 |
แม่และลูก ผูกพันกันอย่างไร ทางกฎหมาย |
 |
|---|
สวัสดีเทศกาลวันแม่ครับท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปีก็ถือว่า
เป็นช่วงเทศกาลวันแม่นะครับ ยิ่งโดยเฉพาะปีนี้ถือว่าเป็นโอกาสพิเศษเนื่องจากสมเด็จพระราชินีของพวกเรา
มีพระชนมายุครบ 72 พรรษา ในปีนี้ด้วย ทั้งทางภาครัฐและเอกชนก็ได้จัดให้มีงานเฉลิมฉลอง
และมีกิจกรรมมากมายเกี่ยวกับวันแม่ ในปีนี้เทศกาลวันแม่จึงดูคึกคักเป็นพิเศษในช่วงนี้ดอกมะลิ การ์ด
และของขวัญที่เกี่ยวกับวันแม่ก็พลอยขายดีเป็นเทน้ำเทท่าไปด้วย พ่อค้าแม่ค้าบ้านเราก็คงพอยิ้มออกกันบ้างนะครับ
ในส่วนของคอลัมน์กฎหมายกับผู้หญิงฉบับประจำเดือนสิงหาคมนี้ ผมก็คิดอยู่นานพอสมควรว่า
จะนำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวกับความเป็นแม่ให้ท่านผู้อ่านได้ทราบ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศวันแม่
ซึ่งเนื้อหามันก็มีอยู่หลายแง่มุม คิดไปคิดมาก็น่าเขียนทุกมุม ประเภทรักพี่เสียดายน้อง
ก็เลยตัดสินใจว่าจะเขียนเรื่องของความเป็นแม่แบบรวมมิตรกฎหมายที่เกี่ยวกับแม่ซะเลย
ก็เลยเป็นที่มาของเรื่องสิทธิและหน้าที่ของมารดาต่อบุตร
ท่านผู้อ่านที่เป็นคุณแม่หรือกำลังจะเป็นคุณแม่ในเร็ววันนี้ เคยนึกสงสัยไหมครับว่า
กฎหมายไทยเรานี้มีแนวคิดและเนื้อหาระหว่างแม่กับลูกอย่างไร ผมเชื่อว่า
น้อยรายนักที่จะเคยหยิงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องครอบครัวขึ้นมาอ่านใช่ไหมครับ
อันนี้ผมเข้าใจดีเพราะภาระในการเลี้ยงลูกก็แทบจะไม่มีเวลาอยู่แล้ว ยิ่งหากมีงานทำด้วยแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่
แต่ไม่เป็นไรครับ เพียงท่านมีบันทึกคุณแม่อยู่ในมือ ท่านก็จะได้ทราบเรื่องดังกล่าวอย่างแน่นอน
ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า กฎหมายของเรากำหนดว่าลูกที่เกิดมานั้นอาจจะไม่ใช่ลูกโดยชอบด้วยกฎหมายของพ่อเสมอไป
เพราะบางทีพ่อกับแม่อาจจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย แต่ลูกที่เกิดมานั้นถือว่าเป็นลูกที่ชอบด้วยกฎหมาย
ของฝ่ายหญิงเสมอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1546 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า
เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชาย ให้ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น
ทั้งนี้ก็เพราะกฎหมายเห็นว่ามารดาเป็นคนตั้งครรภ์นั่นเอง
การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายนี้ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายหลายประการทั้งต่อตัวมารดาและบุตรเอง
เช่น ในเรื่องอำนาจปกครองบุตร อำนาจการจัดการทรัพย์สินของบุตร การเป็นทายาทโดยธรรมในการรับมรดก
เป็นต้น ซึ่งผมจะค่อยๆ เล่าให้ท่านได้ทราบต่อไป
เมื่อเด็กเกิดมาแล้วถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของมารดาดังได้กล่าวมาแล้ว
ในเรื่องการใช้นามสกุล หากไม่ปรากฏว่าเด็กมีพ่อ เด็กคนนั้นย่อมมีสิทธิใช้นามสกุลของแม่ได้
ป.พ.พ. มาตรา 1561 วรรค 2... ในกรณีที่บิดาไม่ปรากฏ บุตรมีสิทธิใช้ชื่อสกุลของมารดา
หรือหากภายหลังรู้ตัวว่าใครเป็นพ่อของเด็กแล้ว หากเด็กนั้นอายุยังไม่ครบ 15 ปีบริบูรณ์
แม่ของเด็กก็มีสิทธิที่จะฟ้องคดีแทนเด็ก เพื่อขอให้ฝ่ายชายรับเด็กเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายได้
เนื่องจากการเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย จะมีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูและได้รับมรดกจากฝ่ายชายผู้เป็นพ่อด้วย
แต่ถ้าเด็กอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว จะต้องฟ้องคดีด้วยตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1556
หน้าที่ตามกฎหมายของแม่ซึ่งบัญญัติไว้ในกฎหมายก็คือต้องให้การอุปการะเลี้ยงดู
และให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ หรือแม้แต่กรณีที่บุตรบรรลุนิติภาวะ (ครบ 20 ปีบริบูรณ์) แล้ว
เป็นผู้ทุพพลภาพ และหาเลี้ยงตัวเองมิได้ แม่ก็ยังต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564
เมื่อลูกต้องอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของแม่แล้ว แม่ก็ย่อมต้องมีอำนาจที่จะปกครองลูกด้วย
ซึ่งกฎหมายกำหนดอำนาจให้แม่มีสิทธิ 4 ประการ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1567 ดังนี้
1. กำหนดที่อยู่ของบุตร
2. ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน
3. ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป
4. เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ในกรณีที่ลูกเป็นคนไร้ความสามารถโดยคำสั่งศาล คือ เป็นคนวิกลจริต หรือเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ
อันได้แก่ บุคคลที่มีการฟั่นเฟือน จิตไม่สมประกอบ ประพฤติสุรุ่ยสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมาเหล่านี้
กฎหมายก็กำหนดให้แม่ต้องเป็นผู้อนุบาลให้แก่ลูกในกรณีที่เป็นคนไร้ความสามารถ
แล้วแต่กรณีทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1569
นอกจากหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ในระหว่างที่ลูกยังเป็นผู้เยาว์อยู่นั้น
แม่ยังต้องดูแลจัดการในเรื่องทรัพย์สินของลูกด้วย และกฎหมายยังกำหนดด้วยว่า
แม่จะต้องจัดการทรัพย์สินนั้นด้วยความระมัดระวัง เช่น วิญญูชนจะพึงทำตาม ป.พ.พ. มาตรา 1571
แต่ถ้ามีพ่ออยู่ด้วยก็ต้องช่วยกันจัดการทรัพย์สินร่วมของลูกด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม การดูแลจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์นี้หากแม่หรือพ่อ หรือทั้งแม่และพ่อจะทำนิติกรรมใดๆ
เกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น ขาย ขายฝาก จำนอง ให้เช่าที่ดินเกิน 3 ปี ให้กู้ยืมเงิน ให้โดยเสน่หา ประนีประนอมยอมความ
หรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยฯ นิติกรรมเหล่านี้จะต้องได้รับการอนุญาตจากศาลก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574
อาจมีข้อสงสัยอยู่ว่า ถ้าเกิดแม่ไม่มีอำนาจปกครองบุตร เช่น ถูกถอนอำนาจปกครอง
เนื่องจากความประพฤติไม่เหมาะสม หรือได้หย่าร้างกันและตกลงกันว่าให้ลูกอยู่กับฝ่ายชายอย่างนี้
แม่จะมีสิทธิอย่างไรต่อลูกบ้างหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1584/1 บัญญัติว่า บิดามารดาย่อมมีสิทธิ
จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามควรแห่งพฤติการณ์ไม่ว่าบุคคลใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจหรือผู้ปกครองก็ตาม
อำนาจปกครองของแม่ที่มีต่อลูกตามกฎหมายนี้ จะหมดสิ้นไปเมื่อลูกบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ผมเห็นว่า
แม้พันธะในทางกฎหมายจะหมดสิ้นไปแต่สายใยและความผูกพันระหว่างแม่กับลูกนี้
ก็ยังคงมีตลอดไปตราบชั่วนิรันดร์ครับ
ยุวสันต์ วิเวกเมธากร
(update 18 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 สิงหาคม 2547 ]
|