ปมชีวิตคนดังของสังคม  Celebrity


เรียนคุณหมอวิทยาที่นับถือ

อยากให้คุณหมอเขียนและวิเคราะห์คนดังที่ชอบไปตามงานปาร์ตี้และชอบปรากฎตัวตามข่างสังคมซ้ำ ๆ บ่อยๆ ดิฉันเคยไปงานเหล่านีมาบ้างและรู้จักคนพวกนี้บางคน แต่ไม่ชอบรักบางคนน่าหมั่นไส้ รู้สึกเป็นชีวิตแปลก ๆ ดี

อยากรู้และขอบคุณค่ะ/เบสท์


ไม่เอาน่าอย่าเพิ่งไม่ชอบและมีอคติกับใคร ๆ ง่าย ๆ เลยเสียสุขภาพจิตเปล่า ๆ ให้มองโลกในแง่ดีและปราถนาดีเอาไว้เสียก่อน ผมคงไม่เขียนถึงเฉพาะชีวิตคนดังในสังคมไทยหรอก แต่อยากเขียนถึงในสังคมประเทศอื่นทั่วๆ ไปด้วย คนที่ชอบงานปาร์ตี้บ่อย ๆ ไปแล้วทำให้งานนั้นสนุกสนาน เจ้าภาพและแขกคนอื่นชอบเรียกพวกเขาว่าเป็นพวก Party Boy หรือ Party Girl พวกนี้จะปรับตัวเก่ง เข้าสังคมดี กล้าแสดงออก สนุกสนาน

แต่พวกคนเด่นคนดังจากนามสกุล ความรวย ความเก่ง อาชีพ ตำแหน่ง ความสวย ความหล่อ คนพวกนี้เป็นคนพิเศษที่คนจัดงานเขามักหาไปประดับงานให้งานดูหรูหรา มีความหมาย มีคุณค่าและสดชื่น การจะเชิญบุคคลเหล่านี้ก็ไม่ง่ายนัก เพราะบางคนไม่ชอบออกงาน ในต่างประเทศถึงขนาดต้องจ่ายค่าเดินทาง ที่พักอย่างดี ของชำร่วย หรือจ่ายแม้แต่ค่าตัวราคาแพงให้ด้วย ในงานปาร์ตี้ที่ถือว่ามีความสมบูรณ์แบบจะต้องมีแขกเหล่านี้มาปรากฎกายมาร่วมงานด้วย เช่น เชื้อพระสงศ์ชั้นสูง นักเขียนดัง นักกีฬาระดับโลก มหาเศรษฐี แพทย์ที่เก่ง ๆ ผ็ที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ เช่น รางวัลโนเบล ดารา นักแสดงเด่น ๆ นักการเมืองระดับท็อป นักธุรกิจ ศิลปินดัง ๆ หรือคนที่กำลังมีชื่อเสียงมาก ๆ ในขณะนั้น

พวกนี้จะมาปะปนกับแขกทั่ว ๆ ไปและแขกเฉพาะกิจ หรือแขกตามเป้าหมายของงานที่จัดขึ้น เพื่อต้องการจะให้เกียรติหรือได้ประโยชน์ทางธุรกิจ ทำให้งานคึกคักมีสีสัน มีความหลากหลาย มีค่า และมีคนกล่าวถึง และถูกกระจายข่าวโดยสื่อมวลชนต่อไป แขกดัง ๆ เหล่านี้บางทีเรียกสั้น ๆ ว่าเป็นพวก “เซเลบ”

การจะหาคนดังมางานปาร์ตี้นั้น ใช่ว่าจะหาได้ง่ายนัก เพราะบางคนไม่ชอบมางาน บางคนมาแล้วติดใจก็มาเรื่อย ๆ ถูกถ่ายภาพลงตามสิ่งพิมพ์บ่อย ๆ บางคนไม่เข้าชั้นคนดังก็พยายามตะเกียกตะกายจะเป็นคนดัง จึงพยายามทำตัวให้แปลก แต่งตัวให้เด่น มองหาช่างภาพให้ถ่ายรูปกับคนดังหรือถ่ายคู่กับเจ้าภาพเอาไว้ก่อน ไม่ว่าจะเป็นท่านั่ง (เบียด) หรือยาน (เขย่ง) ให้เห็นชัดว่าอยู่ใกล้คนดัง และออกข่าวว่าสนิทสนมกับคนดังอื่น ๆ เสมอ เพื่อให้แลดูว่าเป็นคนดังไปด้วย

คนดังที่ชอบไปงานบ่อย ๆ และติดใจอยากไปงานบ่อย ๆ นั้น ก็เหมือนเป็นการติด (Addiction) อะไรบางอย่างเหมือนกัน เรียกว่าเป็นการติดความดังก็ได้ (Esteem Addiction) ซึ่งก็เหมือนการติดสิ่งอื่น ๆ เช่น เหล้า บุหรี่ โคเคน กัญชา ฯลฯ เวลาไม่ได้เสพจะนึกอยาก

การติดความมีชื่อเสียงมีโอกาสจะหลงตัวเองชั้นทุติยภูมิ (Secondary Narcissism) ว่ามีพรสวรรค์วิเศษมากกว่าคนอื่นได้ง่าย ทำให้หยิ่งหรือมีอีโก้สูง เวลาไม่มีรูปลงสิ่งพิมพ์ก็เครียดและผิดหวัง นับเป็นปมชีวิตชนิดหนึ่งคนพวกนี้มีพื้นฐานชีวิตที่เหงา ว้าเหว่ ขาดความสงบสุข ต้องมิ่งกระตุ้นเสมอ จึงจะทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามีค่า เด่น เก่ง สวย หล่อ และอยากให้คนอื่นเห็น ถ้าไม่มีอะไรมากระตุ้นในแต่ละวัน ชีวิตก็จะเฉา เฉื่อยชา หรือเหงา ว้าเหว่ เขาจึงต้องการได้รับบัตรเชิญ โทรศัพท์เชิญ การพูดคุย การนินทา วิจารณ์ ปรากฎกายให้คนอื่นเห็นพร้อททั้งถูกกล่าวขวัญถึงหรือถูกบันทึกไว้

ถ้าอยู่เฉย ๆ เหมือนถูกสังคมปฏิเสธ เขามักไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเองจริง ๆ แต่มักจะทำเพื่อสร้างแบรนด์ ภาพลักษณ์ หรือเงาหลอก ๆ ให้ตัวเอง หลายคนทนสภาพชีวิตจริง ๆ ของตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งพายาเสพติด กัญชา เหล้า บุหรี่ ฯลฯ มีคนเด่นที่ติดความดังแล้วเป็นทุกข์มาปรึกษา ผมให้ข้อคิดไปว่าเขาต้องกล้าที่จะรักตัวตนจริง ๆ ของเขา และกล้าที่จะมีความสุขจากตัวตนจริง ๆ ให้ได้ ต้องรักษาตัวเองให้เป็น รักในความดีแม้เพียงเล็กน้อยที่มีอยู่ในตัวตนแท้ ๆ หันมาดูแลจากตัวตนภายในออกมา ยืนอยู่โลกแห่งความเป็นจริงให้ได้ มีเพื่อนหรือคนหวังดีจริง ๆ สัก 1 - 2 คนก็พอ ไม่ต้องไปงานปาร์ตี้ทุกวันเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นคนเด่นดังหรอก คนเหล่านี้หลายคนมาจากครอบครัวที่แตกแยก พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย หรือมาจากครอบครัวห่างเหินที่ธรรมดามาก ๆ เขาจึงไม่ให้ความสำคัญกับครอบครัว ไม่อยากหาความสุขจากครอบครัว แต่จะแสวงหาความตื่นเต้น (Excitement) ความสนุก ความดัง ถูกชื่นชมจากคนอื่นอย่างไม่สิ้นสุด (Endless Searching) แต่บางคนก็มาจากครอบครัวเด่นดังที่พ่อแม่รักและตามใจ ยกย่องมาก ทำให้เหลิงและต้องการหาความพิเศษจากสังคมต่อไป อย่างไม่สิ้นสุดเช่นกัน ความทุกข์ของคนพวกนี้คือจะหงอยเหงาถ้าไม่ไปงาน หลยคนเมื่อไปแล้วก็ต้องพบคนหรือเหตุการณ์ที่ไม่ชอบ เพราะจะพบแต่คนที่ปลอมตัวประหนึ่งว่า (As if self) เป็นคนเด่นดังสมบูรณ์กันทั้งนั้น ไม่ค่อยพบคนที่กล้าเป็นตัวตนแท้หรอก (Real Self) เขาจึงพบแต่วัตถุปลอม ๆ (เพชร - พลอย ที่ใส่มาประดับแข่งกันซึ่งมีทั้งจริงและเทียม) พบวาจาปลอม ๆ (สอพลอกันเข้าไป) และจิตใจปลอม ๆ (อิจฉา ริษยากัน) จึงมักจะเหนื่อยกายเหนื่อยใจเพราะไม่สามารถพบความสงบสุขชนิดสมาธิสุขหรือวิมุติสุขได้เลย แต่เลิกไม่ได้เพราะติดแล้ว บางคนต้องใช้เหล้าหรือยาโคเคนช่วย เวลาออกงานกลับมาบ้านก็ต้องกินยาคลายประสาท หรือยานอนหลับอีก

เมื่อรู้สภาวะชีวิตของเขาเหล่านั้นแล้วอย่าไปอิจฉาหรือหมั่นไส้เขาเลย จงเห็นใจและเมตตาเขาเถิด ถ้ายังรู้สึกอิจ ฉาหรือหมั่นไส้เขาอยู่ก็ให้นึกถึงคำว่า “เป็นสุข ๆเถิด อย่าเป็นเวร เป็นกรรมซึ่งกันและกันเลย”

ความอิจฉาและหมั่นไส้จะลดลงได้จริง ๆ จะรู้สึกเป็นสุขมากขึ้นด้วย คุณและเขาต่างก็มีชีวิตอยู่กันต่อไป มีสุขและทุกข์ที่ต่างกันต่อไป ตามผลของกรรมของแต่ละคนที่ไม่เท่ากันและไม่เหมือนกัน


(update 21 ตุลาคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.16 Issue 184 September 2008 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600