สมองอักเสบ


สมองอักเสบ หมายถึง การอักเสบของเนื้อสมอง ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการควบคุมการทำงานของร่างกาย

ถือว่าเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง หากสงสัยควรรีบไปรักษาที่โรงพยาบาลโดยเร็ว ถ้าเป็นชนิดที่ไม่รุนแรงและได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้องแต่เนิ่นๆ ก็อาจมีโอกาสหายเป็นปกติได้

ชื่อภาษาไทย สมองอักเสบ, ไข้สมองอักเสบ

ชื่อภาษาอังกฤษ Encephalitis

สาเหตุ

มีได้หลากหลาย ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีอยู่หลายชนิด

ที่สำคัญได้แก่ ไวรัสเด็งกี่ (dengue virus ซึ่งเป็นต้นเหตุของไข้เลือดออก โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค) และไวรัสเจแพนีสบี (Japanese B virus )

สำหรับไวรัสเจแพนีสบี เป็นต้นเหตุของโรคสมองอักเสบเจอี (Japanese B encephalitis หรือ JE) เชื้อไวรัสชนิดนี้ปกติอาศัยอยู่ในสัตว์ เช่น หมู ม้า วัว แพะ หนู นก เป็นต้น ติดต่อถึงคนโดยมียุงรำคาญที่อยู่ตามบ้านเป็นพาหะนำโรค

สมองอักเสบไวรัสดังกล่าวสามารถพบระบาดได้ ในปัจจุบัน จึงแนะนำให้เด็กทุกคนฉีดวัคซีนป้องกัน

สมองอักเสบยังอาจเกิดจากไวรัสกลุ่มอื่นๆ เช่น
  • ไวรัสเริม (herpes simplex virus) ไวรัสอีสุกอีใส งูสวัด (varicella-zoster virus) ไวรัสพิษสุนัขบ้า (rabies virus) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่สมองโดยผ่านทางเส้นประสาท

  • ไวรัสหัด (rubeoia virus) ไวรัสหัดเยอรมัน (rubella virus) ไวรัสคางหมู ไวรัสโปลิโอ ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่สมองโดยผ่านทางกระแสเลือด

  • ไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคเอดส์

  • ไวรัสนิพาห์ (Nipah virus) ซึ่งอยู่ในหมูติดต่อสู่คนโดยการสัมผัสโดยตรง โรคนี้พบมากในกลุ่มที่มีอาชีพเลี้ยงหมู มีรายงานโรคนี้ครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2551 มีอัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 32 (ป่วย 100 คน ตาย 32 คน)
นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย (เช่น ไทฟอยด์ สครับไทฟัส เล็ปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู ซิฟิลิส วัณโรค เป็นต้น) เชื้อรา (เช่น แคนดิดา คริปโตค็อกคัส) เชื้ออะมีบา (เช่น Naegleria fowleria ซึ่งอาศัยอยู่ในบ่อน้ำหรือที่มีน้ำไหลเอื่อย หรือในดินโคลนเชื้อเข้าสู่ร่างกายมางจมูกโดยการเล่นน้ำหือจมน้ำใน บึง คู คลอง หรือสระน้ำที่มีเชื้ออยู่ หรือถูกสาดน้ำเข้าทางจมูก หรือสูดน้ำเข้าจมูก เชื้อจะไชผ่านเยื่อจมูกและเส้นประสาทการรู้กลิ่นเข้าไปในสมอง) เชื้อเหล่านี้มักทำให้มีการอักเสบของเนื้อสมองร่วมกับเยื่อหุ้มสมอง

สาเหตุที่อาจพบได้เป็นส่วนน้อยก็คือ เกิดจากผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนป้องกันหัด คางทูม ไข้หวัดใหญ่ และ สมองอักเสบชนิดเจอี


อาการ

ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดๆ ก็ตาม ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกันคือ มีอาการไข้สูงฉับพลันร่วมกับปวดศรีษะ คลื่นไส้ อาเจียน

ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยจะมีอาการซึมลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่รู้สึกตัว ซึ่งอาจเกิดขึ้นภายใน 24-72 ชั่วโมง หลังมีไข้

บางรายอาจมีอาการชัก หรือมีอาการสับสน พฤติกรรมหรือบุคลิกเปลี่ยนแปลงคล้ายอาการโรคจิต

ในเด็กเล็กอาจมีอาการไข้สูง ซึม ไม่ดูดนม อาเจียน กระหม่อมโป่งตึง


การแยกโรค

อาการไข้ซึม ปวดศรีษะ อาเจียน หรือไข้ร่วมกับอาการชัก อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (encephalitis) ผู้ป่วยมักตรวจพบว่ามีอาการคอแข็ง (ก้มคอไม่ลง) ร่วมด้วย

  • มาลาเรียขึ้นสมอง (cerebral malaria) มักมีประวัติเดินทางเข้าไปในเขตป่าเขา ต่อมามีอาการไข้ หนาว สั่น ปวดศรีษะ แล้วค่อยๆ ซึมลง หรือชัก

  • พิษสุนัขบ้า (Rabies) มักมีประวัติถูกสุนัขหรือแมวกัดหรือข่วน ต่อมามีอาการไข้ ซึม กลัวลม กลัวน้ำ ชัก

  • บาดทะยัก (Tetanus) มักมีประวัติบาดแผลตามร่างกาย (เช่น ถูกตะปูตำ หนามเกี่ยว หรือบาดแผล สกปรก) ต่อมามีอาการไข้ ขากรรไกรแข็ง (อ้าปากไม่ได้) หลังแอ่น ชักกระตุกเวลาสัมผัสถูกตัว หรือเห็นแสงสว่าง หรือได้ยินเสียงดังๆ ผู้ป่วยมักมีความรู้สึกตัวดี

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง ได้แก่อาการไข้ร่วมกับปวดศรีษะมาก อาเจียนบ่อย ซึมลงเรื่อยๆ หรือชัก

การวินิจฉัยที่แน่ชัด กระทำโดยการเจาะหลัง (lumbar puncture) เพื่อนำน้ำไขสันหลังไปตรวจหาชนิด และปริมาณของเม็ดเลือดขาว ตรวจหาเชื้อต้นเหตุ การเปลี่ยนแปลงของระดับโปรตีนและน้ำตาลในน้ำไขสันหลัง

นอกจากนี้ยังอาจต้องทำการตรวจพิเศษอื่น ๆ เช่น ตรวจเลือด ทดสอบทางน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส ตรวจคลื่นสมอง ถ่ายภาพสมองด้วยเครื่องแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นต้น


การดูแลตนเอง

ถ้าหากมีอาการสงสัยว่ามีการติดเชื้อของสมอง เช่น ไข้สูง ปวดศรีษะมาก อาเจียนบ่อย ซึมลงเรื่อยๆ ชักเป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่โรคจะลุกลามจนยากแก่การเยียวยาได้

เมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองอักเสบ ก็ควรได้รับการรักษาอย่างจริงจัง ติดตามการรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง


การรักษา

แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาลจนกว่าจะปลอดภัย โดยให้การรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยากันชัก ให้น้ำเกลือ เจาะคอช่วยหายใจในรายที่หมดสติ ให้อาหารทางสายยาง ในรายที่กินไม่ได้ เป็นต้น

นอกจากนี้ จะให้การรักษาตามสาเหตุ เช่น
  • ถ้าเกิดจากเชื้อเริม หรือเชื้ออีสุกอีใส-งูสวัด ก็จะให้ยาต้านไวรัส เช่น อะไซโคลเวียร์ (acyclovir)

  • ถ้าเกิดจากเชื้อเอชไอวีก็จะให้ยาต้านไวรัสเอดส์

  • ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ก็จะให้ยาต้านจุลชีพของเชื้อต้นเหตุ

ภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่เป็นรุนแรงหรือได้รับการรักษาล่าช้าเกินไป ก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น สมองพิการ โรคลมชัก แขนขาเป็นอัมพาต ความจำเสื่อม หูหนวก พูดไม่ได้ สายตาพิการ เป็นต้น

ในรายที่เป็นรุนแรงมาก อาจทำให้ผู้ป่วยหมดสติ หยุดหายใจ และตายได้


การดำเนินโรค

ถ้าเป็นรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ภายในเวลาไม่นานหรืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมองดังกล่าวข้างต้น

ส่วนในรายที่เป็นไม่รุนแรง อาจหายขาดเป็นปกติได้


การป้องกัน

สำหรับสมองอักเสบบางชนิด อาจป้องกันได้โดย
1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม และอีสุกอีใส

2. สำหรับสมองอักเสบจากเชื้อเจแพนีสบี ควรหาทางกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและระวังอย่าให้ถูกยุงกัด ส่วนวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคนี้ แนะนำให้เริ่มฉีดในเด็กอายุ 1 ขวบครึ่งถึง 2 ขวบ ควรฉีด 3 เข็ม โดย 2 เข็มแรกห่างกัน 1-2 สัปดาห์ (นานกว่านี้ก็ได้ถ้าไม่มาตามกำหนดนัด) อีก 1 ปีต่อมาฉีดเข็มที่ 3 กระตุ้น

ความชุก

โรคนี้พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดได้ประปรายตลอดทั้งปี บางครั้งอาจพบมีการระบาดตามชุมชน


(update 7 เมษายน 2010)
[ ที่มา.. นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 30 ฉบับที่ 357 มกราคม 2552 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600