ลูกเก่งและสร้างสรรค์ด้วยเซลล์กระจกเงา


ท่ามกลางความวุ่นวายของบ้านเมือง ทั้งศึกนอกและศึกในวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำคือ ศึกเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกาลามทั่วโลกรวมทั้งไทย ศึกในคือวิกฤติศรัทธา วิกฤตทางการเมือง และความไม่เข้าใจกัน จนเกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพทย์สิน

ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ถ่ายทอดสู่บ้านทุกคนรวมทั้งเด็กๆ ซึ่งคนไทยทุกคนต้องปรับตัว ตั้งตัว ตั้งสติทุกวัน จนมีผู้ถามว่าทฤษฎีเซลล์กระจกเงาหรือ Mirror Neuron จะทำให้เด็กในยุคนี้ซึมซับความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าเหตุการณ์รอบด้านจะเป็นอย่างไร ถ้าพ่อแม่ใกล้ชิด คุ้มครองป้องกันลูกให้มีสวัสดิภาพทั้งกายใจ อธิบายให้ลูกเข้าใจและติดตามเหตุการณ์ว่าคลี่คลายไปอย่างไร จะเป็นประโยชน์และประสบการณ์ชีวิตให้ลูกมีทักษะชีวิตหรือ Life Skill ติดตัวนำไปใช้กับลูกเองยามเจอวิกฤตชีวิตในภายภาคหน้าได้

เร็วๆ นี้รักลูกและโรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ ได้จัดสัมมนาในวันหยุดเรื่องการเลี้ยงลูกให้เก่งและสร้างสรรค์ด้วยทฤษฎีเซลล์กระจกเงา โดยมีหมอเอง คุณหมอเกศินี และคุณหมอสมชาติ ซึ่งคุณเจี๊ยบจากรักลูกเป็นพิธีกร ในวันนั้นมีคุณพ่อคุณแม่และลูกตัวน้อยๆ มากันจำนวนไม่น้อย แม้นบ้านเมืองจะเพิ่งผ่านเหตุการณ์น่าเศร้าใจของการปะทะกันเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่งคนไทยคงไม่ลืมง่ายๆ

หมอเริ่มอธิบายเพราะไม่แน่ใจว่าผู้เข้าสัมมนาทราบถึงทฤษฎีนี้มากน้อยเพียงใดว่าการค้นพบเซลล์กระจกเงานี้เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับวัตสันและคลิกค้นพบ DNA (ดีเอ็นเอ) ซึ่งเป็นการเปิดประตูกว้างเข้าสู่ชีววิทยา วิทยาศาสตร์ การแพทย์ และเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ แต่ค้นพบ Mirror Neuron คือการค้นพบความลี้ลับของจิตวิทยา รวมทั้งพัฒนาการของมนุษย์ น่าจะให้รางวัลโนเบลเช่นกัน

ทฤษฎีนี้เป็นมาอย่างไรท่านผู้อ่านประจำคงทราบดีแล้ว เพราะเราเขียนกันบ่อยๆ ว่าพฤติกรรมต่างๆ นั้น เด็กจะเรียนรู้จากการเห็นและปฏิบัติตามหลัง เด็กเกิดจากแม่เขาก็พร้อมจะเรียนรู้ทันที เด็กเริ่มมองเห็น เช่น แม่อุ้มลูกแลบลิ้นให้ลูกดู ลูกทำให้แม่ยิ้ม ลูกยิ้มตอบ เหมือนเวลาเห็นคนหาวเราจะหาวตามกันเหมือนโรคระบาดทั้งๆ ที่ยังไม่รู้สึกง่วงนอน

อากัปกิริยาของพ่อแม่ การแสดงออก การพูด การเคลื่อนไหว ฯลฯ ล้วนถูกบันทึกลงในเซลล์สมองของลูก ดังคำที่กล่าวว่า Like Father Like Son หรือ Like Mother Like Daughter ซึ่งผู้อ่านคงจะเห็นด้วย เพราะบางคนแค่ท่าทางเดินก็เหมือนพูด เสียงก็เหมือน “อยากรู้ว่าลูกเราเป็นอย่างไรให้เอากระจกมาส่องดูที่ตัวเรา” ลูกคือกระจกเงาที่สะท้อนตัวของเรา เป็น Mirror Image อยากให้ลูกเป็นอย่างไร ประพฤติตนเป็นอย่างไร คิดและทำอย่างไร เรามาดูตัวเราเองก่อนว่าเป็นตัวอย่างหรือเป็น Role Model อย่างไรของลูก

บางคนเถียงว่าหนูเหมือนทั้งพ่อทั้งแม่นะคะ ตัวอย่างของหมอเอง มีคนพูดเสมอว่า ยิ่งอายุมากยิ่งเหมือนคุณแม่ไม่ว่าท่าทาง การพูด การยิ้ม ฯลฯ ทั้งที่แม่จากไปนานถึง 25 ปีแล้ว แต่หมอชอบอ่านและชอบเขียนหนังสือเหมือนพ่อที่จากไป 10 ปี

Mirror Neuron ไม่เฉพาะแค่การเลียนแบบทางด้านรูปธรรม ทางนามธรรมก็ปรากฏด้วย บทบาทสำคัญในการพัฒนามนุษย์คือภาษา Language ซึ่งนับว่าเป็น Key Success คือปัจจัยเด็ดและเด่นของสัตว์โลกชนิดเดียวกับมนุษย์ ที่ทำได้อย่างดีและลึกซึ้งมาก แสดงถึงสมองที่พัฒนาดียิ่ง มนุษย์ทำได้เพราะมีเซลล์กระจกเงานี้เองร่วมกับการได้ยิน การพัฒนาทุกอย่างของเด็กล้วนต้องการเซลล์นี้ในสมอง ไม่ว่าจะเคลื่อนไหว การนั่ง การยืน การวิ่ง ไปถึงการเล่นกีฬา การเต้นรำ การเล่นดนตรี การเล่าเรียนเขียนอ่าน วาดภาพ การศึกษา ทุกอย่างต้องการเซลล์กระจกเงาทั้งสิ้น

ไม่เฉพาะการเจริญทางสุขภาวะกาย แม้นสุขภาวะทางจิตก็เช่นกัน มีตัวอย่างที่ Dr.Brazelton ปรมาจารย์ทางพัฒนาการเด็กของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำวิดีทัศน์มาแสดง โดยฉากแรกแม่ยิ้มแย้มแจ่มใส พูดจาร่าเริงกับเด็ก เล่นกับเด็กอายุ 6-7 เดือน เด็กก็หน้าบานดั่งดอกไม้ ยิ้มหัวไปกับแม่ สักครู่เขาให้แม่จากไป เด็กมองตามหาแม่ แม่กลับเข้ามาเด็กตาเป็นประกายแว้บๆ ดีใจ แต่แม่นั่งเฉยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เด็กจะตกใจ

แสดงว่าเด็กก็เข้าใจโดยผ่านเซลล์กระจกเงานี้ตั้งแต่แรกเริ่มที่แม่ยิ้ม เขายิ้มตอบและรับรู้ถึงความสุขซาบซ่าในตัว พอแม่เศร้าเขาจะเศร้าตาม มนุษย์จะพัฒนาความรู้สึกลึกซึ้งได้ดีกว่าสัตว์โลกชนิดอื่น คือความรู้สึกสงสาร เห็นอกเห็นใจ ดังที่เราจะเห็นเด็กอายุแค่ 2 ปีกอดปลอบโยนเด็กที่เล็กกว่าหรืออายุเท่ากัน ซึ่งแสดงถึงพัฒนาการของเซลล์กระจกเงาว่าไม่ใช่แค่ส่องกระจกและทำตาม แต่มีชีวิตจิตใจและเรียนรู้พัฒนาตลอดเวลา ดังนั้นภาวะที่เซลล์กระจกเงาไม่พัฒนา เช่น เด็กออทิสติก ตอนหลังพบว่าเด็กไม่แสดงความรู้สึกรักห่วงใย หรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ยิ้ม เกิดจากภาวะนี้

ระยะหลังมีการพูดกันมากว่า ภาวะเอ๋อหรือไทรอยด์ฮอร์โมนบกพร่องตั้งแต่เกิด ตรวจพบโดยการตรวจกรองทารกทุกคนในประเทศไทย ปกติอุบัติการณ์ 1:3,000 บางแห่งจะสูงกว่านี้ ถ้าพบแล้วรีบรักษาซึ่งในที่สุดก็จะเป็นเด็กปกติ ไม่ปัญญาอ่อน เรียนจบอุดมศึกษาเหมือนคนธรรมดา แต่โรคออทิสติกกว่าจะพบอายุ 3-5 ขวบ มักล่าช้าไม่ได้ผลดี แต่ถ้ามีการศึกษาลึกซึ้งไม่เฉพาะเรื่องเซลล์ที่เรากล่าวถึง อาจจะลงลึกในระดับดีเอ็นเอและวิทยาการก้าวหน้าอื่นๆ ในอนาคตอาจช่วยได้เหมือนเด็กเอ๋อที่ตรวจพบตั้งแต่คลอด

คำถามในการประชุมน่าสนใจ เช่น หมอแนะนำให้อ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน ช่วยพัฒนาสมองและความคิดสร้างสรรค์ให้เด็กทั้งเก่ง ดี มีสุขโดยสอดใส่จริยธรรมในนิทาน อ่านไปทายปัญหากันไป เด็กจะเรียนรู้ทั้งรูปทรงต่างๆ สัตว์ชนิดต่างๆ ออกเสียงอย่างไร เช่น แมวเมี้ยวๆ เล่าแบบเสียงสูงเสียงต่ำ สีสันนานา ดอกไม้ ผลไม้ สิ่งแวดล้อมรอบตัว และให้เด็กรู้จักส่วนต่างๆ ของตนเองได้ตั้งแต่ 6 เดือนค่ะ

ความสนุกสนานจากนิทานจะช่วยกระตุ้นสมองด้านขวา ซึ่งเป็นส่วนสมองของจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความสุข ฯลฯ ซึ่งมนุษย์เราต้องการมากๆ เรามักเน้นแค่สมองซีกซ้ายซึ่งคุมด้านขวาของร่างกาย จนเราถนัดแต่มือขวา เวลาอ่านหนังสือบางคนก็เพ่งตาขวามากกว่าตาซ้าย หูก็ถนัดขวามากกว่าถนัดซ้าย รวมทั้งขาและเท้า แม้นใบหน้าบางคนด้านขวานูนกว่า เคี้ยวอาหารก็กรามขวามากกว่าซ้าย ถ้าเราสังเกตตนเองเช่นนี้ควรแบ่งเบาภาระให้ซีกซ้ายของเราทำงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มความสมดุลของร่างกาย ซึ่งการออกกำลังกายจะช่วยได้มาก

คุณแม่ถามว่า “อ่านนิทานซ้ำๆ ลูกจะเบื่อไหมคะ ต้องเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน” ก็ตอบกันว่า ไม่ต้องบ่อยเพราะเด็กกำลังฝึกเซลล์กระจกเงาและฝึกความจำ ที่ศูนย์เรียกว่า Hypocampus ครั้งแรกเขายังไม่คุ้นกับองค์ประกอบและเรื่องราวในนิทาน ฟังซ้ำๆๆ (ถ้าสนุกนะ) หมอเล่านิทานให้หลานตอนอายุ 2-3 ปี จะบอกว่า “เอาเล่มเดิม เล่า 10 เล่มนะคะคุณยาย ไม่เบื่อเลยค่ะ” ตอนนี้อายุ 8 ปีแล้วเขายังยิ้มตาเป็นประกายเวลาพูดถึงนิทานที่เขาชอบ แต่เมื่อลูกโตก็เปลี่ยนเล่มไปตามพัฒนาการที่เขียนบอกอายุไว้ที่ปกนิทานค่ะ


(update 8 มีนาคม 2010)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 312 มกราคม 2552 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600