โรคผิวหนังภูมิแพ้ เป็นโรคผิวหนังเรื่อรังที่มักพบในเด็ก สหรัฐอเมริกาพบว่าประชากรนับ ๑๐ ล้านเป็นเป็นโรคผิวหนังชนิดนี้ ที่ญี่ปุ่นก็มีเด็กเป็นโรคนี้มาก ปัจจุบันพบว่าเด็กไทยเป็นโรคผิวหนังภูมิแพ้ได้บ่อย
โรคผิวหนังภูมิแพ้นี้เป็นโรคทางพันธุกรรมอย่างหนึ่ง ถ้าซักประวัติเด็กที่เป็นโรคนี้ พบว่า ร้อยละ ๘๐ มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว เช่น พ่อแม่เป็นหอบหืด ลมพิษ หรือน้ำมูกไหลเพราะแพ้อากาศ
โดยทั่วไปแบ่งลักษณะผื่นผิวหนังของโรคผิวหนังภูมิแพ่ได้ง่ายๆ เป็น ๓ ช่วงอายุ คือ วัยทารก วัยเด็ก วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่
ช่วงวัยทารก
เริ่มมีอาการคันและผื่นขึ้นตั้งแต่อายุประมาณ ๖-๘ สัปดาห์ อาการคันอาจเป็นมากจนเด็กอายุถึง ๒ ขวบ พบเป็นผื่นที่แก้มทั้ง ๒ ข้าง หรือตามด้านนอกของแขร ขา ลำตัว
ผื่นคันอาจเห่อขึ้นเมื่อเด็กฉีดวัคซีน เมื่อเด็กทีอาการผื่นคันอยู่แล้วต้องระมัดระวังในการฉีดวัคซีนหรือควรปรึกษาแพทย์เสียก่อน
ครึ่งหนึ่งของเด็กแอ่อนที่เป็นโรคผิวหรังภูมิแพ้อาการอาตหายไปได้เองก่อนอายุครบ ๒ ขวบ
ช่วงวัยเด็ก
ผื่นผิวหนังในช่ววัยเด็กมักเป็นตามข้อแขนพับและขา ผื่นจะแดง คลำดูได้หนากว่าปกติ อาการคันอาจเป็นรุนแรงมาก เมื่อเกามากๆผิวหนังจะดันตัวขึ้น จึงทำให้เด็กหงุดหงิดรำคาญ
ช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่
พบว่าโรคผิวหนังภูมิแพ้ในวัยทารกและวัยเด็กอาจหายไปเองใน ๒-๓ ปี แต่กลับมากำเริบอีกครั้งในวัยรุ่น อาจมีอาการคันอย่างมาก อาการคันมักกำเริบตอนกลางคืน ผื่นคันมักเป็นตามข้อพับ แขน ขา ใบหน้า หัวไหล่ และด้านบน ถ้าคันและเกามากๆ ผิวหนังก็จะหนาได้
เนื่องจากโรคผิวหนังภูมิแพ้เป็นโรคเรื้อรัง ไม่ใช่โรคติดต่อ การดูแลรักษาสุขภาพผิวหนังอย่างถูกต้องจึงมีส่วนช่วยให้อาการทางผิวหนังดีขึ้นได้
หลักการดูแลผิวหนังของผู้ป้วยโรคผืวหนังภูมิแพ้
- ไม่ควรใช้สบู่ เพราะผิวหนังในโรคนี้แห้งมากอยู่แล้ว ถ้าจะใช้ให้ใช้สบู่อ่อนหรือสบู่ที่มีไขมันสูง ชำระล้างบริเวรที่สรกปรกเท่านั้น ไม่ควรขัดฟอกแรงๆ
- ไม่ควรปล่อยให้เด็กอาบน้ำโดยแช่ในอ่างอายน้ำนานๆ เพราะผิวจะยิ่งแห้ง ใช้ขันตักอาบหรืออาบน้ำฝักบัวจะดีกว่า ไม่ควรอาบน้ำร้อนจัด การเช็ดตัวให้ใช้วิธีซับเอา ไม่ควรเช็ดหรือถูแรงๆ
- ระวังการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศจากร้อนไปหนาว หรือหนาวไปร้อนอย่างกระทันหันจะก่อให้เกิดอาการคันอย่างมากด้
- ไม่ควรใส่เสื้อผ้าขนสัตว์ที่หนา ควรใส่เสื่อผ้าฝ้ายทอโปร่งๆ
- เก็บตุ๊กตายัดนุ่นและตุ๊กตาที่มีขนปุยออกไปให้หมด รวมถึงหมอนที่ยัดด้วยขนนก
- ไม่ควรเลี้ยงสัตว์เลี้ยงที่มีขน เช่น สุนัข และ แมว
- ควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ควรเดินผ่านบริเวรที่มีฝุ่นละอองสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรม ควันไอเสีย สเปรย์ น้ำมัน เพราะสารเหล่านี้กระตุ้นใหผิวหนังกำเริบได้
- ไม่ใช้เครื่องสำอางน้ำยาทำความสะอากใบหน้า น้ำมันและโลชั่น ที่มีส่วนผสมของลาโนลิน เพราะลาโนลิน ทำให้ผิวหนังแพ้ ระคายเคืองได้ง่าย
- พยายามระวังไม่ให้เป็นหวัดหรือโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอื่นๆ เพราะการอักเสบติดเชื้อเหล่านี้ทำให้ความต้านทานของผิวหนังต่ำลงและผิวหนังอักเสบกำเริบง่ายขึ้น
- พยายามไม่เข้าใกล้คนที่เป็นเริมอยู่ เพราะผู้ป่วยที่มีผิวหนังอักเสบจากโรคผิวหนังภูมิแพ้อยู่แล้วอาจได้รับเชื่อไวรัสเริม และเกิดการติดเชื้อเริมลุกลามได้มากผิดปกติ
- หลีกเลี่ยงการใช้ครีมและโลชั่นที่มีเบนโซเคน (ยาชา) และยาแก้แพ้เป็นส่วนประกอบ
- อย่าใช้วาสลีนหรืออยเมนต์ที่มันมากทาผิวหนัง เพราะทำให้อาการกำเริบมากขึ้น เพราะเหงื่อระเหยจากผิวหนังไม่ได้
- พยายามควบคุมและระงับสติอารมณ์ไว้ พยายามอย่ามีความเครียดมากเกินไป พบได้บ่อยว่าอาการทางผิวหนังกำเริบเมื่อผู้ป่วยมีความเครียดเกิดขึ้น เด็กบางคนมีความเครียดเมื่อใกล้สอบไล่ ผิวหนังจะอักเสบและเกิดผื่นคันได้มาก
- พยายามอย่าเกาบริเวรที่คัน เพราะการเกาผิวหนังทำให้ผิวหนังถลอก และเกิดการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรียตามมาได้
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหรังภูมิแพ้ต้องพยายามเข้าใจว่า แม้ว่าโรคนี้จะก่อให้เกิดความน่ารำคาญเพียงใดก็ตาม โรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ป่วยโรคนี้จึงควรยอมรับสภาพความเป็นจริงที่จะมีชีวิตอยู่กับโรคนี้ให้ได้ พยายามมองในแง่ดีว่าโรคนี้ในที่สุดมักจะดีขึ้นเมื่อมีอายุสูงขึ้น
ถ้าอาการคันและผื่นผิวหนังอักเสบกำเริบมาก พ่อแม่ควรนำลูกไปพบแพทย์ผิวหนังซึ่งอาจให้ยาบางชนิดมากินและทาเพื่อลดอาการคัน ซึ่งจะช่วยลดอาการเกาลง ทำให้ผิวหนังอักเสบดีขึ้น
(update 3 มิถุนายน 2009)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๓๕๐ มิถุนายน ๒๕๕๑ ]
|