แบบไหนฟ้องเรียนค่าเลี้ยงดูบุตรได้


ดิฉันได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่ง เราคบกันโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ดิฉันเข้าใจมาเสมอว่าเขาเป็นพ่อม่าย ลูกติด 1 คน

ดิฉันเคยถามถึงแม่ของลูก เขามักจะบ่ายเบี่ยงที่จะพูดถึง และเมื่อเลี่ยงไม่ได้ก็จะตอบว่า ทนไม่ได้กับผู้หญิงคนนั้น ที่ยังติดต่อกันอยู่บ้าง ก็เพื่อลูก เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนรับผิดชอบต่อครอบครัว (หมายถึงพ่อแม่ของเขา) และลูกเสมอ แถมยังชอบพูด และแสดงความรับผิดชอบต่อดิฉันด้วยการพาไปให้เพื่อนๆ เขารู้จัก และชวนดิฉันไปบ้านเขาเสมอมันทำให้ดิฉันเชื่อใจว่า เขาไม่มีพันธะผูกพันกับภรรยาเก่า

แต่ดิฉันกลับมารู้ความจริง เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ หนำซ้ำขณะอายุครรภ์ได้ 2 เดือน ทราบว่า เขามีลูกอีกคนที่ไม่เคยพามาที่บ้านเขาเลย ดิฉันยิ่งฉงนไปใหญ่! อะไรกัน ? ทำไมไม่บอกเราว่ามีลูกอีกคน เขาจะอ้างเสมอนะคะว่า ที่เขาค้างกับดิฉันไม่ได้ เพราะต้องตื่นแต่เช้าไปส่งหลานเรียนหนังสือ แม่เขาก็เป็นคนที่ไม่ค่อยชอบใครง่ายๆ ให้ใจเย็นๆ

จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนของเขาทนพฤติกรรมของเขาไม่ไหว บอกความจริงกับดิฉันทั้งหมดว่า เขายังไม่เลิกกับภรรยาเก่า เมื่อดิฉันถามเขาๆ กลับตอบว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวที่เรา (ดิฉัน) จะรู้ไปทำไม และยังบอกว่า ดิฉันก็รู้ว่าเขามีเมียแล้วและดิฉันก็ไปหาเขาที่บ้านเอง เขาไม่ผิด และยังว่าดิฉันอีกว่าไปท้องกับใครมาก็ไม่รู้จะให้เขารับผิดชอบ ไม่ใช่ลูกเขา (อันนี้เขาพูดกับคนอื่นนะคะ) และก็พูดกับคนอื่น อีกค่ะว่า (คนละคนนะ) ลูกของเขาๆ รับชอบอยู่แล้วเขาจะส่งเสียเงินทองจ่ายค่าคลอดให้ ดิฉันงงค่ะกับคำพูดของเขา ที่พูดกับคนนั้นอีกอย่างกับคนนี้อีกอย่าง และเขาก็ไม่รับผิดชอบดิฉันอีกเลย ตั้งแต่ดิฉันรู้ความจริง เราเลยเลิกติดต่อกันจนกระทั่งวันหนึ่งภรรยาเขาโทรมาด่าดิฉันอย่างแรง (ด่าให้คนอื่นฟัง)

คนอื่นๆ ที่ว่านี้ล้วนมาเล่าให้ดิฉันฟังทั้งหมด และยังบอกนะคะว่าให้ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรเลยเพราะคนๆ นี้ ควรได้รับบทเรียนที่ทำกับผู้หญิงไว้เยอะ แต่ตัวเขามาพูดกับดิฉันดีมากค่ะว่าจะจ่ายค่าคลอดให้จะส่งเสียเลี้ยงดูบุตรด้วย จนกระทั่งปัจจุบันลูกดิฉันอายุ 9 เดือนแล้ว ยังไม่ได้รับการดูแลอะไรจากเขาแม้แต่บาทเดียว ไม่เคยสนใจมาดู มาถามไถ่ สงสัยกลัวว่าต้องรับผิดชอบค่ะ บอกตรงๆ นะคะ ดิฉันทุกข์ทรมานใจตลอด แต่ลูกฉันก็คลอดครบกำหนดนะคะและดิฉันก็รักลูกมากด้วย มากถึงมากที่สุด

ดิฉันต้องทำงานเพื่อลูก ไปไหนก็เอาลูกไปด้วย ไปค้าขายก็หิ้วลูกไปด้วย ทุกๆ วันดิฉันต้องขับรถตลอด เพราะต้องส่งของลูกค้า เก็บเงินลูกค้า และรับผิดชอบทุกอย่างในบ้านค่ะ ดิฉันจะขอถามคุณทรายได้ไหมคะว่าดิฉันควรทำอย่างไร
1. ดิฉันควรจะฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรจากเขาดีไหมคะ เพื่อเป็นการสั่งสอนบทเรียนเขาให้รู้จักรับผิดชอบ ตามที่เพื่อนเขาพูด เขาประกอบอาชีพเปิดอู่ซ่อมรถยนต์ค่ะ

2. ดิฉันเคยท้าเขาว่าจะฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร เขาบอก "เชิญเลยฟ้องเลย เขาไม่มีให้ ก็คนไม่มีเงิน" เขาอ้างได้ด้วยหรือคะก็มันไม่ใช่เป็นหนี้ นี่เรียกค่าเลี้ยงดูบุตรนะค่ะ ฟ้องได้ใช่ไหมคะ ?

3. การฟ้องร้องจะฟ้องได้นานแค่ไหนค่ะ และถ้าฟ้องแล้ว ศาลตัดสินว่าเขาต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร หากถึงเวลาที่ต้องจ่าย แล้วถ้าเขาทำเฉยจะทำอย่างไรค่ะ

4. ถ้าฟ้อง ดิฉันจะมีโอกาสชนะมั้ยค่ะ คือลูกดิฉันเป็นผู้หญิงหน้าเหมือนเขามากเลยคะ ใครเห็นใครก็บอก แต่เขาก็บอกว่าไม่ใช่ลูกเขา และบอกอีกว่า ถ้าเป็นลูกเขา เขาต้องรับผิดชอบ เหมือนเป็นคนดีนะคะ

5. ดิฉันฟ้องหมิ่นประมาทได้ไหมคะ ทีเขาว่าดิฉันลับหลังอย่างนี้กับหลายๆ คน คือ เขากลิ้งกลอกมากค่ะ พูดก็บอกไม่ได้พูด ดิฉันมีพยานเป็นบุคคลค่ะ มีพร้อมเลย คือ ดิฉันอยากบอกเขาค่ะ ถ้าไม่ต้องกรับผิดชอบพูดกับดิฉันตรงๆ ดิฉันเลี้ยงลูกได้ดีทุกอย่าง แต่นอกจากไม่รับผิดชอบแล้วยังว่าดิฉันเสียๆ หายๆ ไม่พอยังยกพวกที่บ้านมาด่าว่าดิฉันอีก
ดิฉันดีใจที่ลูกดิฉันไม่มีพ่อเป็นคนแบบนี้และลูกดิฉันก็ไม่ควรรู้ด้วยค่ะ ดิฉันจะบอกว่าเขาตายไปตั้งแต่ดิฉันท้อง

แม่น้องพริม
นครราชสีมา


ข้อวินิจฉัยตามกฎหมาย

จากจดหมายของคุณแม่น้องพริมนี้ผมจะตอบไปเป็นลำดับ ดังนี้นะครับ ก่อนอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1564 วรรแรก กำหนดไว้ว่า บิดามารดา จำต้องอุปการะเลี้ยงดู และให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตร ในระหว่างที่ยังเป็นผู้เยาว์

แต่เนื่องจากกรณีนี้ คุณแม่น้องพริมไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับฝ่ายชาย บุตรที่เกิดมาจึงยังไม่เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชาย ดังนั้น การจะฟ้องเรียนค่าเลี้ยงดูบุตรหรือที่ภาษากฎหมายเรียกว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูจากฝ่ายชายนั้น จะต้องทำให้บุตรที่เกิดขึ้นมามีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชายเสียก่อน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1547 กำหนดไว้ว่าหากบิดา มารดา ไม่ได้สมรสกันมาก่อน การที่จะทำเด็กให้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีคือ
1. เมื่อบิดา และมารดาได้มีการสมรสกันในภายหลัง
2. เมื่อบิดาได้จดทะเบียนว่าเด็กที่เกิดขึ้นมานั้นเป็นบุตรของตน
3. เมื่อศาลมีคำพิพากษาว่าให้เด็กเป็นบุตรของฝ่ายชาย
ในกรณีของคุณแม่น้องพริมนี้หากไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกับฝ่ายชายได้ หรือฝ่ายชายไม่ยินยอมจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรก็คงต้องใช้วิธีฟ้องคดีต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของฝ่ายชายเพื่อให้เกิดสิทธิในการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดู

สำหรับในกรณีนี้คุณแม่น้องพริมเล่าว่าฝ่ายชายมีการพาไปรู้จักกับเพื่อน และพาไปที่บ้านโดยแนะนำว่าเป็นภรรยาด้วย ดังนั้น เหตุที่ใช้อ้างเพื่อฟ้องคดีนั้นอาจอ้างว่า ได้มีการอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผยในระยะเวลาซึ่งหญิงมารดาอาจตั้งครรภ์ได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1555(5) หรือว่าหากฝ่ายชายได้เป็นผู้แจ้งการเกิดหรือรู้เห็นยินยอมในการแจ้งนั้นก็สามารถอ้างต่อศาลได้เช่นกัน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1555(4) ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูจะเรียกจากฝ่ายชายได้หรือไม่และมากน้อยเพียงใดนั้น ศาลจะพิจารณาจากความสามารถของผู้มีหน้าที่ให้ กับฐานะของผู้รับและพฤติการณ์แห่งกรณี

ตามที่คุณแม่น้องพริมเล่ามานั้น ฝ่ายชายเปิดกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ก็ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า ฝ่ายชายมีรายได้ต่อเดือนจากการประกอบกิจการประมาณเท่าไหร่ หรือมีรายได้อย่างอื่นนอกเหนือจากนั้นหรือไม่ แล้วทางเราต้องการค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อเดือนเท่าไหร่ ศาลจะพิจารณาถึงความเหมาะสมที่จะไม่ให้กระทบกระเทือนต่อฐานะทางเศรษฐกิจของฝ่ายที่ให้ และก็เป็นการช่วยเหลือในระดับที่เหมาะสมกับทางฝ่ายผู้รับด้วย

อันนี้ต้องเอาเรื่องตัวเลขและความจำเป็นมาว่ากันให้ศาลเห็นเป็นกรณีๆ ไป ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้จะต้องเป็นเงินที่เรียกต่อไปในอนาคต จะสั่งย้อนไปเกี่ยวกับเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ค้างชำระกันอยู่ก่อนแล้วหาได้ไม่ (ฎีกา 293/2506) หมายความว่าฝ่ายที่ฟ้องจะเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังขึ้นไปก่อนฟ้องคดีไม่ได้ ได้แต่จะเรียกต่อไปในภายภาคหน้าเท่านั้น

ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ส่วนมากจะกำหนดชำระเป็นเงิน โดยวิธีชำระกันเป็นครั้งคราวตามกำหนด เช่น ชำระทุก 1 เดือนหรือทุก 3 เดือนเป็นต้น แต่คู่กรณีก็อาจตกลงชำระกันเป็นอย่างอื่นหรือวิธีอื่นได้ เช่น ฝ่ายชายจะชำระให้เป็นเงินก้อนทีเดียว หือให้ถือหุ้นในบริษัท หรือรับเป็นทรัพย์สิน หรือสิทธิประโยชน์อย่างอื่นแทนอันนี้ก็แล้วแต่ตกลงกันครับ

ในกรณีที่ศาลไม่พิพากษาให้ชะรำค่าอุปการะเลี้ยงดู เพราะเหตุที่ฝ่ายชายไม่อยู่ในฐานะ ที่จะให้ค่าอุปการะได้ในขณะนั้น หากพฤติการณ์ หรือรายได้หรือฐานของฝ่ายชายดีขึ้น ฝ่ายหญิงก็อาจร้องขอให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งในคดีนั้นใหม่โดยให้ชำระมากขึ้นก็ได้ หรือในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ฝ่ายชายชำระแต่ต่อมาฝ่ายชายฐานะยากจนลงฝ่ายชาย ก็อาจร้องขอต่อศาลให้ลดค่าอุปการะเลี้ยงดูลงได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ในกรณีที่มีเหตุผลพิเศษและเพื่อประโยชน์ของเด็ก ศาลอาจจะกำหนดให้เด็กไปอยู่ในสถานการศึกษาหรือสถานวิชาชีพอื่น เช่น โรงเรียนประจำ โดยให้ผู้ที่มีหน้าที่ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูออกค่าใช้จ่ายให้

สำหรับการฟ้องร้องคะดีนี้จะต้องยื่นต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง หรือถ้าในจังหวัดใดมีศาลเยาวชนและครอบครัวอยู่แล้วก็ยื่นที่จังหวัดนั้น โดยคุณแม่น้องพริมสามารถฟ้องขอให้รับเด็กเป็นบุตรและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไปในคราวเดียวกันได้ ในระหว่างที่เด็กอายุยังไม่ครบ 15 ปี บริบูรณ์คุณแม่น้องพริมต้องฟ้องคดีแทน แต่หากเด็กอายุครบ 15 ปีแล้ว จะต้องฟ้องคดีเอง โดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมของคุณแม่ แต่หากเด็กบรรลุนิติภาวะแล้วจะต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี นับแต่วันที่บรรลุนิติภาวะ

สำหรับคดีจะใช้ระยะเวลานานหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเตรียมพยานหลักฐานไว้พร้อมหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ทางศาลยุติธรรมก็ใช้ระบบการพิจารณาคดีแบบต่อเนื่องและครบองค์คณะอยู่แล้ว ถ้าเอกสารพยานหลักฐานพร้อมก็ใช้เวลาไม่นาน ส่วนโอกาสจะชนะคดีหรือไม่นั้น ในปัจจุบันนี้ก็มีตรวจพิสูจน์ทาง ดี เอ็น เอ ถ้าเทียบระหว่างพ่อกับลูกแล้วตรงกัน ศาลก็ยังคงเชื่อว่าเป็นลูกของฝ่ายชายจริง และก็ต้องไปพิจารณาเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูต่อไป

ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแล้วไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ฝ่ายที่ต้องได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูก็อาจดำเนินการบังคับคดี โดยการยึดทรัพย์ หรืออายัดทรัพย์ของฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องชำระได้

สำหรับในเรื่องการฟ้องหมิ่นประมาทนั้น จะต้องได้ความว่า ข้อความที่ฝ่ายชายไปกล่าวกับบุคคลอื่นนั้นไม่เป็นเรื่องจริงและทำให้เราได้รับความเสียหาย ซึ่งอาจฟ้องได้ทั้งคดีแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายและคดีอาญาเพื่อให้ได้รับโทษจำคุกหรือโทษปรับก็ได้ครับ คุณแม่น้องพริมคงได้ข้อมูลไปพอสมควรแล้วนะครับ ส่วนจะฟ้องคดีหรือไม่ก็ต้องตัดสินใจเองนะครับ

ยุวสันต์ วิเวกเมธากร



(update 23 มิถุนายน 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600