|
 |
|
อำนาจฟ้องหย่า |
|
 |
ผมติดตามรายการนี้มานาน เนื่องจากมีปัญหาครอบครัวมาหลายปีแล้ว แต่ไม่กล้าปรึกษาใคร
เพราะผมมี
|
ส่วนสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นด้วยคือ ผมมีภริยาจดทะเบียนสมรสอยู่แล้ว โดยแยกกันอยู่
และได้ไปมีภริยาอีกคนและจดทะเบียนสมรส กับภริยาคนหลังนี้ไว้ด้วย จึงต้องจำทนให้ภริยาคนแรก
ข่มขู่เอาโน่นเอานี่อยู่ตลอดเวลา รวมทั้งสร้างเรื่องเสียชื่อเสียงให้เป็นประจำ
ผมขอหย่ากับภริยาคนแรกโดยดีหลายครั้ง แต่เธอไม่ยอมไปอำเภอ แม้ผมอาจจะไม่ใช่คนดีนัก
แต่ก็ไม่ทราบว่า เธอจะแก้แค้นผมโดยการถือทะเบียนสมรสไว้ทำไม ซึ่งเราต่างรู้ดีว่า
ไม่อาจอยู่ร่วมกันต่อไปได้อีก ที่สำคัญคือเราต่างมีคนอื่นกันไปแล้ว
ขณะนี้ผมอยากจะฟ้องหย่าภริยา แต่ยังติดใจอยู่ว่า การที่มีส่วนผิดอยู่ด้วย ที่ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น
ในขณะที่ยังไม่ได้หย่ากับเธอนั้น จะยังทำให้ผมมีสิทธิฟ้องหย่าภริยาคนแรกได้หรือไม่
หนุ่มภูธร
การที่จะใช้สิทธิฟ้องหย่าคือความต้องการที่จะให้ศาลพิพากษาให้สามีภริยาหย่าขาดจากสมรส
ดังนั้นในการฟ้องคดีคู่สมรส จึงต้องอาศัยเหตุหย่าเหตุใดเหตุหนึ่ง หรือหลายเหตุ ตามที่บัญญัติไว้
ในกฎหมายเท่านั้น (ประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์มาตรา 1513) อาศัยเหตุอื่น
นอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไว้มาเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
การที่สามีภริยาแยกกันอยู่นานเพียงไร หากไม่มีการหย่าหรือฟ้องหย่าขาดจากกัน
ก็ยังถือว่าเป็นคู่สมรส ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นแม้จะแยกกันอยู่ ก็ต้องถือว่าได้มาในระหว่างสมรส
เป็นสินสมรส การทำนิติกรรมสัญญาที่สำคัญๆ ของสามีหรือภริยาต้องได้รับความยินยอม
จากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งด้วย รวมทั้งการจัดการเกี่ยวกับเรื่องบุตร ซึ่งล้วนแต่ก่อให้เกิดปัญหา
ติดตามมาเสมอ
การที่สามีต้องการหย่ากับภริยา ในขณะที่ตัวสามีเองมีส่วนผิดอยู่ด้วย จะทำให้สามียังมีสิทธิฟ้องหย่า
ภริยาได้หรือไม่ คงต้องดูข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป คือในทางกรณีความประพฤติของสามีหรือภริยา
อาจต้องนำมาประกอบว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งประพฤติชั่วด้วยหรือไม่ อย่างเช่น สามีเจ้าชู้
ทำให้ภริยาเกิดความรู้สึกหึงหวง
การที่ภริยาระงับอารมณ์ไม่อยู่ และเกิดทะเลาะวิวาทกับสามีในบางครั้ง ถึงกับทุบตี ทำร้ายกัน
แม้จะเป็นการทะเลาะอาละวาดกันในที่ทำงานของสามี ทำให้เกิดความรู้สึกอับอาย ศาลก็เคยพิพากษาว่า
ถือไม่ได้ว่าภริยาประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันจะทำให้สามีมีสิทธิฟ้องหย่าได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1648/2524)
หรือการที่ภริยาสืบทราบว่า สามีมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหญิงอื่นจึงเสพสุราสูบหรี่ ทะเลาะวิวาท
และติดตามควบคุมสามี ในวิทยาลัยที่สามีทำงานอยู่ แม้พฤติการณ์ของภริยาก่อให้โจทก์
เกิดความเบื่อหน่ายอับอาย ในหมู่เพื่อนอาจารย์และนักศึกษา
แต่เรื่องนี้ศาลได้วินิจฉัยว่า เป็นกรณีที่เกิดจากความหึงหวงหวาดระแวง
ตามวิสัยสตรีเพศที่เป็นภริยา ซึ่งอาจปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ ถ้าสามีไม่แสดงความรำคาญ
และฝักใฝ่ในสตรีอื่นให้ปรากฏ ทั้งภริยาเองก็ไม่สมัครใจ หย่าตัดความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา
พฤติการณ์ดังกล่าวของภริยาจึงยังไม่ถึงขั้นประพฤติชั่ว ที่เป็นเหตุให้สามีได้รับความอับอาย
ขายหน้าอย่างร้ายแรง หรือได้รับความดูถูกเกลียดชังเดือดร้อนเกินควร หรือทำคนเป็นปฏิปักษ์
ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง สามีจึงยังไม่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2321/2537)
ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นเป็นไปในแนวทางที่ศาลวินิจฉัยว่า สามีมีส่วนผิดอยู่ด้วย
แต่การกระทำของภริยาจึงยังไม่ร้ายแรง ถึงขั้นที่สามีจะมีสิทธิฟ้องหย่าได้ อย่างไรก็ตามหากสามี
มีเหตุฟ้องหย่ากับภริยาได้ตามกฎหมายแล้ว ถึงแม้สามีได้จดทะเบียนสมรส กับหญิงอื่นไว้ด้วย
ศาลก็เคยพิพากษาให้หย่ากันได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 195/2543 เดิมโจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน
ต่อมาจดทะเบียนหย่าแล้วจดทะเบียนสมรสกันอีก ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์จำเลยแยกกันอยู่
โดยสามีอยู่กับบุตรในประเทศไทย ส่วนภริยาพักอาศัยอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาตามลำพัง
สามีพาบุตรไปเยี่ยมภริยาตามปกติ พบชายอื่นพักอาศัยอยู่ร่วมห้องกับภริยาในอพาร์ตเมนต์ของภริยา
ทำให้มีปากเสียงกัน หลังจากนั้นประมาณ 3 ปี สามีพาบุตรเดินทางไปพบภริยา เนื่องจากต้องการให้ภริยา
ลงชื่อให้ความยินยอม ในการขายตึกแถวสินสมรส สามีก็พบภริยาพักอาศัยอยู่ร่วมห้องกับชายอื่นอีกคนหนึ่ง
ในอพาร์ตเมนต์ของภริยาอีก สามีภริยาคู่นี้ก็มีปากเสียงกันเช่นเคย
เมื่อภริยาเดินทางจากประเทศสหรัฐอเมริกามาที่ประเทศไทย ก็มากับชายอื่น
และเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ด้วยกันแทนที่ภริยาจะพักอยู่กับสามี พฤติการณ์ของภริยา
จึงเป็นการประพฤติชั่วอันเป็นเหตุให้สามีได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ทั้งเป็นการทำ
การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นภริยาอย่างร้ายแรง สามีจึงมีอำนาจฟ้องหย่าได้ตามกฎหมาย
แม้ในระหว่างที่จำเลยเป็นภริยาโดยชอบธรรมด้วยกฎหมายของสามีผู้เป็นโจทก์
สามีจะได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น และให้ความอุปการะเลี้ยงดูด้วย ซึ่งเป็นการโต้แย้งสิทธิของภริยา
ก็ชอบที่ภริยาจะยกขึ้นว่ากล่าวเอาความกับสามีตามสิทธิที่มีอยู่ กรณีนี้หาเป็นเหตุทำให้อำนาจฟ้อง
ของสามีสิ้นไปไม่
ตัวอย่างหลังนี้ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ต่างได้พิพากษายืนยันกันมาทั้งสามศาลคือ
ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากความเป็นสามีภริยากัน เพราะกรณีที่สามีจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นด้วย
เป็นเรื่องภริยาจะยกขึ้นว่ากล่าวเอาความตามสิทธิ ที่มีอยู่คนละกรณีกับการที่สามีมีเหตุฟ้องหย่าภริยาได้
สุกัญญา รัตนนาคินทร์
(update 5 กรกฎาคม 2001)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 26 มิถุนายน - 3 กรกฎาคม 2544]
|