การติดเชื้อในสตรีตั้งครรภ์ เป็นหนึ่งในภาวะที่อาจส่งผลต่อความพิการหรือการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ได้นะครับ
โดยการติดเชื้อของทารกอาจเกิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ผ่านทางรกหรือจากการคลอด โดยผ่านน้ำคัดหลั่งในช่องคลอด หรือเลือดของมารดาขณะคลอด รวมทั้งผ่านทางน้ำนมแม่หลังคลอด ซึ่งความรุนแรงของการติดเชื้อในทารกขึ้นนั้นอยู่กับความรุนแรงของตัวเชื้อ รวมทั้งภูมิคุ้มกันทั้งของแม่และทารก ดังเช่นการติดเชื้อหัดเยอรมันที่ผมจะพูดในครั้งนี้ครับ
หัดเยอรมัน
เป็นปัญหาของโรคติเชื้อไวรัส ที่สำคัญแม้ว่าจะมีการให้วัคซีนกันแพร่หลายมากขึ้น แต่ก็ยังพบการติดเชื้อนี้ในกลุ่มวัยรุ่น วัยเจริญพันธุ์ และแม่ตั้งครรภ์ได้บ่อย นำไปสู่ปัญหาที่สำคัญคือภาวะทารกพิการโดยกำเนิดจากการติดเชื้อหัดเยอรมัน
เนื่องจากเชื้อหัดเยอรมันเป็นไวรัสที่ติดจากการสัมผัสโดยตรงต่อสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกและปากของผู้ติดเชื้อ จะมีระยะฟักตัวประมาณ 14-21 วันหลังจากสัมผัสเชื้อโรค โดยระยะเวลาแพร่กระจายเร็วคือ 7 วันก่อนผื่นขึ้น จนถึง 7 วันหลังผื่นขึ้น
อาการแสดง
ที่พบบ่อยๆ ไก้แก่ มีไข้ต่ำ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศรีษะ ตาแดง คออักเสบ จากนั้นจะมีสภาพผื่นแดงเล็กๆ และมีต่อมน้ำเหลืองดต โดยเฉพาะบริเวรหลังหูและลำคอ นอกจากนี้ยังพบว่า 1 ใน 3 ของการติดเชื้อหัดเยอรมัน จะไม่มีอาการแสดงใดๆ
พบแม่ท้องติดหัดเยอรมันได้ประมาณร้อยละ 0.1 - 0.2 ครับ การติดเชื้อจากแม่สู่ทารกสามารถติดต่อได้ขณะแม่ตั้งครรภ์ โดยความรุนแรงของโรคและความพิการของทารกขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ขณะที่มีการติดเชื้อ ซึ่งส่งผลของการติดเชื้อหัดเยอรมันในขณะแม่ตั้งครรภ์ทำให้เกิดการแท้ง ทารกเสียชีวิตในครรภ์หรือพิการโดยกำเนิดได้ แต่มีบางส่วนที่ไม่พบการติดเชื้อและไม่มีความพิการใดๆ
ความพิการโดยกำเนิดของทารกจะเกิดได้มากที่สุดเมื่อติดเชื้อช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ พบว่าทารกมีโอกาสติดเชื้อถึงร้อยละ 80
และจะพบทารกที่ติดเชื้อในครรภ์ได้น้อยลง เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ถึงประมาณร้อยละ 54 ที่อายุครรภ์ 13-14 สัปดาห์ และร้อยละ 25
เมื่อติดเชื้อหลังไตรมาสที่ 2 เนื่องจากเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น จะเริ่มมีการส่งผ่านภูมิคุ้มกันจากแม่ไปยังลูกได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตามการติดเชื้อหัดเยอรมันของทารกในครรภ์มิได้ก่อให้เกิดความพิการในทารกทุกราย ซึ่งความพิการโดยกำเนิดของทารกที่พบ ได้แก่ความผิดปกติทางตา (ต้อกระจก ต้อหิน ตาเล็ก) ความผิดปกติของหัวใจ ความบกพร่องทางการได้ยิน ทารกเติบโตช้าในครรภ์ ม้ามโต มีเกล็ดเลือดต่ำ ภาวะซีด ตับ รวมทั้งความผิดปกติของโครโมโซม
ซึ่งความผิดปกติที่สัมพันธ์กับการติดเชื้อหัดเยอรมันในครรภ์ แบ่งได้ 3 กลุ่มหลัก คือ
1. กลุ่มที่มีความผิดปกติชั่วคราว
จะสามารถพบได้นานถึง 6 เดือนหลังจากคลอดได้แก่ ตับ ม้ามโต ตัวเหลือง ภาวะซีดจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลาย เกล็ดเลือดต่ำ ปอดอักเสบ
2. กลุ่มความผิดปกติถาวร
กลุ่มความผิดปกตินี้ได้แก่ ความบกพร่องในการได้ยิน ความผิดปกติของหัวใจโดยกำเนิด ความผิดปกติทางตา ความผิดปกติทางสมอง รวมทั้งภาวะปัญญาอ่อน ซึ่งพบได้ร้อยละ 10-20
3. กลุ่มที่ปรากฎความผิดปกติภายหลัง
คือไม่มีอาการแสดงขณะแรกคลอด พบได้ประมาณ 1 ใน 3 ของทารกที่มีการติดเชื้อ แต่จะมีอาการแสเงออกภายหลัง 10-30 ปี
ความผิดปกติที่พบบ่อย ได้แก่ความบกพร่องของต่อมไร้ท่อ เช่น โรคต่อมไทรอยด์ เบาหวาน และภาวะขาดฮอร์โมนในการเจริญเติบโต รวมทั้งความบกพร่องทางการได้ยินและการมองเห็น ความบกพร่องของหลอดเลือดความดันโลหิตสูง โดยความผิดปกติของสมองมักพบในทารกที่แม่ติดเชื้อตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
การวินิจฉัย
ภาวะติดเชื้อหัดเยอรมันจากอาการต่างๆ นี้ อาจสังเกตเห็นได้ยาก มีความแม่นยำค่อนข้างต่ำ เนื่องจากอาการแสดงต่างๆ สามารถพบได้ในโรคติดเชื้ออื่นๆ ด้วย
ซึ่งแม่ตั้งครรภ์ที่มีประวัติสัมผัสโรค หรือมีอาการคล้ายหัดเยอรมันในช่วงอายุครรภ์ก่อน 16 สัปดาห์ ควรได้รับการตรวจยืนยันการติดเชื้อหัดเยอรมัน เพื่อช่วยในการตัดสินใจดูแลอีกต่อไป
ในทางปฏิบัตินั้นนิยมใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการการตรวจระดับของ Immunoglobulin โดยจะส่งตรวจระดับของ Ig M.Specific Antibody ซึ่งสามารถตรวจพบได้ตั้งแต่วันที่ 5 หลังจากผื่นขึ้น และคงอยู่ 4-6 สัปดาห์ ก็จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้เช่นกัน
นอกจากนี้ยังมีรายงานการตรวจแยกเชื้อไวรัสโดยตรวจจากน้ำลายและคอได้
การวินิจฉัยภาวะติดเชื้อหัดเยอรมัน
ในทารกก่อนคลอดมีความสำคัญ โดยดฉพาะกรณีที่สงสัยการติดเชื้อหัดเยอรมันในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งคครรภ์ แล้วผลการตรวจยืนยันในแม่ให้ผลไม่ชัดเจนทำโดยการตรวจ IgM ในเลือดลูกจากการเก็บเลือดจากสายสะดือโดยตรง เนื่องจาก IgM ไม่ผ่านจากแม่สู่ลูก ซึ่งตรวจได้หลังจากแม่ติดเชื้อแล้ว 7-8 สัปดาห์ และเมื่ออายุครรภ์ 20-22 สัปดาห์
สำหรับการตรวจจากน้ำคร่ำสามารถทำได้ โดยมีโอกาสแท้งน้อยกว่า แต่มีความยุ่งยากในทารกแยกเชื้อไวรัส และความน่าเชื้อถือค่อนข้างต่ำ
สำหรับการตรวจยืนยันทารกแรกคลอด ที่สงสัยมักทำในกรณีที่แม่มีประวัติติดเชื้อ หรือได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อขณะตั้งครรภ์
ในแม่ตั้งครรภ์ที่เคยมีประวัติสัมผัสผู้ติดเชื้อหัดเยอรมันหรือมีอาการแสดง ควรได้รับการตรวจเชื้อทันที
ในกรณีที่ตรวจพบการติดเชื้อแม่ควรได้รับให้คำแนะนำถึงความเสี่ยง และความพิการโดยกำเนิดของทารก
รวมทั้งตรวจยืนยันการติดเชื้อของทารก โดยตรวจเลือดทารกหรือเจาะน้ำคร่ำ หลังแม่ได้รับการตรวจยืนยันว่าติดเชื้อจริง
ในกรณีที่มีการติดเชื้อของทารกในครรภ์ด้วย แม่ควรได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับโอกาสเกิดความพิการโดยกำเนิดของทารก และการสิ้นสุดการตั้งครรภ์ หากการติดเชื้อเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก
สำหรับการให้ Immunoglobulin หลังจากคุณแม่สัมผัสโรค ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าช่วยลดการติดเชื้อของทารกในครรภ์ จึงไม่แนะนำให้ฉีด ในทารกแรกคลอดที่ไม่มีอาการแสดงใดๆ ควรได้รับการแยกจากทารกปกติ เพื่อสังเกตอาการและประเมินความผิดปกติที่อาจเกิดภายหลัง
การป้องกันหัดเยอรมัน สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีนก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 3 เดือนครับ
(update 18 พฤษภาคม 2010)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 27 ฉบับที่ 317 มิถุนายน 2552 ]
|