หวัด...เป็นแล้วเป็นอีก...เฮ้อ


“หวัด...คือโรคธรรมดาสามัญที่เป็นได้หายเอง...ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง” ก็จริงค่ะ แต่แย่ตรงที่เป็นกันได้บ๊อยบ่อย โดยเฉพาะเจ้าตัวน้อยปีหนึ่งๆ อาจเจอหวัดได้ทุกเดือนเลย

โรคหวัด เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทีการอักเสบของเยื่อจมูกและคอ แถมเชื้อไวรัสที่ว่ามีเกือบ 200 ชนิดเลยค่ะ แต่กว่าครึ่งเป็นเพราะเชื้อโรคที่ชื่อว่า “Rhinovirus” ไวรัสเหล่านี้สามารถกลายพันธุ์เพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ หวัดจึงเป็นโรคที่เป็นง่าย กับทุกเพศทุกวัย และยังไม่มีวัคซีนใดๆ ป้องกัน

หวัดมักเกิดในช่วงที่มีอากาศเย็น เช่น ฤดูหนาว ฤดูฝน ในช่วงนี้เยื่อจมูกจะแห้งติดเชื้อได้ง่าย ในเด็กที่เป็นภูมิแพ้จะเป็นหวัดได้บ่อย โดยมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอเล็กน้อย มีไข้ต่ำ ปกติอาการคัดจมูก และมีน้ำมูกมักไม่เกิน 7 วัน ส่วนอาการไข้และเจ็บคอจะพบ 1-3 วัน

ในเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ขวบคนหนึ่ง จะเป็นหวัดปีละ 6-8 ครั้ง เลยค่ะ บางคนถึงกับเป็นเกือบทุกเดือน หวัด...จึงกลายเป็นโรคเรื้อรังที่สร้างความรำคาญให้กับลูกน้อยค่ะ


ผลกระทบที่เกิดจากโรคหวัดมีมากมายค่ะ
กินข้าวไม่ได้ ช่วงที่เด็กเป็นหวัดนอกจากร่างกายจะอ่อนแอรู้สึกรำคาญเนื้อตัวแล้ว ยังทำให้เด็ก ๆ เบื่ออาหาร ผอมลง และร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง

ส่งผลต่อการเรียน เด็กส่วนหญ่เมื่อเป็นหวัดและไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง อาจทำให้ต้องขาดเรียน เรียนไม่ทันเพื่อน

ทำให้เกิกโรคแทรกซ้อน โรคแทรกซ้อนอาจเกิดขึ้นได้ในขณะที่เป็นโรคหวัด เพราะเป็นช่วงที่ภูมิคุ้มกันต่ำลงทำให้สามารถติดโรคอื่น ๆ ได้ง่าย เช่น

- หลอดลมอักเสบ มักเกิดร่วมกับหวัด ไอมีเสมหะ มีไข้ตำ ๆ ฟังที่ปอดอาจจะได้ยินเสียงผิดปกติ

- หูอักเสบ จะทำให้ปวดหูมาก มีไข้ ถ้าเป็นเรื้อรังจะมีหนอง

- ไซนัสอักเสบ จะมีอาการไข้สูง น้ำมูกเหลืองข้น ปวดศรีษะ ตั้งแต่แรกและเป็นหวัดเกิน 10 วัน

- ปอดบวม มีอาการไอ หายใจเร็ว เป็นไข้ ปวดบวมเป็นโรคที่อันตรายมากสำหรับเด็กไทย เพราะหากไม่ได้รับการรักษาจากแพทย์ทันเวลา แล้ว อาจทำให้เยชีวิตได้
นอกจากนี้แล้ว หวัดยังเป็นอาการเริ่มต้น ของโรคไอกรน หัด และปอดบวม เด็กที่เป็นหวัดิดต่อกันนานๆ อาจมีโรคภูมิแพ้ร่วมด้วยค่ะ


คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมค่ะว่า ทำไมลูกเราจึงเป็นหวัดบ่อยๆ จนดูเหมือนว่ากลายเป็นโรคเรื้อรัง บางคนเป็นตลอดทั้งปี จนสร้างความรำคาญให้กับลูกน้อยอย่างมาก นั่นเพราะว่า...
เชื้อโรคเยอะ เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมีเกือบ 200 ชนิด เมื่อเด็กหายจาหวัด ที่จากเชื้อตัวเก่า ร่างกายก็จะสร้างภฝุมิต้านทานเชื้อหวัดตัวเก่าขึ้นมา แต่ก็จะไปรับเชื้อตัวใหม่มาอีก ทำให้เป็นหวัดได้ตลอดไงค่ะ

ไม่มีวัคซีนป้องกัน รู้กันดีว่าเชื้อไวรัสที่มำให้เกิดโรคหวัดมีอยู่มากมาย ทำให้ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนตังใดใช้ป้องกันโรคหวัดได้เลย และเชื้อโรคเหล่านี้ก็จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทักทายร่างกายของเรา ทำให้เราเป็นหวัดบ่อยๆ ค่ะ

ดูแลไม่ถูกต้อง เมื่อลูกน้อยเป็นหวัด คุณพ่อคุณแม่หรือแม้แต่คุณครูที่โรงเรียนอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เป็นแล้วเด๋ยวหายเองได้ ทำให้เด็กที่เป็นหวัดไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง เราจึงพบว่าลูกติดหวัดจากเพื่อนที่โรงเรียน เพราะคุณครูไม่แยกเด็กที่เป็นหวัด หรือลูกเป็นหวัดตลอดทั้งปี เพราะไม่มีการสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
อย่างไรก็แล้วแต่หากพบว่าลูกหายใจเร็วผิดปกติ หรือหายใจแรงไข้ขึ้นสูงนานเกิน 3 วัน และอาการไม่ดีขึ้นหลัง 1 อาทิตย์ อาจเกิดความผิดปกติบางอย่างกับลูกน้อยค่ะ เพราะถ้ามีอาการเกิน 2 อาทิตย์ อาจเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบหรือมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ต้องรีบพาลูกน้อยไปพบแพทย์โดยด่วนค่ะ

การศึกษาในอเมริกาพบว่าโรคหวัดทำให้ประชากรต้องไปพบแพทย์ถึง 100 ล้านครั้งต่อปี รวมถึงเสียค่าใช้จ่ายจำนวน 7.7 พันล้านดอลล่าร์ ต่อปี (ประมาณ 3 แสนล้านบาท) นอกจากนี้โรคหวัดยังทำให้ประชากรเด็กขาดเรียนรวมกันถึง 189 ล้านวัน ทำให้พ่อแม่อยู่บ้านและคอยดูแลลูกที่ป่วยเป็นหวัด

ผลกระทบโดยรวมของโรคหวัดต่อเศรษฐกิจเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้น รวมเป็นเงินถึง 2 หมื่นล้านดอลล่าร์ หรือ 8 แสนล้านบาทเลยทีเดียวค่ะ


เมื่อลูกเป็นหวัด ต้องดูแลอย่างถูกต้องดังนี้นะคะ
  • เมื่อลูกเป็นหวัด ควรให้ยาเพื่อบรรเทาเท่านั้นเพราะหวัดหายเองได้ภายใน 10-14 วัน ถ้าลูกมีไข้ คุณพ่อคุณแม่อาจให้ยาลดไข้ Paracetamol เป็นครั้งคราว ไม่ควรให้ยาติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ยาลดไข้ให้ได้ทุก 4 ชั่วโมง เมื่อไข้ลดให้หยุดยาทันทีค่ะ

  • เมื่อมีน้ำมูก ควรเช็ดออกหรือใช้ลูกยางดูดออก

  • เมื่อไอ ควรให้ลูกดื่มน้ำบ่อยๆ อาจให้ยาแกไอขับเสมหะ (Glyceryl guaicolate) โดยต้องดูขนาดยาให้ถูกต้อง

  • ไม่ควรใช้ยาเกินความจำเป็น ห้ามใช้ยากดอาการไอ ยาแก้ไอ สูตรผสมยาลดน้ำมูกหรือยาแก้แพ้ เพราะอาจทำให้ไอไม่ออก มีอาการอุดตันของทางเดินหายใจ นอกจากนี้การใช้ยาลดน้ำมูกบางชนิด อาจทำให้เด็กเกิดอาการใจสั่น นอนไม่หลับ อีกด้วย

  • ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์ ในการรักษาแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในโพรงจมูกเกิดการดื้อยาด้วยค่ะ

  • เมื่อเป็นหวัด คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลให้เด็กๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้เต็มที่ ไม่ควรปล่อยให้ลูกออกไปเล่นตากแดด ตากลม เพราะอาจทำให้อาการยิ่งทรุดหนักมากขึ้นค่ะ
การป้องกันโรคหวัดทำได้ไม่ยาก แต่ต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่จากคุณพ่อคุณแม่ โดยการสร้างภูมิต้านทานให้ลูก งสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคหวัด คือ...การออกกำลังกายค่ะ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ ในเด็กเล็กควรฝึกให้เด็กล้างมือบ่อยๆ เพราะอาจไปสัมผัสกับสิ่งของที่ปนเปื้อนน้ำมูก หรือเสมหะของผู้ป่วย หากลูกอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรเลี้ยงลูกที่บ้านนะคะ หากจำเป็นต้องส่งลูกไปเนิร์สเซอรี่ คุณพ่อคุณแม่ต้องดูสถานที่ที่มีคุณภาพ สะอาด ถูกสุขลักษณะ ซึ่งการให้ลูกได้กินนมแม่อย่างเต็มที่และนานพอสมควร ก็สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดได้ค่ะ


(update 3 กันยายน 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 310 พฤศจิกายน 2551 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600