 |
ยึดที่ดินแทนค่าจัดการศพ |
 |
|---|
ข้ออ้างที่ว่า น้องทุกคนยอมยกที่ดินมรดกเพื่อจัดการงานศพของพ่อ
และชำระหนี้บางส่วนทำให้ดูเหมือนว่ามีสัญญาเกิดขึ้นแล้ว
แม้ว่าทุกคนจะเข้าใจว่าเป็นข้อตกลงระหว่างพี่น้องซึ่งถือว่าเป็นทายาทโดยธรรม
ของเจ้าของทรัพย์มรดกก็ตาม หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสำคัญ
ถ้ามีการเบี้ยวข้อตกลงเกิดขึ้นในภายหลัง จะส่งใบเสร็จไปเรียกเก็บเงินกับพี่น้องคนไหนดี
หลังจากที่นายผาดแต่งงานอยู่กินฉันสามีภริยากับนางเผื่อน ตั้งแต่ พ.ศ.2460 เป็นต้นมา
สองคนสามีภริยาต่างช่วยกันทำสวนรับซื้อพืชไร่ ส่งให้พ่อค้าคนกลางในเมือง จังหวัดนครราชสีมา
จนฐานะพอมีอันจะกิน มีบุตรด้วยกัน 5 คน ทั้งคู่เสียชีวิตไล่เลี่ยกันในปี พ.ศ.2529
นางปรุงบุตรสาวคนโตแต่งงานกับหนุ่มลูกคนมีฐานะละแวกนั้น
ตกลงกับพี่น้องทุกคนว่าจะทำศพพ่อแม่ให้สมฐานะ
น้องทุกคนให้นางปรุงรับภาระเพราะฐานะดีกว่าคนอื่น
ส่วนหนี้สินค้างค่าพืชไร่จำนวนหนึ่งนางปรุงชำระหนี้แทนพ่อเพื่อรักษาเครดิตและชื่อเสียง
เมื่อทำศพเรียบร้อย นางปรุงร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก
ศาลชั้นต้นแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการ
หลังจากนั้นนางปรุงได้โอนที่ดินของผู้ตายโฉนดที่ 1532 จำนวน 5 ไร่
อยู่ที่อำเภอสูงเนิน จำนวน 5 ไร่ และไม่แบ่งปันที่ดินอีก 2 แปลงให้แก่ทายาท
นายปกป้องน้องคนเล็กจึงฟ้องศาล ให้ถอนนางปรุงจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
และให้เพิกถอนนิติกรรมโฉนดที่ 1532 กลับมาเป็นทรัพย์มรดกของนายผาดตามเดิม
นางปรุงตกเป็นจำเลยและต่อสู้คดีว่าที่ดินโฉนดที่ 1532
น้องทุกคนต่างยินยอมยกให้จำเลยในฐานะเป็นผู้จัดการศพผู้ตายและชำระหนี้บางส่วนให้แก่ผู้ตายไปแล้ว
ส่วนที่ดินอีก 2 แปลง ผู้ตายได้ยกให้น้องอีก 2 คนไว้ทำประโยชน์มาหลายปีแล้วจนถึงปัจจุบัน
ตั้งใจจะโอนโฉนดที่ดินเท่านั้น ได้ทำโดยชอบไม่มีเหตุที่จะถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก
คดีถึงที่สุด ศาลวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอ้างว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
ซึ่งไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือไปแล้วย่อมเป็นอันสมบูรณ์ โจทก์จะนำคดีมาฟ้องอีกไม่ได้นั้น
จำเลยกล่าวอ้างในเรื่องสัญญาต้องมีภาระพิสูจน์ หลักกฎหมายในเรื่องนี้
ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด
หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่
ศาลเห็นว่าหมายความรวมถึงการต่อสู้คดีด้วย
กรณีข้อต่อสู้ของจำเลย ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือจึงรับฟังตามข้อต่อสู้ของจำเลยไม่ได้
ทั้งนี้ ไม่ว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตามสัญญาแล้วหรือไม่ก็ตาม ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ส่วนการโอนที่ดินทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นของตนเอง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากน้องๆ
ผู้มีสิทธิรับมรดกตามส่วนแบ่ง เป็นการละเลยไม่ทำการตามหน้าที่
มีพฤติการณ์ไปในทางที่อาจทำให้เกิดความเสียหายแก่ทายาทของผู้ตายอันเป็นเหตุที่สมควร
จะถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
โจทก์ในฐานะของทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกจึงเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีสิทธิร้องขอ
ให้ถอนผู้จัดการมรดกได้ จึงสมควรตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายผาดผู้ตายแทนจำเลย
ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดที่ 1532
กลับเป็นทรัพย์มรดกของนายผาดผู้ตายตามเดิม
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 4289/2534
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 12 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9898 ]
|