ต้นข้าวหยิบสไปเดอร์แมนออกจากกระเป๋ากางเกง ยื่นให้น้าต่ายดูว่านี่คือพระองค์ดำ ส่วนตุ๊กตาหมีตัวนี้คือ ช้างก้านกล้วย ที่ขณะนี้กำลังคว่ำหน้าลง หร้อมกับชูจมูกแบบหมีๆ ขึ้นร้องแปร๊นๆ นี่คือหนังเรื่องก้านกล้วยที่มีต้นข้าวเป็นผู้กำกับเอง
จินตนาการของต้นข้าว หากดำเนินไปตามเรื่องก้านกล้วย แล้วจบลงด้วยดี คงไม่มีเรื่องที่ต้องกังวลแต่หากจินตนาการของเจ้าตัวนั้นประติดประต่อจนสร้างความหวาดกลัวขึ้นมาให้กับตัวเขาเอง แบบนี้ไม่ดีแน่ไปดูว่าจินตนาการด้านลบที่มีโอกาสเกิดขึ้นกับลูกน้อยนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร กระทบอะไรบ้าง แล้วคุณพ่อคุณแม่จะจัดการอย่างไร
ที่มาจินตนาการเกิดขึ้นได้อย่างไร
จินตนาการเกิดขึ้นจากสมองน้อยของลูก เป็นความคิดที่เกิดขึ้นมาบวกกับสิ่งที่ได้พบเห็นในชีวิตประจำวันก่อเกิดเป็นจินตนาการ เป็นเรื่องราว อย่างที่เราจะเห็นเด็กสมมติว่านั่งบนเก้าอี้ในยานอวกาศ มีเขาเองเป็นกัปตัน พ่อกับแม่เป็นลูกเรือ แล้วจินตนาการ 3-6 ปีนี้จะมีอย่างไม่จำกัด เพราะเป็นวัยที่กำลังออกไปพบเจอกับสิ่งต่างๆ มากมาย จึงมีการผสมผสานขึ้นมาให้เป็นจินตนาการ หากจินตนาการนั้นเป็นไปในด้านดีในเชิงสร้างสรรค์ คงไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง แต่หากลูกน้อยจินตนาการถึงปีศาจรัติกาลทุกครั้งที่เปิดไฟนอนหรือตุ๊กแกสยองโลกที่จะติดไปทุกที่ ที่มีกำแพงหรือไม่ยอมหาคุณหมอเพราะกลัวเข็มฉีดยาจากแม่มดจินตนาการเหล่านี้หากเกิดขึ้นในวัยที่ความคิดสร้างสรรค์และพัฒนาการหลายด้านกำลังเบ่งบานนั้นย่อมส่งผลกระทบแน่นอนค่ะ
จินตนาการด้านลบกระทบอะไรบ้าง
- กระทบการเรียนรู้ การที่เด็กกลัวโน่นกลัวนี้ตลอดเวลานั้น กระทบการเรียนรู้ในช่วงวัย 3-6 ปียิ่งการเรียนในอนุบาลมีหลากเรื่องให้ทดลองและลงมือทำถ้าลูกมีนิสัยขี้กลัว ย่อมทำให้การเรียนรู้สะดุดหยุดยั้งย่อมไม่ดีกับการเรียนแน่ค่ะ
- ความมั่นใจถดถอย แน่นอนว่าความกลัวนั้นจะทำให้เด็กติดหนึบกับคุณครู ติดคุณแม่แจกว่าจะถึงโรงเรียนต้องหว่านล้อมกับลูกอยู่นาน ด้วยเหตุนี้เองจะทำให้เด็กพลาดโอกาสในการวิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมกับเพื่อน ซึ่งกระทบกับการมีมนุษยสัมพันธ์ และมีความสำคัญกับเด็กวัยอนุบาลที่จะต้องออกไปเจอโลกภายนอก ในที่สุดทำให้เด็กกลายเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองไป
- สุขภาพจิตเสีย ความกลัวที่เกิดขึ้นเป็นที่มาของความเครียดได้ไม่ยากเลย ยิ่งถ้าสิ่งที่กลัวเป็นสิ่งที่ต้องเจอและใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กลัวความมืด กลัวรถตู้ หรือกลัวหมอฟัน ทุกครั้งเจอความเครียดเกิดขึ้นซึ่งความกลัวนั้นเป็นที่มาของหลากโรคและกระทบกับพัฒนาการด้านอารมณ์ของลูกได้นะคะ
- แปรเปลี่ยนเป็นความก้าวร้าว หากลูกนิมิตรจินตนาการ ถึงปีศาจ ยิ่งการต่อสู้ที่ต้องใช้ความรุนแรงในการฆ่าด้วยอาวุธนั้น ยิ่งต้องระวังคะ คุณพ่อท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่าลูกชายพกมีดและปืนปลอมเข้านอนด้วยเพื่อจะสู้กับปีศาจได้ ฟังดูอาจเป็นเรื่องตลกแต่ความก้าวร้าวที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะแปรเปลี่ยนให้ลูกน้อยของเรากลายเป็นเด็กที่ชอบจัดการทุกอย่างด้วยความรุนแรงได้นะค่ะ
รู้กันอย่างนี้แล้วต้องรีบจัดการจินตนาการด้สนลบนี้ออกไปเลยค่ะ
Mom & Dad can Do
- อย่าตื่นตูมแต่หันไปสร้างความเข้าใจใหม่ หากจินตนาการถึงความกลัว ความเพ้อฝันที่ฟังดูแล้วอาจจะเกิดอันตรายและไม่เป็นผลดีกับทั้งชีวิตและจิตใจของลูก เช่น ผี ปีศาจ สิ่งที่ควรทำคือ หันไปสร้างความเข้าใจใหม่ให้กับลูก ว่าสิ่งที่ลูกคิดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่เป็นจริงไม่มีตัวตน อาจจะลองถามลูกว่าปีศาจตนนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร มาจากไหน มันทำอันตรายลูกไหม อาจจะลองหาวิธีจักการปีศาจด้วยกัน ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ เช่น ปีศาจจะพ่ายแพ้ก็ต่อเมื่อลูกเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่แกล้งเพื่อน และเข้านอนแต่หัวค่ำ เมื่อลูกทำได้ปีศาจจะหายไป ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่ควรหากิจกรรมที่ทำให้ลูกลืมปีศาจและอยู่ใกล้ชิดกับลูกและคอยสังเกตคำพูดหรืออาการที่ปีศาจจะมา แล้วเบี่ยงเบนไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์แทนจะดีที่สุดค่ะ
- สิ่งที่ไม่ควรทำที่สุดคือ การดุหรือด่าว่าลูกคิดเรื่องไร้สาระ เพราะจะยิ่งทำให้จินตนาการเรื่องปีศาจเพิ่มความน่ากลัวขึ้นมาอีก นอกจากจะไม่ได้แก้ปัญหาแล้วยังสร้างปมในใจเพิ่มเติม ให้กลายเป็นเด็กขี้กลัวด้วย
- เติมจินตนาการด้านสร้างสรรค์ แทนที่จะให้ลูกหมกมุ่นไปกับจินตนาการด้านเดิมๆ ที่ไม่สร้างสรรค์ ก็พาออกไปพบเจอกับสถานที่ใหม่ เช่น พิพิธภัณฑ์ ร้านหนังสือ สวนสัตว์ หรือเข้าค่ายร่วมกิจกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นช่องทางในการส่งเสริมจินตนาการที่สร้างสรรค์ให้ลูกได้ แล้วยังทำให้ลูกรู้ด้วยว่ากิจกรรมแบบใดที่ชอบทำ เพื่อจะได้ส่งเสริมให้ถูกทางด้วย
- เปิดพื้นที่สร้างสรรค์จินตนาการ อย่าลืมที่จะเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ด้านดีให้ลูกได้แสดงออกเพราะการได้เห็นผลงานทางจินตนาการด้านดีของตัวเองออกมาเป็นรูปเป็นร่างแบบจับต้องได้นั้น จะยิ่งทำให้สัมผัสได้ถึงความแตกต่างระหว่างจินตนาการด้านบวกและจินตนาการด้านลบชัดเจนขึ้นค่ะ
หากจะพูดว่าจินตนาการที่เกิดขึ้นกับลูกน้อยนั้นอยู่ในมือของคุณพ่อคุณแม่ก็คงไม่ผิดนะคะ ถ้าอย่างนั้นเร่งสร้างด้านดี กลบด้านลบกันให้เร็วเลยค่ะ
เลิกเสียทีไม้เด็ดหลอกให้เด็กกลัว
รู้ไหมผู้ใหญ่เรานี่แหละที่เป็นตัวกระตุ้นให้เด็กเกิดความกลัว ไม่ว่าจะเป็นการหลอกว่าถ้าไม่หลับตุ๊กแกจะมากินตับหรือถ้างอแงมากคุณหมอจะจับฉีดยา หรือถ้าดื้อตำรวจจะมาจับขังคุก คำพูดที่หยุดการกระทำเพียงชั่วคราวไม่คุ้นกันกับความกลัวที่จะฝังใจของเด็กเลยค่ะ ยิ่งช่วงเวลาที่พูดนั้นเด็กกำลังอยู่ในภาวะความกลัว และไม่มั่นใจอยู่แล้ว ยิ่งพูดซ้ำย้ำบ่อยก็ยิ่งทำให้ความกลัวติดหนึบในใจ ซึ่งส่งผลกระทบกับพัฒนาการลูกน้อยค่ะ
(update 24 มิถุนายน 2010)
[ ที่มา..
นิตยสาร MODERNMOM Vol.14 No.164 June 2009 ]
|