แนวใหม่แห่งการเรียนรู้ เด็กไทยจะเรียนรู้ได้ต้องคิดเป็น


ความสำเร็จรูปต่าง ๆ อันเนื่องมาจากความทันสมัยของโลก ทั้งด้านวัตถุ ความรู้และข้อมูล ทำให้มนุษย์ยุคโรคร้อนนี้แสวงหาความสะดวกสบายให้ชีวิต มองหาความสำเร็จรูปในทุก ๆ ด้านไม่เว้นแม้แต่เรื่องของการศึกษา ความสำเร็จรูปให้ความสะดวก ลดขั้นตอน ช้วยให้ประหยัดเวลา แต่เมื่อนำมาใช้กับการเรียนรู้และระบบการศึกษา กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำลายกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ๆ การมีทุกอย่างเพรียบพร้อมนั้นคือการปิดกั้นเด็ก ๆ ไม่ให้ใช้ความคิดซึ่งเป็นที่มาของกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ


ความจริงของการเปลี่ยนแปลง
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแบบเดิมและแบบใหม่

แบบเดิม แบบใหม่
เรียนรู้ได้ไวกว่าความเปลี่ยนแปลงั้เกิดขึ้นของโลก โลกเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าความสามารถที่เราจะเรียนรู้ได้
ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในแบบเดิมเสมอและเป็นแบบแผน เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นในแนวเดิมเสมอและเป็นไปแบบไม่มีแบบแผน
แนวทางในการทำงานจะยังใช้ได้จนกว่าแนวทางเหล่านั้นจะชัดเจนขึ้นมาว่าใช้ไม่ได้ ทุกอย่างจะต้องมีกำหนดตายตัวว่าใช้ได้ถึงเมื่อไร
มนุษย์จะแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการเพื่อให้ตนดำรงอยู่ได้ มนุษย์จะดำรงอยู่ได้ด้วยการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูล


โลกเปลี่ยน วิธีคิด เพื่อการเรียนรู้ต้องเปลี่ยน

ตามที่ ดร.สุรวิทย์ เมษิณทรีย์ ได้นำเสนอ Thinking Discipline วิธีการคิดเพื่อการเรียนรู้ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งพอจะอธิบายแบบสรุปได้ดังนี้
  • เริ่มต้นด้วยการคิดแบบสำรวจ (Exploring)
    ใช้จินตนาการ ในการคิด แตกหน่อความคิด และวิธีการต่าง ๆ ให้มีหลากหลายขึ้นกว่าเดิม จากนั้นจึงนำไปสู่...การทดลอง

  • การทดลอง (Experimenting)
    ทดลองด้วยวิธีการและทางเลือกให้หลากหลายเข้าไว้ เพื่อจะนำมาซึ่งข้อสรุป ฝึกริเริ่มทำสิ่งใหม่ เพื่อหาข้อผิดพลสดใหม่ ๆ ซึ่งจะนำมาสู่ข้อสรุปที่สมบูรณ์หรือใกล้เคียง และเมื่อผ่านการทดลองและริเริ่ม ทำสิ่งใหม่ ๆ จนได้ข้อสรุป...เพื่อนำไปสู่การเชื่อมโยงประสบการณ์

  • การเชื่อมโยงประสบการณ์ (Experiencing)
    ที่ได้จากการทดลอง นำข้อมูลที่มีอยู่ออกมาใช้ในการคิดตัดสินพิจารณาและลองนำออกมาใช้ในสถานการณ์อื่น และที่สำคัญจะต้องมี...การแลกเปลี่ยน

  • การแลกเปลี่ยน (Exchange)
    นำสิ่งที่รู้และสิ่งที่คิดอยู่ออกมาแบ่งปันกับคนอื่น ทำงานร่วมกับผู้อื่นและคิดสร้างสรรค์กันแบบรวมกลุ่ม

หลักการคิดก่อนจะสอนคิด

ก่อนที่จะสอนให้เด็ก ๆ รู้จักคิดเป็นและคิดได้นั้นจำเป็นที่จะต้องยึดให้การคิดนั้นเป็นไปในลู่ทางที่เหมาะสม หลักการคิดตามที่ ผศ.นายแพทย์ชาญวิทย์ พรนภดล ภสควิชาจิตเวชศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอเอาไว้ดังนี้
Be clear คิดให้ชัดเจน คือการฝึกให้อธิบายในสิ่งที่เด็ก ๆ คิดออกมาเป็นคำพูดพร้อมฝึกให้ยกตัวอย่างประกอบ วิธีนี้จะช่วยให้ทั้งตัวเด็กเองและผู้ที่อยู่รอบข้างเกิดความชัดเจนกับสิ่งที่คิดขึ้นมา

Be accurate คิดให้ตรง...ให้ถูกต้อง เป็นการฝึกทดลองว่าการคิดนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนและข้อมูลหรือหลักฐานอะไรที่จะนำมาอ้างอิง หรือประกอบกับสิ่งที่คิดขึ้นมานั้นได้ว่ามันถูกต้องแล้ว

Be relevant คิดให้เกี่ยวข้อง ฝึกคิดให้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงตรงกับสถานการณ์และสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น สามารถที่จะนำสิ่งที่คิดนั้นมาแก้ปัญหาหรือนำมาปรับใช้ให้มีความเหมาะสมกับความเป็นไปในปัจจุบัน

Be logicalคิดให้มีเหตุผล คิดถึงผลดี ผลเสียของสิ่งที่คิดว่าสมเหตุสมผล และนำมาตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีพอหรือยัง มีหนทางอื่นอีกไหม ความคิดที่เกิดขึ้นมานั้นอ้างอิงมาจากแหล่งข้อมูลใด และแหล่งข้อมูลนั้นเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน

Be fair คิดให้ดี...ให้งาม สิ่งที่คิดและสิ่งที่ทำอยู่นั้นถ้าเกิดขึ้นมาจริงแล้วจะมีผลกระทบอะไรที่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือเปล่า

หลักการสอนให้เด็กคิดเป็น
  • เปิดโอกาสให้เด็กคิดก่อน...อย่ารีบตัดบท...อย่ารีบตอบ...อย่ารีบเข้าไปช่วยเหลือ
  • สอนให้เด็กอย่าเพิ่งเชื่ออะไรง่าย ๆ (หลักกาลามสูตร 10 ประการ)
  • ใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กคิดอย่างต่อเนื่อง
  • สอนให้เด็กได้รู้ว่ามีวิธีคิดได้หลายแบบ บางครั้งความคิดอาจไม่มีถูก...ไม่มีผิด...ขึ้นยู่กับสถานการณ์และความเหมาะสม
  • คิดในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
  • สอนวิธีที่จะได้มาซึ่งคำตอบ ด้วยการคิด...ค้นคว้า...ทดลอง
  • ให้คำชมเมื่อเด็กแสดงออกว่าเขากำลังคิดแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี
  • สอนให้เด็กรู้ว่าความคิดที่ดีที่ถูกต้อง ต้องเป็นความคิดที่ไม่เบียดเบียนใคร...ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

คิดตามหลัก Multiple Intelligence โดยมี Mind Map เป็นผู้ช่วย

Mr. Henry Toi - The Buzan Centre Asia, Hong Kong และ The Art Costa Centre for Thinking Singapore ฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครองในการสอนให้ลูกคิดเป็น อันดับแรกผู้ปกครองต้องรู้จักเครื่องมือที่จะช่วยในการคิดและการเรียนรู้ของเด็ก ๆ เสียก่อน โดยเครื่องมือที่ Mr. Toi แนะนำคือใช้ Mind Map เป็นเครื่องมือในการช่วยคิด และช่วยจำ และเรียนรู้อาศัยหลัก Multiple Intelligence


หลักการ Mind Map

ด้านล่างคือภาพตัวอย่างของการทำ Mind Map ของเด็กอายุ 9 ขวบ คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มต้นสอนลูกทำได้โดยเริ่มต้นจากสิ่งรอบตัวง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ในหัวข้อ “รอบ ๆ ตัวหนู” จากภาพจะเห็นว่าโลกของเด็กยังไม่ซับซ้อนนัก ภาพที่ได้จึงเข้าใจง่ายและง่ายต่อการเขียน เมื่อฝึกเขียนไปนาน ๆ จะค่อย ๆ พัฒนาทักษะ และแตกยอดความคิดออกไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเด็กที่คิดและบันทึกเรื่องราวได้อย่างรอบด้านครบถ้วน สิ่งที่ต้องเตรียม คือกระดาษแผ่นยาวแนวนอน สีเมจิกหลาย ๆ สี เพราะสีสันจะช่วยในเรื่องของความสนุกสนานแล้วยังช่วยในการจำแนกเรื่องราวต่าง ๆ ตามสี ทำให้เข้าใจและจดจำได้ง่ายขึ้น


Intelligence

Intelligence คือ ความสามารถในการแก้ปัญหา การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ทั้งผลิตภัณฑ์และการบริการให้เกิดมีคุณค่าทั้งสองด้านหรือหลาย ๆ ด้าน ในสิ่ง ๆ เดียว


Multiple Intelligence
  • Verbal / Linguistic สามารถใช้คำและภาษาในการสื่อสารทั้งการอ่าน การเขียน และการพูด ได้อย่างคล่องแคล่ว มีความชื่นชอบในการอ่าน การเขียน และการเล่าเรื่องต่าง ๆ อ่อนไหวในคำพูดและภาษา อธิบายและบรรยายเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี

  • Logic / Math มีความสามารถในการคิดคำนวณ มีทักษะในการแก้ปัญหาด้วยเหตุผลที่ดี ทั้งในเชิงตรงและการเปรียบเทียบ แยกแยะรูปแบบของเชิงนามธรรมและความสัมพันธ์ได้ดี

  • Musical มีความอ่อนไหวและไวต่อเสียงจังหวะทำนองและอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี จำจังหวะทำนองของดนตรีรวมและแยกแยะความแตกต่างได้ เพลิดเพลินในการฟังเพลง การเล่นเครื่องดนตรีและการขับร้อง

  • Kinesthetic มีความสามารถในการใช้ร่างกาย การเคลื่อนไหวร่างกาย มือกับตาประสานงานกันได้ดี มีนิสัยไม่อยู่นิ่ง เคลื่อนไหวไปมา ใช้มือไม้ประกอบในการพูด

  • Intrapersonal มีความเข้าใจในตัวเอง รู้จุดมุ่งหมายและความสนใจของตัวเองอย่างชัดเจน มีความมั่นใจในตัวเองสามารถทำงานได้อย่างอิสระ สามารถประเมินและจัดการกับอารมณ์ภายในตัวเองได้ดี

  • Interpersonal ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี มีความสามารถในการสังเกตและรับรู้อารมณ์และความสนใจของผู้อื่นได้ดี สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจรจาต่อรองและจัดการได้ดี

  • Naturalist มีความเอาใจใส่และมีความสนใจในชีวิตแบบธรรมชาติ สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
  • Visual / Spatial มีความสามารถในการมองและคิดสิ่งต่าง ๆ ออกมาเป็นภาพได้ มีทักษะในการวาดภาพ การออกแบบ และใช้ชาร์ท หรือแผนที่ได้อย่างดีและคล่องแคล่ว

กล้วยช่วยคิด

ใครจะรู้ว่ากล้วยเพียงลูกเดียวจะสามารถกลายเป็นเครื่องมือในการฝึกคิดได้อย่างสนุกสนานจากการนำเสนอของ พญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ นายกสมาคมนักวิจัยไทยเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ที่ว่าสมองจะสร้างการเรียนรู้ผ่านอายตนทั้ง 6 ได้แก่ วงจรภาพ วงจรเสียง วงจรกลิ่น วงจรสัมผัส วงจรรส วงจรรัก ลองหยิบกล้วยขึ้นมาหนึ่งลูก ให้เด็ก ๆ ฝึกการเรียนรู้จากวงจรต่าง ๆ เหล่านั้น นอกจากนี้ลองฝึกเชื่อมโยงภาพของกล้วยในหลาย ๆ ภาษาจะช่วยให้เด็ก ๆ เกิดการเรียนรู้ภาษาที่เชื่อมโยงกับภาพได้เช่นกัน


ในฐานะพ่อแม่ เราช่วยลูกอย่างไรบ้าง

ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ อาจารย์คณะพาณิชศาสตร์และการบัญชี ในฐานะพ่อแม่และอาจารย์ได้เสนอมุมมองในการส่งเสริมให้เด็ก ๆ รู้จักคิดและเกิดการเรียนรู้ที่ดีดังนี้

ในฐานะพ่อแม่
  • สร้างเวลาคุณภาพของครอบครัว
  • สร้างแหล่งเรียนรู้ หรือชุมชนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นกับลูก
  • เรียนรู้ในสังคมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นมา
  • ทำหน้าที่การเป็นพ่อแม่ให้สมบูรณ์
ในฐานะของครู
  • เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้คิดอย่างแตกต่างและหลากหลาย
  • มองหาข้อผิดพลาด แก้ไขปัญหานั้นและสุดม้ายเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
  • ฝึกฝนการใช้ร่างกายอวัยวะ ส่งเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน
  • อย่าลืมว่าจินตนาการมีพลังมากกว่าความรู้


(update 19 ตุลาคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ Vol.16 Issue 184 September 2008 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600