เรื่องของ สินสอด ทองหมั้น


สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่เคารพ ช่วงนี้หลายท่านคงมีเวลาพาครอบครัวไปเที่ยวพักผ่อนยังต่างจังหวัดกันบ้างนะครับ เนื่องจากเป็นช่วงที่นักเรียน นักศึกษาปิดเทอมกัน ก็ถือว่าเป็นการสานสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดี หลังจากที่ต่างคนต่างต้องรับผิดชอบทั้งในเรื่องการงาน และการเรียนกันอย่างคร่ำเคร่ง ยังไงก็ขับรถกันด้วยความระมัดระวังด้วยนะครับ

เมื่อเร็วๆ นี้ พอดีมีรุ่นพี่ผมคนหนึ่ง เผอิญแกต้องไปหมั้นสาวที่ต่างจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือ ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ต้องมีสินสอนและของหมั้น คราวนี้แกก็ถามผมว่า ไอ้สินสอดและของหมั้นนั้นมันมีความหมายอย่างไร และกฎหมายไยมีเขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ ในเรื่องนี้ผมก็พอรู้อยู่บ้างเนื่องจากคุณแม่ผมเป็นคนขอนแก่น เวลาญาติพี่น้องแต่งงานทีผมก็มีโอกาสได้ไปร่วมงานอยู่บ่อยๆ จนซึมซับบรรยากาศประเพณีของท้องถิ่นอยู่บ้าง ประกอบกับสมัยเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วิชากฎหมายครอบครัวเป็นวิชาที่ผมทำคะแนนได้ดีที่สุด ตั้งแต่เรียนมาเลยทำให้ผมมีกำลังใจในการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง พอผมตั้งสติได้ก็ค่อยๆ อธิบายให้พี่เขาฟังดังนี้

ของหมั้นกับสินสอดนั้นแน่นอนย่อมเป็นของที่ฝ่ายชายให้กับฝ่ายหญิง เนื่องจากเราเป็นคนไทย ซึ่งฝ่ายชายต้องไปขอฝ่ายหญิง แต่ถ้าเป็นที่อินเดียก็อาจจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับเพราะฝ่ายหญิงต้องไปขอฝ่ายชาย ส่วนข้อแตกต่างนั้น ขอให้จำไว้ง่ายๆ ว่า ของหมั้นนั้นเป็นของที่ชายคู่หมั้นมอบไว้ให้แก่หญิงคู่หมั้นเพื่อว่าจะสมรสกัน ส่วนสินสอดนั้นเป็นของที่ฝ่ายชายคู่หมั้นมอบไว้ให้แก่พ่อ แม่ ผู้ปกครองของฝ่ายหญิง ตามพจนานุกรมฉบับเฉลิมพระเกียนติ พ.ศ.2530 ได้ให้คำนิยามของคำว่าสินสอดว่า “เป็นเงินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาหญิงที่จะแต่งงานเป็นค่าน้ำนมข้าวป้อน” ส่วนคำนิยมของคำว่า ของหมั้นนั้นได้แก่ “ของที่มอบให้ฝ่ายหญิงเพื่อแสดงว่าจะแต่งงานด้วย” สำหรับในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยเราก็ได้บัญญัติในเรื่องสินสอด และของหมั้นไว้ในเรื่องครอบครัวโดยมีสาระสำคัญอยู่ในมาตรา ๑๔๓๗ ว่า

“การหมั้นจะสมบูรณ์ต่อเมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับหญิงนั้น เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง สินสอดเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดา มารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง หรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบทำให้ไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้ ถ้าจะต้องคืนของหมั้นหรือสินสอดตามหมวดนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๔๑๒ ถึงมาตรา ๔๑๘ แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับโดยอนุโลม”

จะเห็นได้ว่าของหมั้นนั้นจะตกเป็นสิทธิของฝ่ายหญิงคู่หมั้นทันทีที่มีการส่งมอบทรัพย์สิน และทำให้เกิดสัญญาหมั้นขึ้นมาด้วย

ซึ่งการเกิดสัญญาหมั้นนั้นมีผลตามกฎหมายตามมา หลายประการที่สำคัญคือทั้งสองฝ่ายจะต้องประพฤติตัวให้เหมาะสมดีงาม ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรักษาหน้าของอีกฝ่ายในฐานะที่จะเป็นสามีหรือภรรยาในอนาคต หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยังประพฤติตัวไม่ดี เช่น ยังไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงหรือผู้ชายคนอื่นอีกอาจเป็นเหตุให้อีกฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญาหมั้น และเรียกค่าทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๓๙ ที่ว่า

“เมื่อมีการหมั้นแล้วถ้าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเรียกให้รับผิดใช้ค่าทดแทน ในกรณีที่ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นให้คืนของหมั้นแก่ฝ่ายชายด้วย”

นอกจากนี้ของหมั้นนั้นคือทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่ฝ่ายหญิงในขณะทำการหมั้น ส่วนทรัพย์สินที่ฝ่ายชายสัญญาว่าจะให้แก่ฝ่ายหญิงภายหลังการหมั้นนั้น ไม่ถือว่าเป็นของหมั้น ดังนั้นของที่ฝ่ายชายให้ภายหลังจึงไม่ตกอยู่ในภายใต้บังคับในเรื่องของหมั้นซึ่งในเรื่องนี้เคยมี คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๘๙/๒๔๙๒ ตัดสินไว้ ยกตัวอย่างเช่น ในวันหมั้น นาย ก. ได้ให้แหวนเพชร 1 วง ไว้เป็นของหมั้นกับนาวสาว ข. และสัญญาว่าอีกหนึ่งสัปดาห์จะให้รถเบนซ์อีกคันหนึ่ง ปรากฏว่าถัดมาอีก 3 วัน นาย ก. เกิดเปลี่ยนใจไปแต่งงานกับนางสาว ค. หน้าตาเฉย อย่างนี้นางสาว ข. มีสิทธิเรียกค่าทดแทน และริบของหมั้นคือแหวนเพชรไว้ได้ ส่วนเงินอีก 1 ล้านบาท ที่นาย ก. สัญญาว่าจะให้นั้นนางสาว ข. ไม่สามารถเรียกร้องได้เนื่องจากไม่ใช่ของหมั้น เป็นต้น

คราวนี้รุ่นพี่ผมคนที่จะไปหมั้นพี่แกมีคำถามมาถามผมอีกว่า ถ้าเกิดหมั้นไปแล้วอยู่ๆ แฟนแกไม่อยากแต่งงานด้วยคราวนี้จะทำยังไง จะไปฟ้องขอให้ศาลบังคับให้ฝ่ายหญิงมาแต่งงานด้วยได้หรือไม่ ผมก็เลยตอบไปว่า ในเรื่องนี้นะพี่กฎหมายเขาเขียนไว้ชัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๓๘ ไว้ว่า

“การหมั้นไม่เป็นเหตุที่จะร้องขอให้ศาลบังคับให้สมรสได้ถ้าได้มีข้อตกลงกันไว้ว่าจะให้เบี้ยปรับในเมื่อผิดสัญญาหมั้น ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ”

ดังนั้น หากแฟนพี่ไม่อยากแต่งงานก็ช่วยไม่ได้ แต่พี่สามารถไปเรียกค่าทดแทนได้ หากการไม่ยอมแต่งงานนั้นเกิดจากความผิดของฝ่ายหญิง แต่พี่ห้ามไปกำหนดเบี้ยปรับล่วงหน้า เช่น ถ้าหมั้นแล้วไม่ยอมแต่งงานต้องจ่ายเงินให้ 1 ล้านบาท อย่างนี้ถือว่าเป็นโมฆะ รุ่นพี่ผมคนเดิมฟังแล้วทำหน้างงๆ ไปซักพักในใจแกคงนึกว่า เอ๊ะ ทำไมศาลบังคับให้แต่งงานไม่ได้นะ ผมพอรู้ใจแกเลยอธิบายต่อไปว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องหนี้กระทำการ และเป็นเรื่องเฉพาะตัว ศาลไม่สามารถไปบังคับฝืนใจให้ใครไปทำอะไรได้ ไม่เหมือนกับการมีคำพิพากษาให้ใช้เงินหากจำเลยไม่ยอมใช้โจทก์ก็สามารถไปยึดทรัพย์สินมาชำระแทนเงินได้ แต่ในเรื่องการแต่งงานศาลคงไม่สามารถบังคับให้ใครไปแต่งงานกับใครได้ แกเลยทำหน้าเข้าใจขึ้นมาหน่อยนึง

ก่อนแกเดินทางจากผมไปเพื่อไปเตรียมตัวเดินทางไปต่างจังหวัดเหมือนแกนึกขึ้นได้หันกลับมาถามผมใหม่ว่า เออ แล้วถ้าหมั้นแล้วพี่เกิดตายไปจะมีผลเป็นยังไงล่ะ ผมได้ฟังคำถามแล้วก็นึกยิ้มอยู่ในใจว่ารุ่นพี่คนนี้ ช่างละเอียดรอบคอบเสียจริงๆ แล้วเลยตอบแกไปว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๔๔๑ นะพี่

"ถ้าคู่หมั้นฝ่ายหนึ่งตายก่อนสมรส อีกฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องค่าทดแทนไม่ได้ ส่วนของหมั้นหรือสินสอดไม่ว่าชายหรือหญิงตาย หญิงหรือฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนให้แก่ฝ่ายชาย"

รุ่นพี่แกเลยร้องอ้อ เข้าใจแล้ว ผมเลยแหย่แกว่า ยังไงไปหมั้นแล้วก็ขับรถกลับดีๆ นะพี่ อย่าไปเมามายซะก่อนหล่ะ ผมยังไม่อยากให้พี่ใช้มาตรานี้ครับ

ยุวสันต์ วิเวกเมธากร



(update 2 เมษายน 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600