ลูกผู้ชาย หายไปไหน ?


คำว่า “ลูกผู้ชาย” ในที่นี้มีความหมายมากกว่าแค่เพศชายเท่านั้น หากยังรวมความถึงความเป็น “สุภาพบุรุษ” ด้วย ซึ่งสำหรับดิฉันแล้วกำลังเหลือเกินว่าพบเห็นได้น้อยลงในสังคมทุกวันนี้ เอาแค่ขึ้นรถประจำทาง ก็แทบจะไม่เห็นผู้ชายเสียสละที่นั่งให้เด็ก คนแก่หรือแม้แต่แม่ท้องแล้ว ไม่ต้องคิดเลยไปถึงผู้หญิงทั่วไปหรอกนะคะ

เรื่องนี้ทำให้ดิฉันอดนึกสงสัยไม่ได้ค่ะว่า...เกิดอะไรขึ้นกับความเป็น “ลูกผู้ชาย” ? “ลูกผู้ชาย” หายไปแล้วจริงๆ หรือ ? หายไปหน? แล้วจะดึงกลับมาเพื่อให้ลูกชายเป็น “ลูกผู้ชาย” ได้อย่างไร

ดิฉันไม่ได้มีเจตนาปลุกระดม หรือเรียกร้องเรื่องสิทธิทางเพศใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่คิดถึงแบบบรรดาเด็กชายตัวน้อย ๆ ที่กำลังจะเติบโตไปเป็นพลเมืองผู้ชายของสังคมเป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นพ่อของลูกในอนาคตเท่านั้น ว่าจะมีวิธีและเลี้ยงเขาอย่างไร เพื่อให้เขาเติบโตมาเป็น “ลูกผู้ชาย” ที่เป็นสุภาพบุรุษเต็มตัว


ผู้ชายยุคนี้

ทุกวันนี้ดูเหมือนบทบาทระหว่างหญิงชาย แทบจะไม่มีความแตกต่างกัน แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเป็นเพศที่แข็งแรงกว่าทำให้ภาพของการเป็นผู้ที่ต้องคอยปกป้องดูแล ให้เกียรติและไม่รังแกคนที่อ่อนแอกว่า ยังคงติดแน่นอยู่ในความคิดและความคาดหวัง ที่จะได้จากคุณผู้ชายทั้งหลาย แต่จากข่าวคราวที่ปรากฎในปัจจุบันกลับพบว่า

ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกายและจิตใจการล่วงละเมิดทางเพศ ร้อยละ 90 ผู้กระทำเป็นฝ่ายชาย

ข้อมูลจากองค์กรพัฒนาเอกชน ระบุว่า ผู้หญิงที่มาพักในบ้านฉุกเฉินร้อยละ 80 เกิดจากถูกคนในครอบครัวทำร้ายโดยกรณีสามีตบภรรยาเป็นสิ่งที่พบเห็นได้มากที่สุด

องค์การอนามัยโลก เผยผลการวิจัยจากการสัมภาษณ์ผู้หญิงมากกว่า 24,000 คนใน 10 ประเทศ พบว่าชายไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่ใช้กำลังทำร้ายร่างกายหรือทางเพศภรรยาหรือแฟน ฯลฯ

เมื่อฝ่ายหนึ่งถูกทำร้ายไม่ว่าจะทาร่างกายหรือจิตใจจนทนไม่ไหว ปัญหาที่ตามมาอย่างแน่นอนก็คือ ความแตกแยกของสถาบันครอบครัว ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ในปี 2549 มีผู้จดทะเบียนสมรส 347,913 คู่ หย่า 91,115 คู่ คิดเป็น 26 % หรือทุกๆ การจดทะเบียนสมรส 5 คู่ จะมีการอย่าร้าง 1 คู่ เฉลี่ยมีการอย่าร้างกันชั่วโมงละ 10 คนทีเดียวค่ะ

ในขณะที่ ข้อมูลจากรมอนามัย ที่ศึกษาและวิจัยในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา พบว่า ปัจจุบันมีครอบครีวที่มีลักษณะเป็นครอบครัวอบอุ่นเพียง 12 % หรือประมาณ 2.4 ล้านครอบครัวเท่านั้น แต่มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัวถึง 39 %

และนอกจากปัญหาการแตกแยกของสถาบันครอบครัวแล้ว ลูกก็จะซึมซับต้นแบบด้านลบจากเหตุการณ์ และพฤติกรรมที่พ่อแม่แสดงออกต่อกันและแกดงออกต่อตัวลูกด้วย

ดิฉันไม่ได้กล่าวโทษว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากผู้ชายเพียงฝ่ายเดียวเพราะองค์ประกอบของครอบครัวมีทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ปัญหาก็ย่อมมีมาจากทั้ง 2 ฝ่าย แต่ดิฉันกำลังมองไปยังปํยหาเรื่องการใช้ความรุนแรง จากข่าวคราวที่เกิดขึ้นทำให้ดิฉันอดที่จะคิดตั้งคำถามกับตัวเอง และอยากรู้ความคิดของคนอื่นๆ ไปด้วยไม่ได้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับสังคม และหากเทียบกับอดีตที่ผ่านมาผู้ชายยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างไรบ้าง

หลังจากได้สอบถามความคิดเห็นของพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง รวมทั้งพ่อแม่และบุคคลั่วไปต่อคำถามที่ว่าผู้ชายยุคนี้มีความเป็นลูกผู้ชายหรือมีความเป็นสุภาพบุรุษแค่ไหน ? คำตอบที่ได้รับส่วนใหญ่คือ น้อยลง

โดยผู้หญิงส่วนมากที่ตอบคำถามมองว่า ปัจจุบันผู้ชายมีความเป็นสุภาพบุรุษลดลง ทั้งเรื่องน้ำใจ ความรับผิดชอบ การยอมนับความจริง การให้เกียรติ ด้วยเหตุผลหลักที่ว่าปัจจุบันความแตกต่างระหว่างเพศน้อยลง ทุกคนอยู่บนความเท่าเทียมกันและยิ่งผู้ชายมีความเป็นลูกผู้ชายน้อยลงเท่าไร ผู้หญิงก็ยิ่งต้องเข้ทแข็งและดูแลตัสเองมากขึ้น แม้เรื่องที่เคยพบได้ง่ายๆ ก็กลับยากขึ้น เช่น การสละที่นั่งให้ผู้หญิงและคนชราบนรถประจำทาง

ทุกวันนี้ผู้ชายเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ทัศนคติก็เปลี่ยนไปเพราะทีความคิดว่าผู้หญิงดูแลตัวเองได้แล้ว แถมในเรื่องความคิด บทบาท หน้าที่ ก็เริ่มไม่แตกต่างกันมากนัก ภาพที่เห็นจึงดูเหมือนว่าผู้ชายรุ่นใหม่มีความเป็นลูกผู้ชายน้อยลง ความเอื้อเฟื้อเสียสละก็ลดลง

แต่ก็มีผู้หญิงส่วนหนึ่งที่มีความเห็นว่า นอกจากภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่ไม่อ่อนแอเหมือนก่อน อันเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งให้ผู้ชายไม่ค่อยได้แสดงออกถึงความเป็นสุภาพบุรุษนัก ซึ่งสอดคล้องกับคำตอบของผู้ชายจำนวนหนึ่งที่ว่าผู้หญิงสมัยนี้บางคนเก่ง กล้า มีความสามารถมาก จนทำให้ผู้ชายกลัวก็มี ทำให้ผู้ชายคิดว่าไม่จำเป็นต้องแสดงออกถึงความเป็นลูกผู้ชายเท่าสมัยก่อน

ส่วนในมุมมองของผู้ชายเองก็รู้สึกและยอมรับว่าทุกวันนี้ผู้ชายมีความเป็นลูกผู้ชายน้อยลง เพราะผู้หญิงเก่งขึ้น ทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้ชาย และบางเรื่องอาจทำได้ดีกว่า แต่ที่รู้สึกแย่ก็คือผู้ชายในสมัยนี้บางคนใช้กำลังรังแกผู้หญิงมากขึ้น ยึดถือศักดิ์ศรีแบบไม่มีเหตุผล และมีความเห็นแก่ตัวสูง

สำหรับดิฉันแล้ว แม้ว่าบทบาททางสังคมจะเท่าเทียมกันขนาดไหน แต่ในเรื่องความแข็งแรงที่ธรรมชาติมอบให้มากกว่า ผู้ชายก็น่าจะใช้ความแข็งแรงนั้นไปในทางบวก เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้ง ความรุนแรง และความแตกแยกของสถาบันครอบครัวค่ะ

แต่ใช่ว่าความเป็นลูกผู้ชายของผู้ชายสมัยใหม่จะน้อยลงไปทุกเรื่องนะคะ เพราะสิ่งที่ผู้ชายมีมากขึ้น ก็คือความรับผิดชอบในการทำมาหากิน การช่วยผู้หญิงเลี้ยงลูกและไม่คิดว่าการเลี้ยงลูกเป็นหน้าที่ของผู้หญิงเท่านั้น ซึ่งดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีค่ะ โดยเฉพาะเรื่องการเลี้ยงลูกเพราะผู้หญิงมีรายได้ดีกว่า

จากการสำรวจของสำนักสำมะโนครัวประชากรของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2550 พบว่า มีผู้ชายจำนวนถึง 159,000 คน ที่ยอมออกจากงานมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก หรือที่เรียกกันว่า Mr.Mom โดยไม่มีความรู้สึกว่าถูกกดดันหรือดูถูก จากความคิดหรือค่านิยมแบบโบราณ ที่ผู้ชายจะต้องเก่งหรทอเหนือกว่าผู้หญิงในเรื่องการเป็นผู้หารายได้

ซึ่งนอกจากจะไม่รู้สึกว่าเสียศักดิ์ศรีแล้ว คุณพ่อเหล่านั้นยังรู้สึกภูมิใจอีกด้วย ที่สามารถทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้ดี อย่างการเปลี่ยนผ้าอ้อมลูก การทำงานบ้าน พวกเขายังชื่นชมและเข้าใจผู้หญิงที่ต้องเลี้ยงลูกและดูแลบ้านมากขึ้นด้วย

แม้ในประเทศไทยจะไม่มีสถิติเป็นตัวเลข Mr.Mom ที่ชัดเจน แต่ในเรื่องการช่วยคุณแม่เลี้ยงลูก ดิฉันเห็นด้วยค่ะว่า คุณพ่อยุคใหม่เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมากจริง ๆ และเป็นสิ่งที่น่าจะส่งเสริมให้มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะไม่ถึงขนาดลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกแทน แค่เพียงคอยช่วยเหลือให้ได้มากที่สุดโดยไม่เกี่ยงงอน ก็ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้นแล้วละค่ะ


นี่แหละลูกผู้ชาย

พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกเติบโตมาเป็นคนดีของสังคม ไม่เอาเปรียบคนอื่น สามารถเอาตัวรอดและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ฯลฯ แต่หากเป็นพ่อแม่ที่มีลูกชาย ดิฉันเชื่อว่าอีกสิ่งหนึ่งที่หวังคือ อยากเลี้ยงดูให้เขามีความเป็นลูกผู้ชาย มีความเป็นสุภาพบุรุษเต็มตัว

ศาสตราจารย์เทอรี มอฟฟิต จากสถาบันจิตเวชประเทศอังกฤษ เปิดเผยข้อมูลของผู้ที่ก่อคดีอาชญากรรมว่ามี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่ทำผิดเฉพาะตอนที่เป็นวัยรุ่น และอีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคมตั้งแต่เป็นวัยรุ่น และจะยังคงอยู่อย่างนั้นจนอายุล่วงเลยวัยกลางคน

โดยศาสตราจารย์เทอรี พบว่า เด็กที่เติบโตมาพร้อมกับพฤติกรรมต่อต้านสังคมนั้น มีผลมาปรากฎมาตั้งแต่หลังคลอดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ และหากอยู่ในครอบครัวที่ขาดแคลน อยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมไม่ดีทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ก็ยิ่งเป็นการทำให้สภาพจิตใจของเด็กย่ำแย่ลงไปอีก

สอดคล้องกับงานวิจัยชิ้นหนึ่งในประเทศนิวซีแลนด์ ที่พบว่า เด็กชายที่เติบโตขึ้นมาและกลายเป็นผู้ชายที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม มีแนวโน้มว่าได้รับความขัดสนหลายอย่างหรือแม้ครอบครัวไม่ขัดสนแต่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม เป็นเพราะสาเหตุร่วมประการหนึ่งคือ การมีสัมพันธภาพที่ไม่ดีกับครอบครัว

เด็กชายเหล่านี้มักจะเรียนไม่จบ และเมื่อเติบโตไปก็จะกลายเป็นผู้ชายที่มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม ก่อเหตุที่เป็นคดีอาญาต่าง ๆ ติดสุรา มีอาการทางจิต หวาดระแวง และมีภาวะทรึมเศร้าสูง นอกจากนั้นก็ยังมีแนวโน้มที่จะทำร้ายคู่สมรส และมักจะมีลูกหลายคนแต่ไม่ค่อยเลี้ยงดูอีกด้วยค่ะ

จะเกิดอะไร...ถ้าผู้ชายไม่เป็นลูกผู้ชาย

หากวันหนึ่งผู้ชายไร้ความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม คุณคิดว่าจะเกิดอะไรกับสังคมของเราค่ะ จะเหมือนหรือต่างจากคำตอบของกลุ่มตัวอย่างที่ได้สอบถามมาหรือไม่ กับคำถามที่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวและสังคม เมื่อผู้ชายไม่มีความเป็นลูกผู้ชาย คำตอบคือ..
เกิดความแตกแยกระหว่างเพศ ดูถูกซึ่งกันและกัน เกิดการแข่งขัน การไม่ยอมกัน ความไม่ไว้วางใจกันจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง

สถาบันครอบครัวจะล่มสลาย เมื่อผู้ชายไม่เป็นลูกผู้ชาย ไม่รู้จักบทบาทหน้าที่ตนเอง ผู้หญิงก็จะรู้สึกหเนื่อยหน่ายไร้ความสุข และที่สุดครอบครัวก็คงไม่เป็นครอบครัวอีกต่อไป

เด็กก็เห็นต้นแบบที่ไม่ดีก็จะนำแบบอย่างนั้นไปสู่สังคมภายนอก หรือก่อปัญหารูปแบบซ้ำ ๆ ต่อไป จนถึงร่นลูก-ของลูก-ของลูก-ของลูกไม่สิ้นสุด

สังคมเสื่อมทราม มีแต่คนเห็นแก่ตัว

เลี้ยงแบบไหนให้เป็นลูกผู้ชาย

จากงานวิจัยข้างต้นคงช่วยตอกย้ำถึงความสำคัญของการเลี้ยงดูของพ่อแม่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการทุกด้านของลูกชาย ที่จะกลายเป็นคุณพ่อในอนาคต และหากลูกชายมีคุณพ่อที่มีลักษณะดังกล่าว ครอบครัวและเด็กรุ่นต่อไปจะเป็นอย่างไรคงจะเดาได้ไม่ยากใช่ไหมค่ะ

คำถามที่เกิดตามมาก็คือ แล้วพ่อแม่จะเลี้ยงลูกชายอย่างไร เพื่อให้เขามีความเป็นลูกผู้ชายอย่างที่พ่อแม่และสังคมต้องการ ควรปลูกฝังเรื่องใดให้กับลูกบ้าง?

ข้อมูลจากการสอบถามเมื่อพูดถึงคำว่า “ลูกผู้ชาย” คนส่วนใหญ่ยังคงนึกถึงผู้ที่แข็งแรงที่ต้องปกป้องดูแลคนที่อ่อนแอกว่า มีความเสียสละ สุภาพและอ่อนน้อม ฯลฯ ส่วนในเรื่องการเลี้ยงดูก็ไม่ได้แตกต่างจากลูกสาวนัก โดยสรุปได้ว่า ลูกผู้ชายต้อง...
รู้หน้าที่และรับผิดชอบ ทั้งต่อการกระทำและคำพูดของตัวเองพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น สอนให้รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ และต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ทำอยู่ในขณะนั้น เช่น เวลากินข้าวจะเล่นไปด้วยไม่ได้ เพราะไม่ใช่เวลาเล่น ฝึกให้ลูกรับผิดชอบงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อถึงวัยที่สามารถทำได้ เป็นต้น นอกจากนั้นหากทำผิดพลาดไป ลูกผู้ชายต้องกล้ารับว่าเป็นคนทำ กล้าที่จะขอโทษ และปรับปรุงแก้ไขโดยไม่เลี่ยงปัญหาหรือโทษคนอื่น

สุภาพ ให้เกียรติและไม่รังแกผู้อื่น ลูกผู้ชายต้องสุภาพอ่อนน้อม ใส่ใจ และดูแลคยรอบข้าง ไม่ข่มเหงรังแก ไม่สร้างความเดือดร้อน ไม่ทำร้ายคนอื่นโดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า ไม่ว่าจะด้วยกาย วาจา หรือใจ จากการสอบถาม คุณพ่อคุณแม่บอกว่าการสอนเรื่องเรื่องเริ่มโดยให้ลูกชายคอยช่วยเหลือคนใกล้ตัว อย่างสมาชิกครอบครัวก่อน เช่น พี่สาว น้องสาว และคุณแม่

มีน้ำใจ นอกจากจะดูแลและช่วยเหลือคนในครอบครัวแล้ว ลูกผู้ชายก็ควรช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อื่นด้วย แม้ว่าสังคมสภาพปัจจุบันผู้คนต้องดิ้นรนกันมากขึ้น ทำให้ทุกคนนึกถึงตัวเองก่อน แต่ก็ไม่ควรลืมนึกถึงคนอื่นๆ ด้วย บางบ้านใช้วิธีสอนให้ลูกเก็บของเล่นที่ไม่เล่นแล้ว ไปบริจาคให้กับเด็กด้อยโอกาส บ้างก็ส่งเสริมให้ช่วยเหลือคุณครูและกิจกรรมของทางโรงเรียน เป็นต้น

เข้มแข็งและอดทน อาจฝึกโดยให้เล่นกลางแจ้ง เล่นกีฬาเพื่อสอนให้รู้แพ้ รู้ชนะ และมีความเข้มแข็งอดทน นอกจากนั้นการปฏิบัติตัวเพื่อเป็นแบบอย่างก็เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลค่ะ เพราะลูกชายมักมีคุณพ่อเป็นฮีโร่ประจำใจอยู่แล้ว

มีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา หากมีปัญหาหรือทะเลาะเบาะแว้ง กับพี่น้อง โดยเฉพาะพี่สาวหรือน้องสาว ก็จะต้องไม่ใช้กำลัง ต้องพูดคุยตกลงกันให้รู้เรื่อง และที่สำคัญคือพ่อแม่ต้องควบคุมอารมณ์ คุณพ่อต้องไม่แก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังกับคุณแม่ให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่างด้วย

คุณพ่อ...ต้นแบบที่ดีของลูกชาย

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงสร้างของครอบครัวไทยส่วนใหญ่ยังคงยกย่องพ่อเป็นใหญ่ เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้าครอบครัว ตลอดจนเป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูกชาย เรามาดูตัวอย่างผลสำรวจลักษณะผู้ชายในฐานะของผู้นำครอบครัวและต้นแบบที่ดีกันค่ะว่าจะต้องเป็นอย่างไร
เป็นผู้นำ สมกับที่ภรรยาจะฝากชีวิตไว้ และสมกับที่ลูกชายจะนำไปเป็นแบบอย่าง ในขณะเดียวกันก็ต้องเป็นผู้ตามที่ดีได้ด้วย ต้องไม่ใช้อำนาจบังคับให้คนในครอบครัวต้องทำตามตนเอง หรือเห็นตนเองว่าถูกเสมอไป

รับผิดชอบ เพราะต้องดูแลชีวิตของภรรยาและลูก ต้องคุ้มครองและปกป้องคนในครอบครัวได้ รวมทั้งต้องรับผิดชอบต่อพ่อแม่ของตัวเองด้วย

ซื่อสัตย์ ไม่เจ้าชู้ รักภรรยา มีศีลธรรม สามารถทำหน้าที่แทนภรรยาได้ทั้งการดูแลบ้านและการเลี้ยงลูก

รับฟังความคิดเห็น ทั้งของภรรยาและลูกอย่างเข้าใจและมีเหตุผล ใจเย็น และมีความคิดที่รอบคอบไม่วู่วาม

เป็นหลักให้ครอบครัว ไม่อ่อนแอและมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวไปตามกระแส อยู่เคียงข้างกันทั้งในยามสุขและยามทุกข์
เหล่านี้คือคุณสมบัติของผู้ชายในฐานะหัวหน้าครอบครัว และของพ่อในฐานะต้นแบบคนสำคัญของลูกชายที่คนส่วนใหญ่คาดหวัง ซึ่งดิฉันเชื่อว่าเมื่อตัดสินใจสร้างครอบครัวของตัวเองแล้ว บทบาทสามีที่ดีของภรรยา คุณพ่อที่ดีของลูก และ(นำที่ดีของครอบครัวเป็นสิ่งที่คุณผู้ชายให้ความสำคัญที่สุดอยู่แล้ว

เพราะข้อมูลที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Sexual Medicine พบว่า ผู้ชายเห็คุณค่าของความสุขของครอบครัว การมุขภาพดี มากกว่าสิ่งอื่นในชีวิตแม้กระทั่งเซ็กซ์

การศึกษานี้ทำโดยการสัมภาษณ์ผู้ชายเกือบ 28,000 คน อายุระหว่าง 20-75 ปี จากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี สเปน เม็กซิโก และบราซิล พบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ที่ตอบคำถามเห็นว่าการมีสุขภาพดี เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในขณะที่ 26% ให้ความสำคัญกับชีวิตครอบครัวที่มีความสุข และอีก 19% ยกให้การมีสัมพันธภาพที่ดี และมีเพียง 2% เท่านั้นที่เห็นว่าเซ็กซ์สำคัญกว่าสิ่งใด


จุดอ่อนลูกผู้ชาย

แม้จะเป็นเพศที่เข้มแข็งแค่ไหน ก็มีเรื่องเปราะบางที่ควรระวังค่ะ เพราะอาจเป็นสาเหตุของความพลิกผันในชีวิตของลูกผู้ชายได้ แล้วเรื่องไหนล่ะที่มีอิทธิพลต่อผู้ชายขนาดนั้น จากการสอบถามพบคำตอบใน 3 เรื่องนี้มากที่สุด
จุดอ่อน...ที่ครอบครัว จากการเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก ๆ สภาพของครอบครัวขาดความอบอุ่น ซึ่งอาจก่อให้เกิดปมซ่อนอยู่ภายในจิตใจ เรื่องความคิดที่ถูกปลูกฝังจากการเลี้ยงดู รวมทั้งการเลี้ยงดูแบบที่ได้รับการช่วยเหลือลูกทุกอย่างได้อย่างใจทุกอย่าง ซึ่งจะเป็นสาเหตุของปัญหาอื่น ๆ ได้ เช่น ดูแลตัวเองไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น กลายเป็นคนเหยาะแหยะ เป็นต้น

จุดอ่อน...ที่ไม่เคยล้มเหลว ข้อนี้อาจลืมเนื่องมาจากการเลี้ยงดูของครอบครัวค่ะ เพราะบางบ้านไม่เคยสอนให้ลูกรู้จักความพ่ายแพ้ ไม่เคยเจ็บปวด เมื่อวันหนึ่งต้องประสบกับความล้มเหลวนั้น ก็กลับกลายเป็นล้มแล้วลุกไม่ขึ้น ยึดติดและจมอยู่กับความล้มเหลวนั้น เช่น ล้มเหลวในเรื่องงาน แทนที่จะเก็บเป็นบทเรียนแล้วตั้งต้นใหม่ ก็คิดกังวลไปต่าง ๆ นานา เพราะเชื่อและยึดติดว่าตนเองเป็นผู้นำ เมื่องานล้มเหลวก็เท่ากับหมดศักดิ์ศรีและล้มเหลวในชีวิตด้านอื่นด้วย

จุดอ่อน...ที่หัวใจ ความหวั่นไหว ใจอ่อน ต่อสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ความไม่มั่นคงและขาดวุฒิภาวะทางอารมณ์ เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญค่ะ เพราะความอ่อนแอในจิตใจจะทำให้คนเราตัดสินใจผิดพลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว
ทั้ง 3 เรื่อง มีจุดเริ่มต้นจาอว่าสังคมจะดกที่เดียว คือ ครอบครัว ดังนั้น การป้องกันและกำจัดจุดอ่อน พร้อมทั้งสร้างจุดแข็งให้กับชีวิตของลูกชาย (รวมถึงลูกสาว) ก็คือการเลี้ยงดูที่เหมาะสมจากคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

ดิฉันเชื่อว่าสังคมจะดีได้ ไม่ได้เกิดจากผู้ชายหรือผู้หญิงเพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว การสอนให้เขารู้หน้าที่และรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด รู้จักเคารพและให้เกียรติคนอื่น ไม่เอาเปรียบใคร จากบทบาทลูกชาย ลูกสาว เมื่อเขาเติบโตและต้องรับบทพ่อแม่ ก็จะสามารถเลี้ยงลูกและเป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูกของเขาเองใมนอนาคตได้ และลองคิดดูสิคะว่าถ้างคมของเรามีคนที่เป็น "ลูกผู้ชาย" เป็น "สุภาพบุรุษ" เต็มตัว สังคมจะน่าอยู่และดีแค่ไหน


(update 21 ธันวาคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 311 ธันวาคม 2551 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600