เมื่อไม่นานมานี้หมอได้รับเอกสารจดหมายข่าวรายเดือน ต้นคิด ซึ่งสนับสนุนโดย สวรส. และ สสส. เจาะลึกสุขภาพเด็กเล็ก มีข้อมูลที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับสุขภาพกายใจของเด็ก โดยการประเมินผ่าน 13 ตัวชี้วัด รู้สึกชื่นชมคณะผู้จัดทำ อยากจะเผยแพร่ผ่านนิตยสารรักลูกซึ่งมีคนอ่านเยอะมากๆ
อ่านแล้วเข้าใจง่ายและท่านจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี จึงขอนำข้อมูลมาดังต่อไปนี้
1. สุขภาพแรกคลอด น้ำหนักแรกเกิดเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพของเด็กได้อย่างชะงัด น้ำหนักมาตรฐานของเด็กที่มีสุขภาพปกติ ได้แก่ 2.5 กิโลกรัม น่ายินดีที่เด็กไทยมีน้ำหนักมาตรฐานมากขึ้นเป็นลำดับ จากร้อยละ 87 ในปี พ.ศ.2540 เป็นร้อยละ 89 ในปี พ.ศ.2549 แต่นั่นหมายถึงว่ายังมีเด็กไทยถึง 70,000 คนที่น้ำหนักแรกคลอดน้อยกว่าที่ควร
2. โรคภัยไข้เจ็บ เด็กทารกและอายุต่ำกว่า 5 ปี จะมีภูมิต้านทานต่ำกว่าเด็กวัยอื่นๆ ดังนั้นจึงมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย ข้อมูลรายงานการป่วยต่อแสนประชากรของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แสดงให้เห็นว่าโรคภัยไข้เจ็บที่สำคัญของเด็กไทยวัยนี้คือ อุจจาระร่วงเฉียบพลันและปอดอักเสบ
3. นมที่ได้ดื่ม ทารกที่ดื่มนมแม่เหมือนได้เกราะวิเศษ เพราะการดื่มนมแม่ลดการตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ของเด็กวัยทารกถึง 5 ปีได้ เด็กจึงควรได้กินนมแม่เป็นอาหารอย่างเดียวตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 เดือน แต่ข้อมูลจากการสำรวจสถานการณ์เด็กในประเทศไทย พ.ศ.2548-2549 ชี้ให้เห็นว่ามีเด็กวัยแรกเกิด-3 เดือน แค่ร้อยละ 7.6 และเด็กแรกเกิด-5 เดือน แค่ร้อยละ 5.4 ที่มีโอกาสดังกล่าว
นอกจากนี้เด็กควรจะเลิกกินนมขวดเมื่ออายุ 1 ขวบครึ่ง เป็นอย่างช้านะคะ เพื่อเป็นการป้องกันฟันผุในวัยเด็ก แต่ผลปรากฏว่าเด็กไทยของเรานั้นจะเลิกดูดนมขวดก็ปาเข้าไปที่อายุ 2 ขวบ 6 เดือนแล้ว
4. อาหารเสริม ขณะที่เด็กควรได้กินนมแม่อย่างเดียวตลอด 6 เดือนแรกของชีวิต แต่เด็กไทยเกือบครึ่งหนึ่งกลับได้รับอาหารอื่นเสริมตั้งแต่ก่อน 4 เดือน ที่น่าเป็นห่วงคือ เด็กวัย 3-5 ปีได้รับน้ำตาลมากกว่า 6 ช้อนชาต่อวัน ถือว่าเป็นปริมาณที่ล้นเกิน ทำให้เสี่ยงโรคมากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเด็กเล็กแค่ 1 ใน 3 ที่มีโอกาสได้กินผักผลไม้ทุกวัน ทำให้ขาดวิตามินและเกลือแร่ที่ทำให้เติบโตอย่างแข็งแรง
5. ขาดสารอาหาร การสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการ พ.ศ.2538 และ พ.ศ.2546 ชี้ให้เห็นว่า แม้มีแนวโน้มว่าเด็กเล็กจะมีน้ำหนักและส่วนสูงโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น แต่ยังคงน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ และที่สำคัญคือ เด็กมากกว่า 1 ใน 10 เตี้ยกว่าที่ควร
6. สุขภาพฟัน ข้อมูลการดูดนมขวดตอนนอน และการกินน้ำตาลล้นเกินของเด็กไทย รวมทั้งรายงานที่ว่าเด็กไทยดื่มน้ำอัดลมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สะท้อนความเสี่ยงว่า เด็กจำนวนมากเติบโตพร้อมกับสุขภาพที่ย่ำแย่ อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจทันตสุขภาพรายปีจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ฟันผุลดลงจากร้อยละ 72 ในปี พ.ศ.2545 เหลือร้อยละ 62.8 ในการสำรวจล่าสุดเมื่อปี พ.ศ.2550 ที่ผ่านมา
7. ความฉลาดทางอารมณ์ น่าดีใจที่มีรายงานจากกรมสุขภาพจอต เมื่อปี พ.ศ.2550 ว่าเด็กไทยวัย 3-5 ปี มีความฉลาดทางอารมณ์หรืออีคิว อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับวัย
8. การพัฒนาอัจริยภาพด้านต่างๆ ที่น่าเสียดายคือมากกว่าครึ่งของเด็กวัยเดียวกันมีพัฒนาการด้านภาษาและการกระทำช้ากว่าปกติ เพราะขาดการกระตุ้นพัฒนาการเรียนรู้ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม ถือเป็นการเสียโอกาสทองที่เด็กจะพัฒนาอัจริยภาพด้านต่างๆ เพราะเมื่อพ้นช่วงที่เหมาะสมไปแล้วจะพัฒนาได้ยาก
9. โรคเรื้อรัง ความพิการและเด็กกำพร้า ข่าวร้ายคือ เกือบ 1 ใน 3 ของเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวียังเป็นเด็กปฐมวัย นอกจากนั้น เด็กวัยนี้ประมาณ 1 ใน 10 ยังมีความพิการอย่างน้อย 1 อย่าง และยังพบอีกว่า เด็กวัยนี้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นลูกกำพร้าเพราะมีพ่อหรือแม่ป่วยเป็นโรคเรื้อรังที่อันตรายถึงตาย ได้รับความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานเพียงร้อยละ 15 เท่านั้น
10. ผู้เลี้ยงดู คุณภาพของ พี่เลี้ยง ที่เป็นผู้อุ้มชูดูแลชีวิตเล็กๆ ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เต็มที่และยังเปราะบางต่อเชื้อโรคทั้งหลายส่งผลต่อสุขภาพและความเป็นความตายของเด็กๆ ข้อมูลจากโครงการวิจัยพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย ปี พ.ศ.2546 พบว่า ผู้เลี้ยงดูเด็กวัย 0-5 ปี เกินครึ่งจบการศึกษาระดับประถม และ 1 ใน 5 จบระดับมัธยมศึกษา
11. การเลี้ยงดู โครงการวิจัยพัฒนาการแบบองค์รวมของเด็กไทย ได้ให้ข้อมูลว่าครอบครัวไทยเกือบร้อยละ 80 แสดงความรักต่อลูกวัยทารก-5 ปี ด้วยการกอด และผู้ที่เลี้ยงดูร้อยละ 82 บอกว่าเมื่อเห็นเด็กทำให้รู้สึกพอใจจะชมเชยหรือให้รางวัลเด็ก แต่เมื่อไม่พอใจ ร้อยละ 60 จะกล่าวตักเตือน สั่งสอน ร้อยละ 18.5 ลงโทษทางกาย และร้อยละ 17.2 จะดุด่าให้หยุดกระทำ
12. ศูนย์เด็กเล็ก พบว่ายังต้องปรับปรุงคุณภาพ จำนวนผู้ดูแลนั้นเพียงพอไม่เป็นปัญหา แต่เรื่องใหญ่อยู่ที่อุปกรณ์เครื่องเล่นส่วนใหญ่ยังไม่ปลอดภัย และอาหารที่นำมาขายหน้าศูนย์ฯ ก็ยังไม่ได้รับการควบคุมเรื่องโภชนาการให้ดีพอ
13. สื่อกับเด็ก เมื่อได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจรายการโทรทัศน์ประเภท ป. (เหมาะกับเด็ก 3-5 ปี) และ ด. (เหมาะกับเด็ก 6-12 ปี) พบว่ามีรวมกันไม่ถึง 1 ใน 4 ของช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ สถานการณ์ขณะนี้จึงเรียกได้ว่า สื่อดียังมีไม่พอ ผู้ผลิตสื่อและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลิตและสนับสนุนรายการสร้างสรรค์สำหรับเด็กวัย 0-5 ปี เพิ่มขึ้น
ที่ไม่น่าเชื่อคือ ช่วงเวลาที่เด็กเล็กดูโทรทัศน์มากที่สุดคือ 4 โมงเย็นถึง 6 โมงครึ่งมีรายการที่เหมาะกับเด็กเล็กแค่รายการเดียวเท่านั้น
ข้อสรุป
- จะเห็นได้ว่าสุขภาพกายเด็กดีขึ้นจากต้นทุนเมื่อแรกเกิด น้ำหนักแรกเกิดดีขึ้น เด็กตายน้อยลง การคลอดปลอดภัยมากขึ้น แต่การได้รับนมแม่ยังมีปริมาณน้อย การติดนมขวดนานเกิน 1 ปี ยังมีมาก ทั้งๆ ที่เราอยากให้เด็กเลิกดูดจากขวดเมื่ออายุ 1 ปีครึ่งเป็นอย่างช้าเพื่อป้องกันฟันผุ แต่เด็กยังดูดนมจนเกินอายุ 2 ปีครึ่ง
- เด็กไทยยังกินผักน้อย กินอาหารหวานมาก ทั้งขนม นมหวาน น้ำอัดลม ยังดีใจว่าฟันผุของเด็กไทยไม่ได้มีจำนวนมากขึ้น แต่เรายังต้องรณรงค์ต่อไป
- แม้นว่าไอคิว อีคิว ของเด็กไทยจะสอดคล้องกับวัย แต่พัฒนาการด้านการพูดและภาษาล่าช้า รวมทั้งทักษะชีวิต (life skill) และการพัฒนาด้านอารมณ์ซึ่งพ่อแม่ควรให้ความสนใจมากขึ้น
- เด็กกลุ่มโชคร้ายทั้งพ่อแม่เอชไอวี กลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเด็กกำพร้ายังได้รับความช่วยเหลือน้อย
- การดูแลเด็ก ทั้งการเลี้ยงดู ผู้ดูแลเด็ก ศูนย์เด็กเล็ก ยังต้องการการปรับปรุงจากรัฐและสังคมอีกมาก
- ส่วนสื่อกับเด็กนั้นต้องเฝ้าระวัง รวมทั้งสื่อคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งยังไม่มีการวิจัย กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กไทยขณะนี้
ต้องขอขอบคุณผู้รวบรวมทำให้ผู้ใหญ่หูตาสว่างขึ้น ถ้าผู้ใหญ่ใจดีไม่ช่วยเด็ก อนาคตของลูกหลานเราคงไม่สว่างไสวแน่นอน
ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลโดยละเอียดที่ http://www.hiso.or.th
(update 5 มกราคม 2009)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 307 สิงหาคม 2551 ]
|