|
 |
|
ความสำคัญของทะเบียนสมรส (4) |
|
 |
ดิฉันและสามีตกลงหย่ากัน จึงไปจดทะเบียนหย่า
โดยขณะนั้นดิฉันแสดงความจำนงว่าไม่เรียกร้องอะไร
|
จากสามี เพราะต้องการให้เราหย่ากันได้ง่ายไม่ยุ่งยาก แต่ปรากฏหลังหย่า
ดิฉันมีปัญหาเรื่องการเงินมาก ต่างกับสามีที่มีฐานะตำแหน่งหน้าที่การงานก้าวหน้า
แต่สามีกลับปล่อยให้ภริยาคนใหม่จัดการเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งภริยาใหม่บอกว่า
เขาไม่อาจรับผิดชอบลูกของสามีได้ เพราะเขาก็ต้องกินต้องใช้เช่นกัน
จึงอยากปรึกษาคุณสุกัญญาว่า ถ้าดิฉันได้หย่ากับสามีแล้ว แต่หากลูกดิฉันทั้งสองคนยังเล็ก
คนแรกอายุ 7 ขวบ คนเล็กอายุ 4 ขวบ ดิฉันสามารถเรียกร้องเงินช่วยเหลือลูกจากสามีได้บ้างหรือไม่
และมีหน่วยงานใดที่ให้ความช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายบ้าง
สมพร ดำเนินสะดวก
การที่สามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันไว้ บุตรที่เกิดจากบิดามารดาสมรสกันเช่นนี้
หากยังไม่บรรลุนิติภาวะ แม้ต่อมาสามีภริยาคู่นี้ ได้จดทะเบียนหย่ากัน และไม่ได้ตกลงค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
กันไว้แต่อย่างใด ภายหลังฝ่ายที่ดูแลบุตรมีความเดือดร้อนต้องการขอค่าเลี้ยงดูบุตรจากอีกฝ่ายหนึ่ง
จะทำได้หรือไม่ เพราะเป็นการขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังจากที่สามีภริยาคู่นี้ได้หย่ากันไปเรียบร้อยแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตร ที่เกิดจากบิดามารดาจดทะเบียนสมรสกันนั้น
บิดามารดาจึงมีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังจากหย่าไปนานแล้ว
เพราะการหย่ามิได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดา กับบุตรเกิดจากบิดามารดา
จดทะเบียนสมรสสิ้นสุดลงแต่อย่างใด
การอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังการหย่านั้น ได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ว่า "ถ้าสามีภริยาหย่าโดยความยินยอม
ให้ทำความตกลงกันไว้ในสัญญาหย่าว่า สามีภริยาทั้งสอง หรือสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเงินเท่าใด ถ้าหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
หรือกรณีที่สัญญาหย่ามิได้กำหนดเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูไว้ให้ศาลเป็นผู้กำหนด
นั้นคือหากแปลว่าความต่อไป สำหรับกรณีที่สามีและภริยา มิได้กำหนดจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
กันไว้ในหนังสือหย่า ถ้าต้องการจะได้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้ตามสมควร
การไม่ได้ตกลงค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรกันไว้ แต่ในขณะทำการหย่าแล้ว จึงไม่ทำให้เสียเช่นว่านี้ไป
เพราะสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรจะหมดไปก็เมื่อบุตรบรรลุนิติภาวะแล้ว
หรือแม้ว่าได้มีการตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูกันไว้ ก็มิได้หมายความว่าต้องเป็นจำนวนแน่นอน
เช่นนั้นตลอดไปจนบุตรบรรลุนิติภาวะ เพราะถ้าหากปรากฏว่ามีส่วนได้เสียร้องขอ ศาลอาจสั่งให้แก้ไข
ในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยให้เพิกถอนลดเพิ่ม หรือจากเดิมฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดู
ศาลอาจสั่งให้เปลี่ยนไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแทนก็ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์
รายได้หรือฐานะของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือความจำเป็นของเด็กที่เปลี่ยนแปลงไป
ดิฉันเคยเห็นแม่เด็กหลายรายมาขอรับเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรศาลเด็กและเยาวชน
ทั้งๆ ที่บิดาเด็กเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงสังคม แต่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จ่ายกำหนดไว้เพียงเดือนละ 1,500-2,000 บาท
ซึ่งเงินอัตรานี้ได้กำหนดไว้ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อน จึงควรจะได้ร้องขอให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข
เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์ และความจำเป็นที่เปลี่ยนแปลงไป
การร้องขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรนั้น นอกจากมารดาอาจฟ้องบิดาอีกฝ่ายหนึ่ง
ที่ไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดูตามหน้าที่ โดยฟ้องในฐานะมารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร
บุตรเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของบิดา จึงต้องห้ามบุตรมิให้ฟ้องบิดามารดาเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา
โดยถือว่าเป็นคดีอุทลุม ดังนั้น นอกจากมารดาเป็นผู้ฟ้องแล้ว บุตรผู้เยาว์หรือผู้แทนจึงร้องขอ
ให้พนักงานอัยการฟ้องคดีแทนก็ได้ โดยดำเนินคดีเช่นเดียวกันกับคดีแพ่งที่มีข้อพิพาททั่วๆ ไป
ถือเป็นการดำเนินคดีคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยพนักงานอัยการเป็นตัวความเสียเอง
เพราะมีกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการ จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทนายความ
รายละเอียดลองสอบถามไปที่สำนักงานอัยการในแต่ละจังหวัด
สุกัญญา รัตนนาคินทร์
(update 8 เมษายน 2002)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2545 ]
|