 |
สามีบอกล้างนิติกรรม |
 |
|---|
แม้ว่าจะเป็นสิทธิส่วนตัวของภริยาย่อมมีอำนาจทำสัญญาขายที่ดินให้แก่ผู้ใดก็ได้
โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากสามี กฎหมายย่อมคุ้มครองคู่สัญญา
แต่ให้ดูข้อเท็จจริงว่ามีการซื้อขายกันตามปกติหรือไม่ เพราะหากผู้ซื้อใช้อุบาย หลอกลวง
ขู่เข็ญก่อให้เกิดนิติกรรมขึ้น การซื้อขายอาจเป็นโมฆะก็ได้
นายศิลป์ชันอาชีพสถาปนิกประจำบริษัทแห่งหนึ่งได้รับความจริงบางประการว่า
ภริยาชื่อนางวาสนาได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ย่านพระโขนง 3 ห้อง
ให้แก่พี่ชายของเธอชื่อนายก่อเกียรติ แม้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวจะเป็นสินส่วนตัวที่ภริยาได้รับจากบิดาของเธอ
ก่อนที่จะแต่งงานกับเขาก็ตาม เพราะการทำนิติกรรมครั้งนี้ไม่ชอบมาพากลและเขาไม่ได้ให้ความยินยอม
มาทราบภายหลังที่ได้รับทุนได้ดูงานที่ยุโรปเดินทางกลับก่อนภริยาเสียชีวิตไม่เกิน 6 เดือน
ก่อนเสียชีวิตภริยาป่วยเป็นโรคทางระบบประสาทขาดสติสัมปชัญญะ ไม่สามารถรู้ผิดชอบเช่นบุคคลธรรมดาทั่วไปได้
จึงถูกพี่ชายใช้อุบายขู่เข็ญ หลองลวง จึงได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกล้างนิติกรรมดังกล่าว
และเป็นโจท์กฟ้องพี่ชายภริยาจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลุกสร้างเป็นโมฆะ
จำเลยให้การว่าฟ้องเคลือบคลุมเพราะไม่ได้บรรยายให้ชัดเจนว่าจำเลยให้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญอย่างไร
การใช้อุบายหลอกลวงและการขู่เข็ญไม่สามารถทำในเวลาเดียวกันได้ ที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรส
แต่เป็นสินส่วนตัวที่น้องสาวของเขาได้รับจากบิดาก่อนที่จะแต่งงานกับโจทก์
น้องสาวจึงมีอำนาจจัดการได้ตามกฎหมายโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากสามี
ขณะทำสัญญานั้นวาสนาไม่ได้ป่วยแต่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี การให้ทนายความมีหนังสือแจ้งมา
ถือว่าโจทก์ไม่ได้บอกล้างโมฆียะกรรมโดยชอบ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จะฟังว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆียะ
และโจทก์ได้บอกล้างแล้ว แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้ว่าจะนิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆียะ และโจทก์ได้บอกล้างแล้ว
แต่โจทก์ไม่ได้เสนอคืนเงินค่าที่ดินที่วาสนาได้รับ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยโอนที่ดิน
ให้แก่โจทก์แต่ฝ่ายเดียวขอให้ยกฟ้อง
คดีนี้สู้กับถึงสามาศาล ดูซิครับว่าผลดีเป็นอย่างไร
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาซื้อขายระหว่างจำเลยและน้องเป็นโมฆียะตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่
ประเด็นแรก เป็นที่ดินส่วนตัวผู้ขายจึงมีอำนาจทำสัญญาซื้อขายที่ดินโดยไม่ต้องให้ความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นสามี
แต่ขณะทำนิติกรรมตามฟ้องอ้างว่าวาสนาป่วยเป็นโรคทางระบบประสาท ขาดสติสัมปชัญญะไม่สามารถรู้สึกผิดชอบ
มีการใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ โจทก์บรรยายฟ้องทั้งสองเหตุรวมกันมาก็ไม่เคลือบคลุม
เพราะการใช้อุบายหลอกลวงขู่เข็ญ โจทก์บรรยายฟ้องทั้งสองเหตุรวมกันมาก็ไม่เคลือบคลุม
เพราะการใช้อุบายหลองลวงกับขู่เข็ญอาจเกิดขึ้นพร้อมๆ กันได้ ส่วนจำเลยจะได้ทำอย่างไรเป็นรายละเอียด
ที่โจทก์จะต้องนำสืบให้ชั้นพิจารณา
โจทก์มีนายแพทย์ผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยมาให้การว่าวาสนาได้มารับการรักษาโดยมีอาการทางประสาท
ซึ่งไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ ความโลหิตสูงและต้องถึงแก่ความตายบันทึกของแพทย์มีรายละเอียดแสดงว่า
อาการป่วยถึงขนาดไม่สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นจึงง่ายแก่การหลองลวง
ประกอบกับบุตรทั้งสองคนของวาสนาเบิกความว่าวันจดทะเบียนโอนขายที่ดินตามฟ้อง
จำเลยพามารดาของเขาอ้างว่าจะพาไปเที่ยวบ้านจำเลยพบปะญาติพี่น้อง ต้องพยุงผู้ป่วยขึ้นรถไป
หลังจากกลับบ้าน เธอมีอาการเสียใจ ร้องไห้และบ่นเรื่องเกี่ยวกับการโอนที่ดินให้จำเลย
แสดงว่าผู้ป่วยมิได้สมัครใจโอนที่ดินให้จำเลย
เห็นว่าพยานโจทก์มั่นคง พยานจำเลยไม่อาจหักล้างพยานโจทก์ การปกปิดความจริงแก่ลูกชายทั้งสองว่า
จะพาผู้ป่วยไปเยี่ยมญาติกลับพาไปจดทะเบียนทำนิติกรรมตามฟ้อง ก็เพียงพอที่จะทำให้ฟังได้แล้วว่า
นิติกรรมดังกล่าวเกิดจากกลฉ้อฉลหรือการใช้อุบายหลอกลวงของจำเลย ย่อมเป็นโมฆะ
โจทก์ในฐานะทายาทของวาสนาย่อมมีสิทธิบอกล้างได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
การบอกล้างเป็นโมฆียะกรรมไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือ
เมื่อนิติกรรมการซื้อขายตกเป็นโมฆะในการนี้ให้ผู้เป็นคู่กรณีได้กลับคืนยังฐานะเดิม
ดังนั้น จำเลยต้องโอนที่ดินกลับคืนให้แก่ทายาทของผู้ตายโดยผลของกฎหมาย
ซึ่งมิใช่เป็นการคืนโดยการเลิกสัญญาที่จำเลยอ้างว่าใบอำนาจให้บอกล้างนิติกรรมไม่ถูกต้อง
และโจทก์มิได้เสนอคืนราคาที่ดินที่วาสนาผู้ตายได้รับไปคงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืนยัน
จำเลยต้องออกแรงเรียกค่าคืนที่ดินเองเสียแล้ว
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 5137/2533
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 22 มกราคม 2005)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9793 ]
|