 |
หลักคือสุจริต |
 |
|---|
การรับเป็นผู้จัดการมรดกขึ้นอยู่กับความสมัครใจหลักจากที่ทายาท
หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ถามไปว่าจะรับหรือปฏิเสธ
ประเด็นสำคัญหากตอบรับย่อมเกิดสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้จัดการมรดก
ดังนั้นถ้าจะรับก็ให้รีบตอบเสียภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ถูกถาม
แต่การรับเป็นผู้จัดการมรดกนั้นจะทำภายหลังหนึ่งปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกตายไม่ได้
เว้นแต่ศาลจะอนุญาต หากพฤติการณ์ไม่สุจริตของผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกขัดกับบทบัญญัติของกฎหมาย
ศาลเห็นว่าผู้นั้นไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกตามคำร้องก็ได้
นางสมทรง อดีตพนักงานรัฐวิสาหกิจถึงแก่กรรมภายหลังเกษียณอายุ สามีเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้แล้ว
มีลูกชายหนึ่งคนมีอาชีพบริการรถตู้ออกต่างจังหวัดเป็นประจำ เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตทันที
มีภริยาชื่อนางชุดาและบุตร 2 คน ก่อนที่จะเสียชีวิตสมทรงได้ขอให้น้องชายชื่อนายสมรักษ์
ทำพินัยกรรมยกที่ดิน 100 ตารางวาพร้อมบ้านหนึ่งหลัง และที่ดินอีกแปลงหนึ่ง 50 ตารางวา
ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินทั้งสองโฉนดอยู่ติดกันย่านหนองแขมให้แก่ลูกสะใภ้และหลานทั้งสองคน
สมรักษ์จึงเขียนพินัยกรรมให้น้องชายคนรองชื่อนายสุรินทร์เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
และให้หลานชายอีกสองคนเป็นพยาน ภายหลังเจ้าของมรดกถึงแก่กรรมสุรินทร์ในฐานะผู้จัดการมรดก
ตามพินัยกรรมจึงร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ศาลขั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาผู้ร้องฎีกา
มีข้อน่าสังเกตว่าคดีนี้ต่างไปจากการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายคือไม่มีผู้คัดค้านสู้คดีกัน
ให้รู้ดำรู้แดงกันถึงสามศาล มีข้อเท็จจริงอะไรอยู่เบื้องหลังของคำสั่งที่ไม่แต่งตั้งผู้ร้องขอทั้งสองศาล
ประเด็นของเหตุอยู่ตรงไหน ถือว่าเป็นคดีที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เห็นว่า แม้คดีนี้จะไม่มีผู้ใดคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้องก็ตาม
ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลต้องห้ามในการเป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย แต่การแต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ศาลย่อมใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงความเหมาะสมเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกเป็นสำคัญ
ในเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องได้ร้องขอให้พนักงานที่ดินยืนยันที่ดิน 1 แปลง
ตามเอกสารหมายก่อนวันเบิกความถึง 8 เดือนภายหลังที่เจ้ามรดกได้ถึงแก่กรรมประมาณเกือบ 3 ปี
จึงเป็นการต้องห้ามตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ กล่าวคือ การรับเป็นผู้จัดการมรดกจะทำภายหลัง 1 ปี
นับแต่วันที่เจ้ามรดกตายไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าผู้ร้องไม่ได้แสดงเหตุผล
และความจำเป็นที่ผู้ร้องเพิ่งขอจัดการมรดกตามพินัยกรรมและร้องขอจัดการมรดก
หลังจากที่เจ้ามรดกตายนานถึงเกือบ 3 ปี ทั้งไม่ได้ความว่าผู้ร้องแจ้งให้นางชุดาลูกสะใภ้ของเจ้ามรดก
และเป็นผู้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรมให้รู้รับทราบเพื่อรับโอนที่ดินมรดกแต่อย่างใด
แต่กลับได้ความว่าผู้ร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินโอนที่ดินมรดกให้แก่ผู้ร้องเสียเอง
นอกจากนี้ผู้ร้องเบิกความว่าเท่าที่ผู้ร้องทราบผู้ตายมีที่ดิน 1 แปลงเท่านั้น
ซึ่งขัดกับผู้ทำพินัยกรรมคือสมรักษ์อ้างว่าผู้ตายมีที่ดินอยู่ 2 แปลง
แสดงว่าผู้ร้องไม่มีความสุจริตในการรักษาผลประโยชน์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้รับพินัยกรรมของเจ้ามรดก
จึงไม่เหมาะสมในการเป็นผู้จัดการมรดกตามคำร้อง พิพากษายืน
ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 5022/2533
รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช
(update 7 มกราคม 2005)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9786 ]
|