 |
ฟ้องสมรสเป็นโมฆะเด็กไม่ใช่ลูก |
 |
|---|
ความกล้าหาญของผู้ชายที่ตกอยู่ในฐานะสามีตามกฎหมาย หากจะใช้อย่างมีความรับผิดชอบ
ในความเป็นพ่อของลูกย่อมจะได้รับคำยกย่องสรรเสริญไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใครมีตำแหน่งยากจนร่ำรวยปานใด
แต่ถ้าใช้ฟ้องเด็กอ้างว่าไม่ใช่บุตรตัวเองนั้น ต้องมีหลักฐานเชื่อถือได้ก่อน มิฉะนั้นอาจมองหน้าใครไม่ได้
ถ้าแพ้คดี หากมองแต่เพียงว่าภริยาจดทะเบียนสมรสกันไม่เกินแปดเดือนคลอดลูกหาใช่ลูกของตัวเอง
ผู้เป็นพ่อย่อมรู้แก่ใจได้ดีกว่าบุคคลอื่น อะไรคือสาเหตุของการปฏิเสธว่าเด็กคนนั้นคือผู้สืบสายโลหิต
ผู้กล่าวอ้างต้องคำนึงถึงความมีศีลธรรมและคุณธรรมเป็นสำคัญ
กฎหมายคือทางออกของปัญหาและยุติปัญหาก็จริงอยู่ คำพิพากษาของศาลขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานจะเชื่อฝ่ายใดดี
ปัญหาเรื่องความรู้สึกที่ดีงาม ความผูกพันฉันพ่อแม่ลูกจะมีสิ่งโยงใยต่อกันนั้นให้สงสัยอยู่
นอกจากต้องทำตามคำสั่งศาลและมโนธรรมนับจากนี้ไป
เชษฐานายทหารหนุ่มพบรักฐานมาศ ณ สถานบังเทิงย่านถนนอาร์ซีเอในงานฉลองปริญญา
ด้วยความใกล้ชิดและความมีเสน่ห์ของเชษฐาทั้งสองได้เสียกันและฐานมาศเริ่มรู้สึกผิดปกติเกิดขึ้น
มารู้ภายหลังไม่กี่วันต่อมาว่าตั้งครรภ์ เชษฐาแสดงความรับผิดชอบทำการสู่ของเธอและแต่งงานตามประเพณี
ท่ามกลางความยินดีของพ่อแม่ผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ของทั้งสองฝ่าย
"ความรักเริ่มต้นแต่หนตำบลใดเล่าย่อมรู้ล่วงหน้าได้ แต่ความชังและสิ้นรักนั้นมันอาจเริ่มต้นเมื่อใดได้เช่นกัน
เพียงแต่มันจะค่อยคืบคลานเข้ามาและลงเอยด้วยการทะเลาะ"
อะไรคือสาเหตุของปัญหาชีวิตสามีภริยามีคำตอบหลายคำตอบ ความหวาดระแวง
หรือเพียงถูกใช้เป็นข้ออ้างไม่มีใครคาดเดาได้ ถึงขนาดฟ้องลูกและขอหย่าภริยาดังที่เชษฐาฟ้องฐานมาศ
ขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างเขาและเธอตกเป็นโมฆะ และให้พิพากษาว่าเด็กหญิงส้มไม่ใช่บุตรสาวของโจทก์
ฐานมาศถึงกับหลั่งน้ำตาเจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก เธอไม่คาดหมายว่าจะได้รับการกล่าวหาจากชายผู้เป็นสามี
และพ่อของลูกเยี่ยงนี้ เธอต่อสู้คดีด้วยความเจ็บช้ำเพื่อศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงและเพื่อรักษาเกียรติของตัวเองและสิทธิของลูก
ศาลเชื่อพยานหลักฐานและข้ออ้างของเธอหรือไม่สุดแล้วแต่เวรกรรมและฟ้าดินจะรู้เห็นเป็นพยาน
เธอได้ทอดอาลัยแล้วชีวิตนี้ เธออยากจะฆ่าตัวตายวันละหลายครั้งมาติดที่ลูกต้องกำพร้าแม่ตั้งแต่ยังเยาว์วัย
ในที่สุด ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนสมรสสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยตั้งครรภ์ภายหลังได้เสียกับโจทก์
เด็กหญิงส้มเกิดแต่ฐานมาศขณะที่เป็นภริยาโจทก์ชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นบุตรของโจทก์
แม้ว่าคดีสิ้นสุดลงแล้วโจทก์ก็ยังมาฟ้องภริยาและบุตรเป็นจำเลยทั้งสองอีก อ้างว่าได้พยานหลักฐานใหม่
ดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่บุตรในทางกฎหมายถือเป็นฟ้องซ้ำหาอาจทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปไม่
ศาลไม่อาจอนุญาตให้ยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมได้ แม้ฟังว่าจำเลยที่ 1 ขอให้สมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายฯ
ช่วยไกลเกลี่ยให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นการร้องขอความช่วยเหลือตามสิทธิแห่งกฎหมาย
ไม่ใช่เป็นการประพฤติชั่วอันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1
พิพากษายกฟ้องและให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุตรสาวเป็นเงิน 300,000 บาท
และอีกเดือนละ 4,000 บาท จนกว่าจะบรรลุนิติภาวะกับให้ภริยาใช้อำนาจปกครองบุตรสาวแต่เพียงฝ่ายเดียว
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 3102/2541
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 22 กุมภาพันธ์ 2005)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 05 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9828 ]
|