ใครเป็นผู้อนุบาล


ระหว่างลูกที่ชอบด้วยกฎหมายเกิดจากภรรยาคนแรก และภรรยาคนที่สองที่อยู่กินกันมาฉันสามีภรรยาและจดทะเบียนสมรสกันในที่สุด ภายหลังที่ผู้เป็นพ่อและเป็นสามีต้องมีปัญหาเรื่องสุขภาพ และความจำเสื่อมไปตามวัย เดินเหินแทบไม่ได้ ต้องให้แพทย์ทำการรักษาและมีผู้ดูแลใกล้ชิด หากผู้ที่อยู่ในฐานะเป็นคู่สมรสในขณะนั้น และบุตรสืบสายโลหิตต่างยื่นคำร้องขอและคัดค้านกันเป็นผู้อนุบาล

นายศรชัย ทายาทตระกูลขุนนางเก่า แต่งงานกับบุตรสาวเศรษฐีชาวจังหวัดขอนแก่น มีบุตรด้วยกันสองคน คนโตชื่อ นายพอใจ

ศรชัยรับราชการกระทรวงเกษตรฯ ก่อนหย่าขาดจากภรรยาคนแรกมีตำแหน่งถึงระดับรองอธิบดีกรมหนึ่ง อีกสองปีต่อมาพบรักใหม่อยู่กินกันฉันสามีภรรยากับ นางสาวโสภี พนักงานธนาคารมีชื่อเสียง และจดทะเบียนสมรสกับเธออีกห้าปีต่อมาภายหลังที่โสภีกำเนิดบุตรชายคนแรก

ภายหลังเกษียณอายุจากวันนั้นนับไปอีกหกปีต่อมา พอใจ บุตรชาย ร้องขอต่อศาลชั้นต้นว่า นางวีนัส มารดาได้ถึงแก่กรรมไปเมื่อสองปี ศรชัยบิดามีอาการสมองเสื่อม ขาดความรับผิดชอบเดินไม่ได้ พูดเลอะเลือน มีลักษณะเป็นคนไร้ความสามารถ แพทย์ผู้ทำการรักษาบอกว่า ประสาทขาดการสั่งงาน สมองเสื่อม ไม่สามารถรักษาให้หายได้ปกติ พ่อมีทรัพย์สินเฉพาะที่ดินในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรวมแล้ว 20 แปลง มูลค่าประเมินได้ 50 ล้านบาท มีที่ตึกแถวบ้านเรือนให้เช่า รวมถึงหุ้นส่วนในบริษัทอีกหลายบริษัท ซึ่งจำเป็นต้องมีผู้ดูแลรักษาผลประโยชน์เพื่อมิให้เกิดความเสียหาย

ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าศรชัยผู้เป็นบิดาเป็นคนไร้ความสามารถและตั้งพอใจในฐานะผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล

โสภียื่นคำคัดค้าน อ้างว่าอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับศรชัยตั้งแต่ปี 2508 และจดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2515 มีบุตรด้วยกันหนึ่งคน บุตรของวีนัสทุกคนมิได้อยู่กับศรชัยแยกย้ายไปอยู่ที่อื่นหลายปีแล้ว เธอเป็นผู้ดูแลสามีตลอดมา มีความใกล้ชิด สามารถพูดและสื่อภาษากันได้และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ผู้ร้องแม้ว่าจะย้ายมาอยู่กับสามีหลายปีก็จริงอยู่แต่ไม่สามารถสื่อภาษาหรือความหมาย และไม่ต้องการดูแลให้การรักษาพยาบาล คงเจตนาจะเข้าดูแลผลประโยชน์ทรัพย์สินของสามีเธอเท่านั้น ผู้ร้องไม่สมควรเป็นผู้อนุบาล ขอให้ยกคำร้องขอและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเพียงคนเดียวเป็นผู้อนุบาล

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศรชัยเป็นคนไร้ความสามารถ โดยให้โสภีผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาล ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธณ์พิพากษาแก้เป็นให้ทั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้อนุบาลศรชัยร่วมกัน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านเป็นภรรยา สามีภรรยานั้นต้องอยู่ด้วยกัน และต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน อันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยา ที่กฎหมายบัญญัติไว้ และแม้จะฟังได้ว่าผู้ร้องเป็นบุตรสืบสายโลหิตของศรชัย ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูศรชัยผู้เป็นบิดาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ก็จริงอยู่

แต่การตั้งผู้อนุบาลนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้สามีหรือภรรยาเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ภรรยาหรือสามีย่อมเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แต่เมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอและถ้ามีเหตุสำคัญ ศาลจะตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลก็ได้"

เห็นว่าในเบื้องต้นจะต้องตั้งคู่สมรสเป็นผู้อนุบาลก่อนคนเดียว หากมีผู้ร้องขอหรือมีเหตุสำคัญ ศาลจะตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลก็ได้ หากตั้งทั้งสองฝ่ายร่วมกันเป็นผู้อนุบาลน่าจะไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย และจากทางนำสืบของทั้งสองฝ่ายก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุสำคัญที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาล

ส่วนศาลอุทธรณ์เห็นว่า การตั้งผู้ร้องเข้ามาเป็นผู้อนุบาลร่วมกับผู้คัดค้าน เพื่อจะช่วยกันดูแลผลประโยชน์ของศรชัยไม่ให้เกิดความเสียหายได้นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า การจัดการสินสมรสของคนไร้ความสามารถนั้นผู้อนุบาลต้องปฏิบัติตามที่กฎหมายบัญญัติ และจะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ดังนั้น จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะตั้งผู้ร้องเป็นผู้อนุบาลร่วมกับผู้คัดค้าน

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ผู้คัดค้านแต่ผู้เดียวเป็นผู้อนุบาลศรชัยผู้เป็นสามีคนไร้ความสามารถ

ข้อมูล : เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 6939/2537

รศ.พิศิษฐ์ ชวาลาธวัช



(update 2 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์มติชน 22 ตุลาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600