สัญญาณปัญหาการพูดของลูกน้อย


พัฒนาการอย่างหนึ่งของเจ้าตัวเล็กที่พ่อแม่รอคอยก็คือ “การพูด” บ้านไหนลูกพูดช้าไปสักนิดสักหน่อยก็อาจเริ่มรู้สึกกังวล บ้างสงสัยว่าลูกมีปัญหาเรื่องการพูดรึเปล่า หรือมีอะไรที่ผิดปกติ วันนี้เรามีความรู้เรื่องโรคบางโรคที่อาจมีผลต่อพัฒนาการด้านการพูดของเด็กมาฝากเป็นข้อมูลกันค่ะ


สัญญาณแบบนี้ไม่ดีแล้วนะ

แม่ๆ หลายคนกังวลเรื่องการพูดของลูกกันมากกว่า ลูกเราจะพูดชัดมั๊ย ทำไมยังไม่ยอมพูด พูดได้ไม่กี่คำ และอีกต่างๆ นานา ที่คนเป็นแม่แสนจะกังวล สัญญาณเหล่านี้ช่วยให้คุณได้รู้ค่ะ
1. เล่นเสียงตามวัยหรือไม่ และเสียงที่ได้นั้นตามวัยรึเปล่า เป็นลักษณะการสังเกตทั่วไปที่พูดแล้วไม่ได้ตามเกณฑ์อายุ

2. เคยพูดได้อยู่ดีๆ ก็หยุด ทำไม่ได้ ต้องดูที่ว่าหยุดไปสัมพันธ์กับอะไร เช่น เปลี่ยนพี่เลี้ยง หรือเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เด็กตกใจ เช่น อยู่ๆ ต้องไปอยู่กับยาย โดยที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน เด็กก็อาจจะหยุดพูดได้ ต้องใช้เวลาเด็กปรับตัว แต่ถ้าสภาพแวดล้อมเหมือนเดิมแล้วเด็กหยุดพูด อาจมีความผิดปกติเกิดขึ้น

3. คำสั่งที่เคยทำได้ ต่อมาทำไม่ได้หรือทำผิด ลองทดสอบสิ่งที่เด็กไม่เคยชิน เช่น ถามลูกขณะที่คุณชี้ของสิ่งนั้น อาจจะเป็นอวัยวะง่ายๆ ดูว่าเด็กตอบได้หรือไม่ เพื่อทดสอบการพูดของเด็ก และความเข้าใจ

4. เด็กอาจจะมีอาการเจ็บป่วยมาก มีการติดเชื้อ ไม่สบาย หรือชัก แล้วหมดสติไป พอฟื้นขึ้นมาก็ไม่พูด กรณีนี้อาจจะมีความสัมพันธ์กับตัวโรคโดยตรง หรือเด็กได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ ได้รับความกระทบกระเทือน ก็อาจมีปัญหาด้านการพูดได้

5. จำนวนครั้งที่พูดได้ พูดได้มากน้อยแค่ไหน

6. ถึงจะยังเล็กแต่ก็ควรพูดได้หลายเสียง ถ้าลูกพูดเก่ง แต่ไม่มีความหลากหลายของเสียง แบบนี้ชัดเจนว่ามีปัญหาการพูดแล้ว เวลาสังเกตควรต้องใช้เกณฑ์มาตรฐานทั่วไปมาเปรียบเทียบด้วย
หากพบว่าลูกส่งสัญญาณบางอย่างถึงคุณแล้ว ต้องหาสาเหตุแห่งสัญญาณนั้นให้เจอ เพื่อความแน่นอนควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า


โรคกับปัญหาการพูด

เมื่อลูกมีปัญหาการพูด เป็นหน้าที่ของแม่ๆ ที่ต้องหาให้เจอว่าต้นตอของปัญหามาจากไหน ที่ไม่ควรมองข้ามคือ โรคบางอย่างอาจทำให้ลูกเกิดอาการพูดไม่ชัด ไม่พูด พูดไม่ถูกต้องได้ด้วย เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า โรคเหล่านั้นมีอะไรบ้าง
หูหนวกหูตึง เด็กที่หูหนวกจะไม่รู้สึกกับการเล่นเสียง ถึงแม่จะตอบสนองด้วยการอุ้ม แสดงความรักก็ตาม ขณะที่บางคนเลียนแบบแต่ท่าทาง เพราะไม่ได้ยินเสียง ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ ถ้าเคยเล่นเสียงอยู่แล้วเล่นเสียงน้อยลงๆ จนกระทั่งเงียบไปเลย ต้องตรวจการได้ยิน แต่บางโรงพยาบาลอาจจะตรวจตั้งแต่เล็กๆ

ปากแหว่งเพดานโหว่ สาเหตุหนึ่งเกิดจากแม่เป็นหัดเยอรมันขณะท้อง ช่วง 1-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจทำให้ปากแหว่งเพดานโหว่ เพราะขณะที่เพดานปากกำลังเจริญเติบโต พอติดเชื้อ เพดานปากก็หยุดการเจริญเติบโต มีโอกาสพูดบางเสียงที่ยากๆ ไม่ชัด เช่น ตัว “ส” หรืออักษรที่ต้องกักลมไว้เยอะๆ

พังผืดใต้ลิ้น เกิดจากเอ็นใต้ลิ้นยึดรั้งเอาไว้ เด็กจะบังคับลิ้นได้ ไม่ค่อยดี โดยเฉพาะเมื่อพูดภาษาไทย เพราะเป็นเสียงที่ใช้ปลายลิ้นค่อนข้างเยอะ เช่น ล ต น ฯลฯ ลักษณะแบบนี้พ่อแม่สามารถสังเกตเองได้ เมื่อลิ้นโดนดึงรั้งออกมาก็จะมีลักษณะเป็น 2 แฉก ถ้าไม่แน่ใจลองให้ลูกอ้าปากแล้วแลบลิ้น ถ้าลิ้นของเด็กโดนดึงรั้งจะเป็นแฉก โดยความเว๊าของลิ้นส่วนที่ถูกยึดไว้ ขึ้นอยู่กับว่าถูกดึงรั้งมากน้อยแค่ไหน ยิ่งรั้งมากอาจจะยกลิ้นได้เพียงนิดเดียว

สมองพิการ กลุ่มของอาการที่มีความผิดปกติของกล้ามเนื้อของการเคลื่อนไหว และท่าทาง เกิดจากความผิดปกติของสมอง จะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแขน ขา ตัวอ่อน คออ่อน มีพัฒนาการช้า เคลื่อนไหวร่างกายไม่ถนัดนัก มีปัญหาเกี่ยวกับระบบการกลืน การหายใจ การมองเห็น และการได้ยิน บางรายอาจจะมีอาการชักร่วมด้วย

มะเร็งลิ้น ทำให้ลิ้นมีขนาดใหญ่มาก มีปัญหาเรื่องการกินและการหายใจมาเป็นอันดับแรก ช่วงที่ยังเป็นไม่มาก สังเกตที่ได้จากการที่เด็กกินแล้วหกเลอะเทอะ กินได้ช้า หายใจลำบาก เด็กบางคนต้องผ่าตัดเอาบางส่วนของลิ้นออก ทำให้พูดไม่ชัด หมอจะพยายามผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อส่วนอื่นของลิ้นมาทำเป็นปลายลิ้น อาจจะมีขนาดเล็กกว่าหรือไม่ค่อยเหมือน แล้วจึงฝึกการใช้

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้เกิดอาการชักเกร็ง การทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างนั่ง ยืน เดิน หรือหายใจ กินข้าวจึงทำได้ลำบาก เพราะขากรรไกรค้าง กลืนน้ำลายไม่ได้ ซึ่งการใช้ลิ้นเริ่มจากการกินและการหายใจ หากทำอย่างแรกได้ไม่ดี การพูดก็จะไม่ดีตามไปด้วย
โรคต่างๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่ลูกยังเล็ก จึงอาจลดความเสี่ยงเรื่องพัฒนาการด้านการพูดได้บ้าง สิ่งสำคัญคือการหมั่นพูดคุยกับลูก กระตุ้นเสริมแรงให้ลูกได้พูดอย่างใจ เพื่อฝึกให้ใช้ภาษาและการสื่อสารภาที่ถูกต้อง เท่านี้ลูกๆ ของแม่ๆ ก็ช่างจ้อได้อย่างไม่มีอุปสรรคแล้ว


สาเหตุที่ลูกไม่พูด อาจเกิดจาก
1. เป็นโรคที่ทำให้เกิดปัญหาการได้ยิน สูญเสียการได้ยิน

2. การที่คนรอบข้างเข้าใจภาษาท่าทางของเด็กไปหมด โดยเฉพาะเด็กกลุ่มที่ป่วยหนักหรือป่วยระยะยาว เริ่มพูดน้อยลง เพราะคนรอบข้างเอาใจใส่และยอมให้ทุกเรื่อง กลายเป็นว่ายอมรับภาษาท่าทางนั้น ซึ่งขัดขวางไม่ให้เด็กมีพัฒนาการเป็นไปตามวัย

3. พ่อแม่หรือคนรอบข้างไม่เปิดโอกาสให้พูด

4. ภาษาที่หลากหลาย เช่น พ่อเป็นคนไทย แม่เป็นคนจีน พี่เลี้ยงเป็นชาวพม่า มีกรณีศึกษาของเด็กคนหนึ่งที่แม้อายุจะ 2 ขวบแล้วแต่ไม่พูดเลย เพราะมีตัวกระตุ้นหลายภาษาเกินไป

5. ดูทีวีมากเกินไป ไม่ได้สื่อสารกับผู้คนรอบข้าง จึงไม่เกิดการพัฒนาด้านการพูด

Tips หากคุณอยากพูดคุยกับลูกที่มีปัญหาเรื่องการพูด อาจต้องมีเทคนิคซักนิดค่ะ
1. พูดคุยด้วยคำพูดและสีหน้าท่าทางที่อ่อนโยน ให้ลูกรู้สึกว่าปลอดภัย และมั่นใจว่าสิ่งที่ทำจะเป็นอันตรายกับตัวลูก

2. เป็นตัวอย่างการพูดที่ดี ใช้คำพูดที่ถูกต้องกับลูกเสมอ ควรปฏิเสธสิ่งที่ไม่ถูก แล้วเสริมสิ่งที่ถูก

3. ช่างสังเกต ดูว่าลูกพูดคำไหนได้บ้างและพูดคำไหนไม่ได้บ้าง พูดได้ช่วงเวลาไหน เด็กบางคนชอบคุยตอนอาบน้ำ บางคนชอบคุยก่อนนอน ขึ้นอยู่กับลักษณะของเด็กแต่ละคน

4. ช่วยกระตุ้น พ่อแม่บางคนคุยกับลูกตลอด แต่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกพูดเลย กลายเป็นการสื่อสารจากพ่อแม่ฝ่ายเดียว อยากให้ลูกพูดต้องกระตุ้นและเปิดโอกาสให้ลูกพูดด้วย เช่น สอนร้องเพลงเด็กๆ ตามความสนใจของลูก เป็นสิ่งที่ลูกชอบด้วย ถึงจะเป็นแรงเสริมให้ลูกอยากพูดคุย

5. ต้องสนุก อย่าใช้วิธีบังคับให้เด็กพูดให้ถูกต้อง เด็กจะปฏิเสธและต่อต้านด้วยการนิ่ง ไม่ยอมพูด คุณเองต้องเข้าใจลูกเหมือนกัน

พัฒนาการการพูดของเด็ก 1-3 ปี

1-2 ปี จากที่พูดได้เป็นคำๆ เดียว เริ่มพูดเป็นคำได้ 1-2 คำ ที่มีความหมายมากขึ้น เช่น แม่ไหน พ่อจ๋า หม่ำนม ไปเที่ยว ของหนู ฯลฯ แถมยังชอบเลียนเสียงต่างๆ ที่ได้ยินอีกด้วย เช่น ได้ยินเสียงแตรรถ เด็กจะพยายามทำตามและพูดว่า “ปิ้นๆ” ตามที่ได้ยิน

วัยนี้จะได้คำที่มีความหมายเจาะจง เช่น “หม่ำ” หมายถึงกริยาการกิน หรือบางครอบครัวอาจจะใช้คำว่า “บัว” คำนี้เป็นคำที่มีความหมาย แต่เป็นความหมายเฉพาะบ้านเท่านั้น นอกจากนี้ ยังสามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ และรู้คำศัพท์มากขึ้น

2-3 ปี วัยนี้มีคลังคำศัพท์เพิ่มมากขึ้นอีก พูดได้ยาวขึ้นประมาณ 2-3 คำ เช่น แม่หม่ำนม สามารถโต้ตอบแบบสั้นๆ ได้ ช่างพูดมากขึ้น วัยนี้ควรจะได้บางเสียงเพิ่มเติม เช่น ป บ ว ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะพูดได้ แต่อาจมีเด็กบางคนที่อาจพูดไม่ได้ในตอนนี้ แต่ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะเด็กๆ จะสามารถพูดได้ในภายหลัง

คุณแม่ควรสังเกตดูว่าลูกวัย 2 ขวบแล้ว ได้เสียงที่ริมฝีปากปิดได้หรือยัง เพราะเสียงที่ใช้ริมฝีปากนี้เป็นเสียงที่ง่ายที่สุด หากเด็กวัยนี้พูดไม่ได้ก็อาจมีปัญหาในเรื่องการพูด แต่ถ้าลูกได้เสียงส่วนใหญ่แล้ว มีเสียงบางเสียงที่ยังหล่นหาย ก็อาจอยู่ในขั้นของการพัฒนา ซึ่งคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างช่วงอายุ เช่น บางคนอายุ 3 ขวบ อาจได้คำว่าพ่อ ที่ชัดเจน ขณะที่บางคน 3 ขวบแล้ว ก็ยังพูดไม่ชัด แต่พูดได้ชัดขึ้นภายหลัง ทั้งนี้พัฒนาการตามเกณฑ์นี้ อาจจะล่าช้าได้ครึ่งปีถึงหนึ่งปี


Tips พัฒนาการด้านการพูด มักมาพร้อมกับการฟังและการได้ยิน ดังนั้น เช็กการได้ยินของลูก เพื่อให้แน่ใจว่าลูกมีปัญหาเรื่องการได้ยินหรือไม่ ด้วยวิธีง่ายๆ ที่คุณทำได้เองแบบนี้ค่ะ
1. ลองแอบอยู่ด้านหลังของลูก และเรียกชื่อเค้าเบาๆ แล้วสังเกตว่าลูกหันหาเสียงหรือไม่

2. ขณะเล่นกับลูก อาจใช้ของที่มีเสียง อย่างกระดิ่ง พวงกุญแจหรือดีดนิ้ว โดยไม่ให้ลูกเห็นของสิ่งนั้น เพื่อสังเกตอาการลูกว่าอยู่นิ่ง หยุดสนใจฟัง หรือหันหาเสียงหรือไม่

3. สังเกตว่าตอบสนองต่อเสียงทุกครั้งหรือเปล่า มีความสม่ำเสมอหรือไม่ หรือถามอย่าตอบอีกอย่าง อาจเพราะว่าเด็ก กำลังเล่นแต่ไม่สนใจ หรือลูกกำลังโกรธอยู่ ร้องกรี๊ด แล้วแม่บอกให้หยุดร้อง ลูกก็ไม่เลิกเพราะอยู่ในอีกอารมณ์หนึ่ง อย่างนี้ไม่ถือว่าผิดปกติเรื่องการตอบสนองต่อเสียง ดังนั้นต้องสังเกตอารมณ์ประกอบไปด้วย ถ้าลูกไม่ตอบสนอง ไม่ได้หมายความว่าลูกจะมีปัญหาเรื่องการได้ยินเสมอไป ต้องดูเหตการณ์ประกอบไปด้วยค่ะ


(update 16 เมษายน 2010)
[ ที่มา.. นิตยสาร MODERNMOM Vol 14. No. 160 February 2009 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600