแรงกดดันที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะราบรื่นนักระหว่างบุคคลสองฝ่าย
ขณะที่คนกลางซึ่งต้องทำหน้าที่ของลูกที่ดีของแม่และเป็นสามีที่ดีของภริยา
ดูแลรับผิดชอบไม่ให้เกิดจุดขัดแย้งและปัญหาใดๆ แต่ไม่อาจหลีกเลี่ยงความต่างกันทางความคิด
จนกลายเป็นความขัดแย้งบานปลายไปสู่การทะเลาะอาจรุนแรงถึงขั้นมองหน้ากันไม่ได้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น
บางคนบอกว่าดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของชีวิต แต่คนรุ่นใหม่อาจเห็นว่าสิ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องปกตินั้น
ย่อมหลีกเลี่ยงได้ด้วยการสร้างครอบครัวใหม่เกิดการสร้างค่านิยมใหม่ภายหลังแต่งงาน
แยกออกมาสร้างบ้านช่องเรือนหอตามใจปรารถนา
ความขัดแย้งไม่ได้ยุติลงง่ายๆ นักระหว่างบุคคลสองฝ่ายแม้ว่าภายหลังผู้เป็นสามีถึงแก่ความตาย
ผู้เสียชีวิตอาจมีทรัพย์มรดกทิ้งไว้เอาติดตัวไปไม่ได้แม้แต่เรือนร่างจะกลายเป็นผงธุลี แต่เงินสดในธนาคาร
บ้านที่อยู่หรือเรือนหอ โฉนดที่ดิน พันธบัตร หนี้สินต้องมีผู้จัดการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าวให้แก่คนมีชีวิตอยู่ตามสิทธิ
ผู้นั้นต้องจัดการ "ทรัพย์มรดก" เพื่อแบ่งบันตามลำดับชั้นของทายาท
บางครั้งแม้ว่าเจ้ามรดกจะมีทรัพย์สินมากมายไม่เกิดปัญหาแย่งมรดก
เพราะตกลงกันภายในครอบครัวแต่ก็ไม่เสมอไปทีเดียว
คดีมรดกจึงเกิดขึ้นเป็นประจำ
แต่บางเรื่องน่าจะไม่เกิดขึ้นนี่คือที่มาของชื่อเรื่อง แต่เกิดขึ้นจนได้ สู้คดีกันถึงสามศาล
ระหว่างแม่สามีในฐานผู้จัดการมรดกของลูกชายที่เสียชีวิตเป็นโจทก์ ยื่นฟ้องลูกสะใภ้เป็นจำเลย
ให้ส่งมอบโฉนดที่ดินและสมุดฝากเงินของลูกชาย
ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ติดตามดูแล้วท่านจะรู้เอง
ภายหลัง นายกัญจน์ ข้าราชการวัยกลางคนเสียชีวิตลง นางกุลนิภา
ผู้เป็นมารดาเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลได้บอกกล่าวไปยัง นางเฉิดพิไล
ลูกสะใภ้ให้ส่งมอบโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 1 โฉนด และสมุดเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง
เธอผู้เป็นแม่ของสามีของลูกสะใภ้จะได้ทำหน้าที่ให้เสร็จลุล่วง แต่ไม่อาจทำได้เพราะลูกสะใภ้ไม่ร่วมมือ
ความจริงเป็นเช่นไรให้ดูการนำสืบในชั้นศาล หลังจากที่แม่สามีฟ้องลูกสะใภ้ให้ส่งมอบทรัพย์แก่เธอ
คดีถึงที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ตามปัญหาดังกล่าวจำเลยนำสืบว่าสมุดบัญชีเงินฝาก
และโฉนดที่ดินของสามีถูกเจ้าหนี้เงินกู้ยึดไว้ประกันหนี้เพราะได้กู้เงินมาต่อเติมและซ่อมแซมบ้าน
ลำพังเงินเดือนของเธอในหน้าที่พนักงานบริษัทและเงินเดือนสามีมีไม่เพียงพอ
สามีเป็นผู้กู้แต่เธอเป็นผู้ลงลายมือกู้ในสัญญาคนเดียว และต้องกู้เงินอีกจำนวนหนึ่งมา
เพื่อจัดการงานศพให้แก่สามีให้สมเกียรติที่เขาเสียชีวิตไป ขณะนี้ตัวเธอเองไม่มีเงินไปชำระหนี้
เจ้าหนี้จึงยึดไว้และนี่คือที่มาที่เธอไม่อาจส่งมอบทรัพย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ได้
โจทก์นำสืบว่า จำเลยไม่ยอมให้หลักฐาน และเกี่ยงให้ตัวเธอลงลายมือชื่อในกระดาษไม่ปรากฏข้อความ 1 แผ่นไม่ได้อธิบายอะไรทั้งสิ้น
เธอเห็นว่าไม่ถูกต้องจึงไม่ยอมร่วมมือ จำเลยไม่เคยบอกกล่าวให้รู้ถึงสาเหตุของเจ้าหนี้ได้ยึดโฉนดที่ดินและสมุดฝากเงินธนาคารแต่อย่างใด
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยและผู้ให้กู้ได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือและได้ยึดหลักฐานดังกล่าวไว้เป็นประกัน
แต่จำเลยไม่ได้แสดงหลักฐานสัญญากู้เงินเป็นพยานโดยไม่ปรากฏเหตุผล และเบิกความขัดแย้งกัน
ผู้ให้กู้ว่าได้รับดอกเบี้ยเป็นรายเดือน แต่จำเลยอ้างว่าไม่เคยชำระดอกเบี้ย
คำเบิกความของโจทก์ว่าไม่เคยทราบเรื่องดังกล่าวจากจำเลย
หากเป็นจริงตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จำเลยน่าจะบอกโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกได้ทราบเสีย
ตั้งแต่เมื่อถูกทวงถามหลักทรัพย์ของสามี ข้อเท็จจริงที่จำเลยอ้างจึงฟังไม่ขึ้น
ให้ส่งมอบโฉนดที่ดินและสมุดเงินฝากธนาคารให้แก่โจทก์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา
พิพากษายืน
ข้อมูล: เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 2367/2526
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 10 มีนาคม 2006)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10199 ]
|