 |
ลงโทษ-ทำร้าย เส้นแบ่งที่พ่อแม่เป็นผู้กำหนด |
 |
|---|
เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินได้ฟังข่าวเกี่ยวกับเรื่องเด็กผู้ชายคนหนึ่ง
ที่ถูกแม่ล่ามโซ่ไว้หน้าบ้าน แถวจังหวัดสมุทรปราการบ้างนะครับ ผมขออนุญาตเล่าเรื่องย่อๆ
เพื่อฟื้นความจำสักนิดหนึ่ง เรื่องก็มีอยู่ว่าเจ้าเด็กน้อยคนนี้ชื่อเล่นว่า จูเนียร์ อายุ 11 ปี
เป็นเด็กที่มีนิสัยติดเกมคอมพิวเตอร์อย่างมาก ทุกวันหลังเลิกเรียนเจ้าหนูน้อยรายนี้จะต้องไปเล่นเกม
กว่าจะเลิกเล่นก็ดึกดื่น บางครั้งก็แอบเอาเงินแม่ไปเล่นเกมด้วย
ทางโรงเรียนของเจ้าหนูน้อยวัย 11 ขวบรายนี้ ก็เคยเรียกคุณแม่ไปพบที่โรงเรียน
เพื่อแจ้งพฤติกรรมดังกล่าวของลูกชาย ซึ่งคุณแม่ก็ได้ตักเตือนไปหลายทีแล้ว
แต่ก็ยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิม จนอยู่มาวันหนึ่งเจ้าหนูน้อยจูเนียร์คงเล่นเกมเพลินมากไปหน่อย
เลยกลับบ้านซะเกือบเที่ยงคืนเลย คราวนี้คุณแม่คงเหลืออดแล้วจริงๆ เลยจับเจ้าจูเนียร์ตี
กล้อนผมและใช้โซ่ลามเจ้าเด็กน้อยไว้กับประตูบ้านในคืนนั้นจนถึงตอนเช้าเรียกว่า
หลับคาประตูบ้านกันเลยทีเดียว
พอรุ่งเช้าคุณแม่ท่านนี้ก็ออกไปทำงานตั้งแต่เช้า แต่ยังคงปล่อยให้หนูน้อยถูกล่ามโซ่อยู่
คุณย่าของเด็กซึ่งอยู่ด้วยกันก็สงสารแต่ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะไม่มีกุญแจไขให้
เพื่อนบ้านผ่านมาผ่านไปเห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจให้มาช่วยเจ้าหนูน้อยรายนี้
เมื่อตำรวจมาถึงก็โทรศัพท์เรียกแม่ของเด็กให้กลับมาไขกุญแจให้
ซึ่งต่อมาเมื่อคุณแม่กลับมาถึงและไขกุญแจให้เจ้าจูเนียร์แล้ว ก็ถูกตำรวจแจ้งข้อหากักขัง
หน่วงเหนี่ยว ซึ่งเป็นโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 310 วรรคแรก
ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"
คราวนี้คุณแม่ท่านนี้เลยต้องตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่ได้รู้ตัวมาก่อนว่าสิ่งที่ตนกระทำนั้นเป็นความผิด
เธอให้สัมภาษณ์นักข่าวว่าที่กระทำการดังกล่าวลงไปเกิดจากความเครียด
เนื่องจากสามีเข้าโรงพยาบาลร่วมเดือนแล้ว ตนเองมีอาชีพขายประกัน ชีวิตต้องหาเลี้ยงครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว
จึงรู้สึกลำบากมาก ประกอบกับลูกเป็นเด็กที่พูดไม่ฟังและติดเกมเป็นอย่างมาก
ในวันดังกล่าวรู้สึกเหลืออดแล้วจึงจับไปล่ามโซ่ไว้หน้าบ้าน
ผมได้ฟังข่าวดังกล่าวแล้วก็เลยไม่รู้จะสงสารใครดี เพราะฝ่ายแม่ก็อยากให้ลูกได้ดี
ส่วนเด็กก็ยังเป็นเด็กก็คงอยากสนุกสนานตามประสาเด็ก
แต่ที่แน่ๆ เจ้าเกมคอมพิวเตอร์คงหนีไม่พ้นเป็นจำเลยสังคมในงานนี้
ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยมีการพูดคุยกันหลายครั้งและหลายฝ่าย ทางรัฐบาลโดยกระทรวงไอซีทีเอง
ก็มีมาตรการให้ร้านเกมปิดตามกำหนดเวลา
แต่ทั้งหลายทั้งปวงนี้ปัญหาดังกล่าวก็ยังมิได้เบาบางลงแต่อย่างใด
ทั้งๆ ที่สมัยนี้เด็กก็มีกิจกรรมให้ทำมากมายมากกว่าเด็กสมัยก่อน
แต่จำนวนเด็กที่ติดเกมกลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก จึงน่าแปลกใจว่ามาตรการต่างๆ
ที่ออกมานั้นใช้ได้ผลจริงหรือไม่ ซึ่งคงต้องมีการประเมินผลกันให้เป็นเรื่องราวกันต่อไปด้วย
กลับมาที่คุณแม่ซึ่งตอนนี้ได้ถูกตำหนิคดีไปแล้ว ผมก็อยากเรียนท่านผู้อ่านว่า
ตามกฎหมายของบ้านเราก็มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567
ได้บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจของพ่อแม่ต่อเด็กไว้ดังนี้ " ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ
(1) กำหนดที่อยู่ของบุตร
(2) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
(3) ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
(4) เรียกบุตรคืนจากผู้อื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย"
เห็นได้ว่ากฎหมายตามมาตรา 1567(2) ก็ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในครอบครัวด้วย
แม้กระทั่งการลงโทษลูกก็ยังต้องกระทำตามสมควร และเป็นไปเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนเท่านั้นจะไปทำโทษ
เพราะพ่อหรือแม่เครียดมาจากเรื่องอื่นแล้ว มาทำโทษเด็กโดยที่เด็กไม่ได้ทำผิดก็ไม่ได้
อันนี้กฎหมายเขาคุ้มครองส่วนที่ว่าจะลงโทษอย่างไรถึงสมควรนั้นคงต้องดูพฤติการณ์ที่เด็กกระทำผิดว่า
ร้ายแรงมากน้อยแค่ไหน และมาตรการที่ใช้ลงโทษเด็กจะต้องมีความเหมาะสม ได้สัดส่วนด้วย
ซึ่งคงต้องดูกันเป็นเรื่องๆ ไปแล้วแต่กรณี
ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นข้างต้นคุณแม่คงถูกตำรวจดำเนินคดีไปแล้ว
โดยการสอบสวนจะมีเจ้าหน้าที่ประชาสงเคราะห์ นักจิตวิทยาและพนักงานอัยการเข้ามาร่วมสอบสวนด้วย
แต่เนื่องจากกรณีนี้การหน่วงเหนี่ยว กักขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310
กฎหมายกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 321
คดีนี้เข้าใจว่าก็คงมีการยอมความกันเนื่องจากต่างฝ่ายต่างก็เป็นแม่เป็นลูกกัน
แม้คุณแม่รายนี้อาจจะทำรุนแรงไปบ้างในสายตาของหลายคนแต่ก็คงเป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบ
ประกอบกับมีความเครียดสะสม การดำเนินคดีคุณแม่ต่อไปผมเห็นว่าคงไม่มีประโยชน์อะไร
รังแต่จะทำให้เกิดความยุ่งยาก ลำบากกับครอบครัวเปล่าๆ เนื่องจากตัวคุณแม่ก็ต้องทำงานหาเลี้ยงทั้งสามีและลูกอีก
ในเรื่องนี้คงพอเป็นอุทาหรณ์ที่ดีให้กับอีกหลายครอบครัวที่ประสบปัญหาคล้ายคลึงกันเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี
การแก้ปัญหาเด็กติดเกมหรือติดทีวีนั้นมีหลายวิธีทั้งการเล่นดนตรี กีฬา หรือกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ
ที่สำคัญตัวผู้ปกครองเองก็ต้องมีเวลาให้กับลูกด้วย ลำพังแต่สั่งสอนลูกอย่างเดียวผมว่าคงยังไม่พอ
สมัยนี้ผู้ปกครองต้องเป็นเสมือนเพื่อนของลูกด้วย หากสละเวลาให้ครอบครัวสักนิดแล้ว
ได้มีการพูดคุยกันอย่างมีเหตุผล ไม่ดุด่ากันแล้ว ผมว่ากรณีอย่างนี้คงมีให้เห็นไม่บ่อยนัก
ยุวสันต์ วิเวกเมธากร
(update 28 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 พฤศจิกายน 2547 ]
|