เตรียมลูกเรียนร่วม


ถ้าจะพูดกันแล้วเป้าหมายของพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษ คือการให้ลูกอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างปกติ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ บันไดก้าวแรกที่จะพาลูกออกสู่โลกกว้าคือการที่พ่อแม่ต้องพาลูกออกไปนอกบ้านเพื่อใช้ชีวิตตามปกติ

จุดประสงค์สำคัญที่ให้เด็กพิเศษได้เรียนร่วมกับเด็กปกตินั้น เป็นการฝึกให้เข้าสังคม ฝึกการอยู่ร่วมกับเพื่อน รวมไปถึงพัฒนาหลักสูตรการเรียนร่วมของเด็กแต่ละคน ที่จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย


พร้อม 4 ด้านก่อนเข้าโรงเรียน

เด็กพิเศษก็เหมือนเด็กปกติที่จุดประสงค์การพัฒนาจะมุ่งให้มีความพร้อมทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และภาษา และก่อนที่จะเข้าเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้เตรียมพร้อมแต่ละด้านดังนี้ คะ

1. พร้อมพัฒนาด้านร่างกาย สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในเบื้องต้น เช่น เข้าห้องน้ำได้เอง แต่งตัวกินข้าวและดื่มน้ำได้ด้วยตนเอง

2. พร้อมพัฒนาการด้านอารมณ์ ควบคุมอารมณ์ได้ ไม่ร้องกร๊ดหรือโวยวายขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ สามารถอดทนและเข้าแถวรอร่วมกับเพื่อนได้เมื่อต้องเปลี่ยนกิจกรรมหรือถูกขัดใจ สามารถควบคุมอารมณ์ เงียบและหยุดร้องได้เมื่อครูปลอบโดยใช้เวลาไม่นาน

3. พร้อมพัฒนาการด้านสังคม อยู่ร่วมกับเพื่อนได้ เล้นกับเพื่อนแบบคู่ขนานได้ คือเล่นตามที่เพื่อนเล่นเพราะช่วงแรกเด็กอาจจะยังเล่นกับเพื่อนไม่ได้ ในช่วงแรกครูอาจจะหาบัดดี้ให้เด็กเพื่อให้เพื่อนคอยช่วยเหลือ

4. พร้อมพัฒนาการด้านภาษา สามารถสื่อสารบอกความต้องการของตัวเองในเบื้องต้นได้ พูดคุยและฟัง มีการโต้ตอบ สื่อสารกับเพื่อนและครูได้

การจะรับเด็กเข้าโรงเรียนนั้นจะต้องได้รับการพิจารณาจากหลายฝ่ายร่วมกันคะ ทั้งผู้ปกครอง การประเมินจากแพทย์ที่ดูแลเด็ก ผู้บริการโรงเรียน คุณครู และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันที่เกี่ยวข้องกับเด็กพิเศษ เช่น โรงเรียนเกษมพิทยา จะมีผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันแสงสว่างเข้ามาร่วมประเมินเด็กด้วย เพถื่อให้เกิดผลดีกับทุกฝ่ายซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเด็กเอง เพราะหากรับเด็กเข้าเรียนร่วมโดยที่เด็กยังไม่มีความพร้อม ก็จะทำให้เด็กเกิดความเครียดได้

นอกจากนั้นสถานที่และอุปกรณ์ของโรงเรียนต้องพร้อมสำหรับเด็กพิเศษ เช่น มีสถานที่หรืออุปกรณ์ที่ช่วยเหลือให้เด็กกลุ่มที่มีความบกพร่องด้านร่างกายให้สามารถอยู่ในโรงเรียนได้ หรืออุปกรณ์สื่อการเรียนที่เหมาะสำหรับเด็กออทิสติก เด็กสทธิสั้น เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์เกล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาเด็กคะ


เรียนร่วมด้วยแผน IEP

รูปแบบการเรียนสำหรับเด็กพิเศษ จะต่างกับการเรียนแบบปกติคะ จะมีแผนการเรียนแบบ IEP หรือ Individualized Education Program ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนร่วมกับเด็กปกติรูปแบบการเรียนนี้จะมุ่งพัฒนาให้เด็กมีความพ่อมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญา โดยในส่วนของสติปัญญา หรือวิชาการนี้ยังไม่จำเป็นต้องเน้นคะ เพราะด้วยขีดความสามารถในการรับรู้ด้านวิชาการของเด็กพิเศษแต่ละกลุ่มนั้นไม่เท่ากัน

แผนการเรียนแบบ IEP แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้นสำหรับเวลา 1 เดือน และระยะยาวสำหรับ 1 ภาคการศึกษา บางโรงเรียนจะใช้ทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาวร่วมกัน แต่ก็มีบางโรงเรียนใช้เฉพาะแผนระยะยาว

ลักษณะการวางแผนนั้นจะมุ่งพัฒนาให้เด็กมีพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน อย่างสมวัย ซึ่งหากมีส่วนที่ต้องส่งเสริมและปรับปรุงจะต้องบรรจุอยู่ในแผน IEP ของเด็กด้วย


IEP ประกอบไปด้วย
ข้อมูลส่วรตัวเด็ก บันทึกรายละเอียดสำคัญของเด็ก ชื่อ นามสกุล ชื่อผู้ปกครองพื้นฐานครอบครัว เช่น พ่อแม่หย่าร้งหรืออยู่ด้วยกัน อยู่แบบครอบครัวใหญ่หรือครอบครัวเดี่ยว เพราะพื้นฐานครองครัวมีผลต่อการพัฒนาเด็ก รวมถึงมีการระบุลักษณะลักษณะพัฒนาการเด้นของเด็กไว้ด้วย

พัฒนาการที่ต้องเสริม จะมีการระบุถึงพัฒนาการของเด็กที่ส่งเสริมปรับปรุงเพิ่มเติมแบบเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหา เช่น เด็กที่มีปัญหากินยาก ต้องวางแผนปรับพฤติกรรมในยะ 1 เดือน เช่น สอนเรื่องการมีมารยาทบนโต๊ะอาหาร โดยแต่ละเดือนก็จะมีการประมวลผลพัฒนาการที่ตั้งไว้ ซึ่งลักษณะของแผน IEP ระยะสั้นจะเป็นการวางแผนกระตุ้นพัฒนาการเพียง 1 - 2 พัฒนาการเท่านั้น เพราะหากมากเกินกว่านี้จะทำให้ทั้งครูและเด็กเกิดความเครียดได้ ที่สำคัญ IEP สามารปรับเปลี่ยนได้ เพื่อเปิดโอกาสให้แก้ไขให้เหมาะสมเมื่อเกิดปัญหาระหว่างการพัฒนาเด็ก คุณพ่อคุณแม่ควรสอบถามเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้แผนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับเด็กมากที่สุด

Advice from Specialist

การที่เด็กจะมีพัฒนากรดีขึ้นนั้นคุณพ่อคุณแม่เป็นคนสำคัญที่ต้องกระตุ้นพัฒนาการและส่งเสริม ซึ่งคุณครูศศกมล บูรัชฏะ ครูประชั้นอนุบาล 3/1 โรงเรียนเกษมพิทยา ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานวางหลักสูตร IEP มีเทคนิคดีๆ มาผากคุณพ่อคุณแม่ไปใช้กันคะ
  • ฝึกฝนต่อยอด ที่บ้านต้องฝึกต่อยอดจากผู้เชี่ยวชาญอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเพราะคนที่จะกระตุ้นและเป็นกำลังใจในการฝึกให้ลูกมากที่สุดคือ คุณพ่อ คุณแม่

  • บอกล่วงหน้า กลุ่มเด็กพิเศษอย่างเช่นเด็กออทิสติก จะไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงหากลูกต้องไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ควรบอกให้ลูกรู้ก่อนที่จะไปโรงเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

  • หลากเทคนิคสอนลูก เทคนิคสอนลูกจากรูปภาพจะช่วยให้เด็กเข้าใจง่าย เพราะเด็กเรียนรู้ได้ดีผ่านภาพ เช่น จะสอนให้ลูกติดกระดุมก็ให้ดูจากรูปภาพจะช่วยใก้จดจำและทำตามได้ง่าย

  • ปลูกฝังให้ลูกรู้สึกดีกับการมาโรงเรียน บอกข้อดีของการมาโรงเรียนและไม่ทำให้โรงเรียนเป็นสถานที่ที่น่ากลัว จนลูกเข็ดขยาด โดยช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่อาจจะมาส่งและอยู่กับลูกที่โรงเรียนก่อน แล้วค่อยๆลดเวลาลง บางคนอาจจะใช้เวลาเป็นอาทิตย์หรือเป็นเดือนกว่าจะปรับตัวได้

  • ใจเย็น คุณพ่อคุณแม่อย่ากังวลกับลูกมากเกินไป อย่าใจร้อนเร่งรีบเกินไป ควรเข้าใจและคำนึงถึงพัฒนาการลูกด้วย โดยเฉพาะด้านวิชาการเด็กอาจจะพัฒนาได้ช้ากว่าด้านอื่น ยกเว้นกลุ่มที่แอสเพอร์เกอร์ หรือเด็ก Gifted ที่อาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องวิชาการมากเท่าเด็กิเศษกลุ่มอื่น

  • สร้างทัศนคติที่ดี คุณพ่อคุณแม่ของเด็กปกติคตงต้องเด็กในห้องเรียนร่วมด้วยว่า เขาต้องเรียนกับเพื่อนที่เป็นเด็กพิเศษ ซึ่งถือเป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้ปกครองและครู รวมถึงพยายามเข้าใจและมองเห็นถึงข้อดีของการที่จะได้เรียนร่วมกับเด็กพิเศษ เช่น ฝึกให้เด็กเป็นคนมีน้ำใจ ช่วยเหลือเพื่อน และยอมรับความแตกต่าง ส่วนคุณพ่อคุณแม่ของเด็กพิเศษเองก็คงต้องสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับคุณครู รวมถึงผู้ปกครองคนอื่นๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือและเข้าใจกันมากมราสุด
จริงอยู่ว่าการให้ลูกเข้าเรียนร่วมกับเพื่อนในวัยเดียวเป็นวามปราถนาของพ่อแม่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจข้อจำกัดของโรงเรียน และพัฒนาการของลูกด้วยว่าเป็นอย่างไร เพราะหากเด็กไม่สามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนได้ จะทำให้เด็กเครียดซึ่งกระทบต่อพัฒนาการของลูกได้


(update 3 มิถุนายน 2009)
[ ที่มา.. นิตยสาร MODERNMOM Vol.13 No.155 September 2008 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600