ระบบการทำงานในร่างกายของมนุษย์นั้นแสนซับซ้อน แต่ก็สอดประสานกันอย่างมีระบบอันน่าทึ่งยิ่งนัก เช่นเดียวกับพัฒนาการการเรียนรู้ของเจ้าตัวน้อยที่ถูกเล้ยงดูปลูกฝังมาแบบใดในทุกๆ วัน
จะส่งผลให้เด็กคนนั้นเติบโตมาเป็นคนแบบใดแบบหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ เราลองมาดูการทำงานของระบบประสาทที่อยู่เบื้องหลังการควบคุมการทำงานของร่างกายกันดีกว่า ว่าเจ้าระบบประสาทที่คอยสั่งการให้เราทำนู่นนี่นั้นมีการทำงานอย่างไร?
การทำงานของระบบประสาท
ร่างกายของคนเราถูกควบคุมหรือสั่งการดดยระบบประสาทสองส่วนใหญ่ๆ คือ ระบบประสาทส่วนกลาง (Somatic Nervous System) ซึ่งมีอยู่สองจุดในร่างกายคือ ที่สมองและไขสันหลัง มีหน้าควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และรับมือกับสิ่งเร้าต่างๆ จากภายนอก รวมทั้งคอยควบคุมการเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย อีกส่วนหนึ่งก็คือ ระบบประสาทอิสระ (Autonomic Nervous System) ซึ่งเป็นตัวรับความรู้สึกและส่งความรู้สึกต่อไปให้กับสมองหรือไขสันหลัง แต่ไม่สามารถบังคับหรือควบคุมให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ ดังนั้นเมื่อเราได้รับสิ่งเร้าหรือแรงกระตุ้นจากภายนอกอย่างใดอย่างหนึ่ง ระบบประสาทอิสระก็จะรับความรู้สึกและส่งข้อความต่อไปยังสมองหรือที่ไขสันหลัง คล้ายๆ กับการสั่งการให้ทำงานได้แล้ว และระบบประสาทส่วนกลางของเราก็จะทำงาน โดยไปควบคุมให้อวัยวะที่เกี่ยวข้องเคลื่อนไหวตามที่ถูกสั่งมานั่นเอง
ระบบประสาทอิสระ
ระบบประสาทอิสระ (Autonomic Nervous System) มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ระบบประสาทรอบนอก เป็นระบบประสาทที่ประกอบไปด้วย หน่วยรับความรู้สึกทั้งหมด และเส้นประสาทต่างๆ ที่ติดต่อกับระบบประสาทส่วนกลาง และเป็นระบบประสาทที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของจิตใจ หมายความว่าสมองเราไม่สามารถไปควบคุมมันได้ค่ะ
ในขณะที่เราพักผ่อนหรือนอนหลับ ร่างกายก็จะเก็บสำรองพลังงานเอาไว้ก็จะถูกนำไปใช้ หน้าที่ของระบบประสาทอิสระก็คือรักษาสมดุล ทำให้ร่างกายทำไปได้ด้วยดีอยู่ตลอดเวลา และที่ทำอย่างนั้นได้ก็เป็นเพราะว่าระบบประสาทอิสระมีระบบการทำงานที่แบ่งย่อยออกไปอีกสองส่วน อันได้แก่ ระบบประสาทซิมพาเธติก แลพาราซิมพาเธติก ซึ่งทั้งสองผส่วนจะทำหน้าที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง โดยเจ้าระบบซิมพาเธติก จะเปรีบเสมอนคันเร่ง เมื่อเราเหยียบคันเร่ง (อวัยวะในร่างกาย) ทุกอย่างก็จะเริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว และระบบทั้งหมดก็จะทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวหรือทำกิจรรมต่างๆ ตามที่ถูกสั่งมา ซึ่งทำให้สารอะดรีนาลีนหลั่งออกมาในขณะนั้นด้วย และเมื่อเราแตะเบรกร่างกายก็จะชะลอทุกอย่างลง การใช้พลังงานก็เริ่มลดลง และร่างกายเริ่มผ่อนคลายหรือได้พักผ่อน เจ้าตัวเบรกที่ว่านี้ก็คือ ระบบประสาทพาราซิมพาเธติกนั่นเอง ทั้งสองระบบจะทำงานสลับกันอยู่ภายในร่างกายเราตลอดเวลา
ระบบซิมพาเธติก
ระบบซิมพาเธติก (Sympathetic System) จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นอันตรายหรือสถานการณ์ที่ตึงเครียด ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ร่างกายสูบฉีดเลือดมากขึ้น ซึ่งจะไปเพิ่มความดันเลือดให้มากขึ้น ทำให้เกิดความตื่นเต้น เป็นตัวที่ทำให้หายใจถี่ เพิ่มออกซิเจนในร่างกายโดยการไปทำให้หลอดเลือดหดและขยายตัว เป็นตัวส่งเลือดไปยังผิวหนัง ไปเพิ่มเหงื่อให้ออกมากขึ้น เป็นการเตรียมระบายความร้อนออกจากร่างกายเมื่อคาดการณ์ว่าความร้อนภายในร่างกายจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ร่างกายมีการเตรียมพร้อมต่อภาวะเครียด โกรธ ตกใจและทำงานหนัก เรียกว่า การตอบสนองแบบสู้หรือหนี ทำให้เรามีเหงื่อออกที่มือในขณะตื่นตัว หรือตื่นเต้น เมื่อรู้ว่ากำลังจะเกิดเรื่องขึ้น มีศูนย์สั่งการอยู่ที่ไขสันหลัง และเป็นระบบที่กระตุ้นให้การทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายให้เร็วขึ้นคล้ายๆ กับเป็นตัวเร่ง และเป็นระบบประสาทของการทำงาน การต่อสู้และการใช้พลังงานทั้งในยามปกติและในยามฉุกเฉิน
ระบบพาราซิมพาเธติก
ระบบพาราซิมพาเธติก (Parasympathetic System) มีการทำงานที่ตรงข้ามกับระบบซิมพาเธติกโดยสิ้นเชิง เพราะส่วนใหญ่แล้วเป็นระบบที่ทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานช้าลง ผ่อนคลายมากขึ้น ยับยั้งการเต้นของหัวใจ ทำให้เลือดถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกายตามปกติ มีศูนย์สั่งการอยู่ที่สมองและไขสันหลัง กระตุ้นระบบการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร ระบบพาราซิมพาเธติกจะทำงานเมื่อร่างกายรู้สึกผ่อนคลายหรือกำลังพักผ่อนสบายๆ ซึ่งจะส่งผลให้รูม่านตาหดตัว หัวใจเต้นช้าลง เส้นเลือดขยายตัว นอกจากนี้ยังกระตุ้นระบบสืบพันธุ์ และระบบขับถ่ายให้ทำงานอีกด้วย
ต่อมหมวกไต
ต่อมหมวกไต (Adrenal Glands) มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยมสีเหลืองอยู่บนไตทั้งสองข้างของเรา ทำให้ดูเหมือนไตสวมหมวกสีเหลืองอยู่ จึงเรียกว่าต่อมหมวกไต มีบทบาทสำคัญในการสร้างฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสารเอพิเนฟริน (Epinephrine) ซึ่งเรารู้จักกันในชื่ออะดรีนาลีน (Adrenaline) มากกว่า และสารคอร์ติซอล (Cortisol)
ต่อมหมวกไตทำงานอยู่ในระบบประสาทซิมพาเธติกเมื่อร่างกายทำกิจกรรมที่เร็วขึ้น รุนแรงขึ้น หรือเต็มไปด้วยอารมณ์เครียด กดดัน กลัวมากขึ้น ระบบประสาทซิมพาเธติกก็จะไปกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตหลั่งสารอะดรีนาลีนออกมาอย่างล้นหลาม ที่จะทำให้หัวใจเต้นแรง ความดันเลือดเพิ่มขึ้น เส้นเลือดที่ผิวหนังและอวัยวะภายในบีบตัว อัตราการหายใจถี่ขึ้น ไปเร่ง Glycogen ในตับให้เปลี่ยนเป็นกลูโคส ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น สารคอร์ติซอลจะหลั่งออกมาร่วมเพื่อควบคุมการใช้พลังงานและน้ำตาลในเลือด เพื่อที่จะปกป้องร่างกายจากการป่วยหรือบาดเจ็บ คล้ายๆ กับเป็นการเตรียมพร้อมรับมือ และสัญญาณเตือนกลายๆ ว่ากำลังเกิดหรือจะเกิดเหตุการณ์ตื่นเต้น น่ากลัวขึ้นแล้วนะ และร่างกายอยู่ในภาวะที่พร้อมจะสู้หรือถอย ซึ่งก็แล้วแต่สมองว่าจะตัดสินใจอย่างไร
ความเครียด
นอกจากอาหารแล้ว ความเครียดก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายเป็นอย่างมาก ทำให้สมองหลั่งสารอะดรีนาลีนและคอร์ติซอลออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถดถอยลง เกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกายและระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ปั่นป่วนได้ง่าย และถ้าเกิดขึ้นนานหรือบ่อยก็อาจทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดน้อยถอยลงไปได้ เพราะเมื่อสารเหล่านี้ถูกหลั่งออกมามากๆ ร่างกายก็จะเข้าสู่สภาวะที่อ่อนล้า พลังในร่างกายจะลดลงไปเรื่อยๆ ระบบหลอดเลือดและน้ำเหลืองในร่างกายจะอ่อนแอลง สร้างความเสื่อมโทรมให้แก่อวัยวะต่างๆ และยังรวมไปถึงสภาพจิตใจที่หดหู่ ขาดชีวิตชีวา ทุกอย่างจะส่งผลถึงกันหมดเหมือนทฤษฎีโดมิโนเลยทีเดียวค่ะ
สรุปว่าถ้าอยากให้ตัวคุณและลูกน้อยมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ก็คงต้องหาทางสลัดความเครียดให้หลุดออกไปให้พ้น
และป้องกันสิ่งที่จะไปสร้างความเครียดให้กับลูก แล้วอีกอย่างเด็กที่อารมณ์ดี หัวเราะมีความสุข ก็มักเป็นเด็กสุขภาพดีและลาดแทบทุกคนเลยนี่นา
(update 19 พฤศจิกายน 2010)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.17 Issue 193 August 2009 ]
|