ลูกคุณ IQ EQ ลดลงหรือเปล่า?


คุณคงได้ยินข่าวนี้กันนะคะ เมื่อมีการเปิดเผยถึงผลสำรวจภาพรวม IQ และ EQ ของเด็กไทย ปี 2550 แล้วพบว่า แม้ว่าค่าเฉลี่ยจะอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ แต่สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ ตัวเลขภาพรวม IQ และ EQ ของเด็กไทยดังกล่าวกลับลดลงค่ะ

ทั้งๆ ที่เรื่องนี้ ในเชิงวิชาการแล้ว พ่อแม่สามารถช่วยส่งเสริม เพื่อพัฒนา IQ และ EQ ของลูกได้


สถานการณ์ที่ควรกังวล

รักลูกได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณหมอพรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล และผู้ดูแลโครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทย ซึ่งให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์เรื่องไอคิว อีคิว ว่าทำไมพ่อแม่จึงต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับการพัฒนาเรื่องนี้

คุณหมอได้กล่าวถึงสถานการณ์และภาพรวมของ IQ EQ เด็กไทยเอาไว้ว่า “เมื่อปลายปี 2550 เราได้สำรวจ ไอคิว อีคิว ของเด็กไทย ซึ่งผลการสำรวจโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ ค่าเฉลี่ยของไอคิวเด็กไทยตอนนี้อยู่ที่ 103”

ส่วนค่าเฉลี่ยของอีคิวยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งเมื่อนำผลสำรวจมาเทียบเคียงกับ 5 ปีที่ผ่านมา แม้ภาพรวมจะปกติ แต่ค่าตัวเลขน้อยลง ตรงจุดนี้เป็นสิ่งที่เราควรติดตามและดูว่าพ่อแม่ต้องใส่ใจตรงไหนบ้าง ไม่เช่นนั้นตัวเลขจะลดลงไปเรื่อยๆ

ส่วนไอคิวนั้นภาพรวมเป็นเกณฑ์ปกติเช่นกัน หมอมองว่าเด็กส่วนหนึ่งยังมีศักยภาพและความสามารถอยู่ แต่พ่อแม่ไม่ได้พัฒนาอย่างเต็มที่ เด็กกลุ่มนี้จะมีประมาณ 30% ที่มีแนวโน้มจะมีปัญหาเรื่องไอคิวและพัฒนาการ ซึ่งเป็นเด็กกลุ่มที่ยังต้องได้รับการดูแลและการเอาใจใส่ เพราะโดยศักยภาพของเด็กก็ด้อยอยู่แล้วก็อาจจะไปส่งผลกระทบกับเรื่องปัญหาพฤติกรรมอื่นๆ ตามมาได้ ซึ่งงานวัจิจัยทั่วโลกต่างยืนยันว่า ในระยะยาวเด็กที่ไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการเรียน คุณภาพชีวิตจะต่ำลงทันที เพราะจะถูกเอาออกจากระบบ และจะมีปัญหาอื่นๆ ตามมา

ถ้าถามว่า 30% เยอะไหม หมอถือว่าเยอะนะคะ เพราะมันคือ1 ใน 3 ของเด็ก และเราต้องให้ความสำคัญกับ ไอคิว อีคิว เพราะว่าในอนาคตเด็กคือต้นทุนทางสังคม เมื่อโตขึ้นเขาอาจจะเป็นหมอ เป็นนักกฎหมาย เป็นนักธุรกิจ หรือะไรก็ตาม แต่ว่าเขาคือคนที่จะเข้าไปอยู่ในเซ็กชั่นการผลิตของสังคมเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่

เพราะฉะนั้นการผลิตในมวลรวมทั้งหมดจะสูงขึ้นหรือต่ำลงอยู่ที่คุณภาพของคน คนรุ่นต่อไปจะเลี้ยงลูกแบบไหน ครอบครัวจะแข็งแรงอบอุ่นดีไหม คุณภาพเด็กในอนาคตจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่ในวันนี้ล่ะค่ะ

ข้อมูลจากการวิจัยสำรวจของกรมสุขภาพจิต ปี 2550 พบว่า EQ ของเด็กเล็กวัย 3-5ปี อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่กลับพบค่าคะแนนรวมลดลงเมื่อเทียบกับปี 2545 โดยค่าเฉลี่ยในปี 2545 อยู่ที่ 170.64 และในปี 2550 อยู่ที่ 159.67

สำหรับในเด็กวัยเรียน 6-11 ปี ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ ก็มีอัตราส่วนที่ลดลงเช่นกัน จากปี 2545 อยู่ที่ 186.41 และปี 2550 อยู่ที่ 179.57


IQ EQ = คุณภาพคน

IQ (Intelligence Quotient) - ความฉลาดทางสติปัญญา

เป็นความสามารถในการเรียนรู้ การจำ การคิดการวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล รวมทั้งการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ แล้วมาสรุปเป็นความหมาย

ส่วนหนึ่งของไอคิว เราไม่สามารถควบคุมได้ เพราะขึ้นอยู่กับพันธุกรรม ส่วนที่สามาถควบคุมได้ คือ ภาวะโภชนาการ สภาพแวดล้อมที่ดีและเหมาะสม ซึ่งค่าไอคิวจะเปลี่ยนแปลงได้ยาก ซึ่งต่างจาก Q ตัวอื่น ตรงที่ Q อื่นๆ นั้นขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูโดยตรงเลยค่ะ

EQ (Emotion Quotient) - ความฉลาดทางอารมณ์

เป็นความสามารถในการรับรู้ เข้าใจอารมณ์ตนเองและผู้อื่น สามารถควบคุมอารมณ์และยับยั้งชั่งใจตนเอง รวมถึงแสดงออกอย่างเหมาะสม รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รู้จักการรอคอย รู้จักกฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย มีจิตใจร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี สามารถปรับตัวเข้ากับสังคม สถานการณ์รอบข้างได้ดี มีความคิดสร้างสรรค์ กระตือรือร้น มีแรงจูงใจ อยากประสบความสำเร็จ เห็นคุณค่าและความเชื่อมั่นในตนเอง


แล้วทำไมต้อง IQ EQ

ถ้า EQ ดีอย่างเดียว

ลักษณะของ EQ ที่เด่นๆ ซึ่งในทางวิชาการ เน้น 3 ด้านนี้ค่ะ นั่นคือ เก่ง เช่น มีแรงจูงใจ มีการตัดสินใจและการแก้ปัญหาได้ดี มีสัมพันธภาพที่ดี ดี เช่น การควบคุมตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มีความรับผิดชอบ มีสุข เช่น มีความภูมิใจตนเอง พึงพอใจกับชีวิต มีความสุขสงบทางใจ

ซึ่ง EQ ทั้ง 3 ด้านนี้ดี จะไปสัมพันธ์กับ IQ โดยตรง เหตุนี้เองการพัฒนา IQ EQ จึต้องทำควบคู่กัน แต่ก็มีค่าต่างตรงที่ ค่า IQ จะพัฒนาได้สูงุดตามศักยภาพที่เด็กมี ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่งมาจากการเลี้ยงดู ส่วนค่าของ EQ นั้นสามารถพัฒนาให้เพิ่มขึ้นได้จากสภาพแวดล้อมและการเลี้ยงดูค่ะ ดังนั้นถ้าทั้ง IQ และ EQ ดี ย่อมเป็นพื้นฐานที่จะช่วยให้ ความฉลาดด้านอื่นๆ ดียิ่งขึ้นไปด้วยค่ะ อาทิ
  • CQ (Creative Quotient) ความฉลาดในการสร้างสรรค์ มีความคิด จินตนาการหรือแนวคิดใหม่ๆ

  • MQ (Moral Quotient) ความฉลาดทางศีลธรรม จริยธรรม คือมีความประพฤตืดี รู้จักรับผิดชอบ มีความซื่อสัตย์ มีจริยธรรม

  • PQ (Play Quotient) ความฉลาดที่เกิดจากการเล่น เกิดจากความเชื่อที่ว่าการเล่นพัฒนาความสามารถของเด็กได้ ทั้งด้านร่างกาย ความเฉลียวฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์และสังคม

  • AQ (Adversity Quotient) ความฉลาดในการแก้ปัญหา คือมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวในการเผชิญปัญหาได้ดี

  • SQ (Social Quotient) ทักษะทางสังคม ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น
เห็นด้วยใช้ไหมค่ะว่า IQ EQ เป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเติบโตของเจ้าตัวน้อยของเราขนาดไหน

ถ้า IQ ดีอย่างเดียว

หากลูกของเราเป็นเด็ก IQ ดีแต่ EQ ไม่ดี อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่มีความสุข ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมายค่ะ เด็กเรียนเก่ง โดดตึกค่าตัวตาย เพราะผลการเรียนตกหรือสาเหตุเพราะไม่มีเพื่อนคบ ปรับตัวเข้ากับคนอื่นไม่ได้

ถ้าลูกมีปัญญาที่ดี หรืออาจจะเข้าขั้นเด็กที่ทีพรสวรรค์ แล้วยังต้องมานั่งพัฒนาหรือส่งเสริม ไอคิว อีคิว กันอยู่หรือไม่

คำตอบก็คือ...สมองยิ่งใช้ยิ่งเจริญงอกงาม ไม่ว่าจะเป็นเด็กมีพรสวรรค์หรือไม่มี ถ้าไม่ถูกใช้ก็พัฒนาได้ไม่ดี ซึ่งการเรียนรู้ของมนุษย์ต้องเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา เกิดจากประสบการณ์ที่สั่งสม ไอคิวเปลี่ยนแปลงได้ อย่างเด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรมก็สามารถพัฒนาไอคิวได้ เพราะฉะนั้นสมองของลูกเราสามารถพัฒนาได้ตลอดเวลาค่ะ


IQ EQ และพัฒนาการทางสมองของลูก

เพราะสมองสัมพันธ์กับพัฒนาการ และพัฒนาการก็สัมพันธ์กับ IQ EQ และการจะพัฒนาให้ลูกมี IQ EQ ดี จึงต้องเริ่มดูแลตั้งแต่เจ้าตัวน้อยอยู่ในท้องแม่ค่ะ
  • 0-6 เดือน สมองจะมีเซลล์ประสาทที่ครบถ้วน แต่การเชื่อมโยงเส้นใยประสาท การสั่งงาน รวมไปถึงการเรียนรู้ยังไม่สมบูรณ์พร้อมค่ะ

  • 6 เดือน - 2 ปี สมองมีการเติบโตรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิด การแก้ปัญหาลูกน้อยระเริ่มรับรู้ทางประสาทสัมผัส หูฟัง การดมกลิ่น รู้รสของอาหารและรับการสัมผัสทางกาย เริ่มมีการพัฒนาด้านกล้ามเนื้อ และปฏิกิริยาต่อสิ่งแวดล้อม อย่าลืมกระตุ้นด้วยการอุ้ม กอด สัมผัส พาไปเดินเล่น หรือการพูดคุยบ่อยๆ เพราะทำให้สมองของลูกเติบโตสูงสุดมากกว่าช่วงชีวิตใดๆ เลยค่ะ

  • 2-4 ปี ช่วงนี้ลูกต้องใช้สมองและสายตามากเป็นพิเศษ เพื่อการเรียนรู้ จดจำ ฝึกทักษะทางความคิด คือเริ่มเปลี่ยนจากการเรียนรู้จากการกระทำไปสู่การเรียนรู้โดยการคิด และเปลี่ยนพฤติกรรมที่มีความหมายน้อย มาสู่พฤติกรรมที่มีความหมายได้มากขึ้น ลูกจะเริ่มพูดสื่อภาษาโดยการโต้ตอบกับผู้ใหญ่ เริ่มจะถามโน่นถามนี่ อย่าลืมกระตุ้นพัฒนาการผ่านการเล่นที่เหมาะสม และวัยนี้ลูกจะเลียนแบบผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด พ่อแม่จึงต้องค่อยๆ สอน และทำให้ดูเป็นแบบอย่างโดยไม่ใช้การบังคับหรือออกคำสั่ง จนลูกไร้ความสุขที่จะทำตาม หรือเลียนแบบค่ะ

  • 4-6 ปี พัฒนาการด้านสติปัญญา การรับส่งข้อมูล การเรียนรู้และจดจำนสู่สมองอย่างมีประสิทธิภาพ ลูกเริ่มพัฒนาการเรียนรู้ระดับสูงขึ้นในทางวิชาการต่างๆ เป็นช่วงที่เริ่มเข้าสู่สังคมโรงเรียน หากลูกได้รับการดูแลเอาใจใส่จะทำให้สุขภาพทางกายและสุขภาพจิตดี มีศักยภาพในการเรียนรู้และความฉลาดก็จะเพิ่มพูนงอกงามไปได้เรื่อยๆ ค่ะ แต่ถ้าลูกน้อบไม่ได้รับการเอาใจใส่เลี้ยงดู และสุขภาพจิตไม่ดี รวมทั้งขาดแบบอย่างที่ดี ศักยภาพ ในการเรียนรู้ของลูกก็จะชะงักงัน หรือถูกปิดลงได้ค่ะ เห็นความสัมพันธ์ของ IQ EQ และพัฒนาการของสมองของลูกวัยดังกล่าวแล้ว คงเป็นคำยืนยันที่ดีได้นะคะ ว่าทำไมเราจึงต้องให้ความสำคัญกับการเลี้ยงดูที่เหมาะสมและสอดคล้องด้วย

เลี้ยงลูกแบบนี้...เสี่ยง IQ EQ ลด

แน่นอนค่ะว่าการเลี้ยงดูของพ่อแม่มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนา IQ EQ ของลูกเพราะหากคุณเลี้ยงลูกแบบนี้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง คุณกำลังคุกคาม IQ และ EQ ของลูกแล้ว
1. เลี้ยงลูกแบบส่งเข้าคอร์ส พ่อแม่ทุกคนรักลูกและหวังดีกับลูก อยากช่วยเสริมพัฒนาการหรือสร้าง IQ ที่ดีให้กับลูก แต่การพาลูกไปเข้าคอร์สเรียนที่นั่นที่นี่ที่เขาบอกกันว่าดี จะอยู่ใกล้หรือไกลแค่ไหนก็ตามนั้นอาจเป็นสูตรสำเร็จที่ไร้ประโยชน์ได้ค่ะ

นพ.อุดม เพชรสังหาร รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาความรู้ บริษัท รักลูก กรุ๊ป จำกัด เตือนถึงเรื่องนี้ว่า “เวลาที่จะเลือกอะไรให้ลูก คุณพ่อคุณแม่ควรถามตัวเองด้วย 5 คำถามนี้คือ what when where why how หมายถึง จะให้ลูกทำอะไร เมื่อลูกอายุเท่าไร ทำที่ไหน เพราะอะไรถึงต้องทำ และทำอย่างไร ถ้าได้คำตอบที่ตรงใจครบ 5 คำถาม แล้วค่อยเลือกสิ่งเหล่านั้นให้กับลูก เพราะว่าบางครั้งการส่งลูกไปเรียนในสิ่งที่คนอื่นเขาฮิตกันว่ามันดีต่อพัฒนาการอย่างนั้นอย่างนี้ของลูก จริงๆ แล้วอาจจะไม่เหมาะกับลูกเราก็ได้ ซึ่งถ้าเราทำตามคนอื่นันจะเสียเวลาและสตางค์ โดยที่มันก็ไม่ได้เหมาะกับลูกของเราด้วยนะครับ”

2. ตามใจหรือไม่ใส่ใจเรื่องกินของลูก ไม่ว่าลูกจะติดขนม เลือกินแต่ของที่หวานๆ ไม่ยอมกินผักในขณะที่ลูกกำลังจะเป็นโรคอ้วน พ่อแม่เองยังตามใจหรือไม่มีเวลามาใส่ใจ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้กำลังเป็นปัญหาของเด็กไทย โดยเฉพาะปัญหาเด็กอ้วน ที่สำคัญการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอทำให้สมองไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ค่ะ

3. ให้ทีวี/คอมพิวเตอร์เลี้ยงลูก หลายบ้านค่ะที่เวลาพ่อแม่กำลังยุ่ง ไม่มีคนดูแล ก็จะใช้วิธีหาซีดี การ์ตูนมาเปิดให้ลูกดู โดยที่ไม่รู้ หรือรู้แล้วแต่ยังชะล่าใจ “ไม่เป็นไรให้ลูกดูแค่แป๊ปเดียว” แต่คุณอาจทำงานเพลิน จนทำให้พัฒนาการของลูกถูกทำลายรวมถึงเด็กอาจจะมีโอกาสเป็นสมาธิสั้นได้มากขึ้น

4. เป็นต้นแบบที่ดี หากพ่อแม่ไม่เห็นความสำคัญ ของลูกในช่วงวัย 0-3 ปี คิดว่าช่วงนี้เลี้ยงง่ายให้ใครช่วยเลี้ยงก็ได้ คุณกำลังคิดผิดค่ะ เพราะว่าความจริงวัยนี้เป็นช่วงสำคัญในการปลูกฝังความรู้และสิ่งดีงาม ซึ่งพ่อแม่คือต้นแบบที่ลูกจะซึมซับ ดังนั้น การสอนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเด็กเล็กยังไม่มีความเข้าใจภาษามากนัก แต่เด็กจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากการกระทำของพ่อแม่ประกอบกับสมองของลูกจะพัฒนามากที่สุดก็ชาวงวัยเด็กเล็ก

5. ลูกไม่ต้อง...พ่อแม่ทำเอง ตอนลูกเป็นเด็กทารกจะต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิดจากพ่อและแม่ แต่เมื่อโตขึ้นถึงเวลาที่จะต้องทำอะไรด้วยตัวเองแล้ว ถ้าพ่อแม่ยังทำให้ทุกๆ สิ่ง อย่างป้อนข้าว อาบน้ำ ใส่เสื้อผ้า ฯลฯ กลับจะไปขวางกั้นพัฒนาการของลูกในทุกด้านคะ
เพราะการที่พ่อแม่ทำทุกอย่างให้ลูกนั้น จะทำให้โอกาสที่ลูกได้เรียนรู้ทักษะชีวิต หรือได้แก้ไขปัญหาต่างๆ ลดน้อยลง เอาล่ะค่ะ ครอบครัวไหนหรือคุณพ่อคุณแม่ที่มีพฤติกรรมเข้าข่าย 5 ข้อข้างต้น ถึงเวลาแล้วค่ะที่จะต้อง ลด ละ เลิก แล้วนะคะ


เลี้ยงลูกแบบนี้...พัฒนา IQ EQ ได้เต็มที่

ไม้ว่าลูกเราจะเกิดมาเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ หรือเป็นเด็กธรรมดาทั่วไป หรือแม้แต่เป็นเด็กพิเศษ สิ่งที่เด็กๆ มีเหมือนกันหมดคือศักยภาพ แต่จะมากน้อยแค่ไหนก็อยู่ที่พ่อแม่จะดึงออกมา

ศักยภาพนี้ถ้าได้ใช้อย่างเต็มที่ แม้เด็กมี IQ ปกติ อาจจะประสบความสำเร็จกว่าเด็กที่มี IQ ดีเลิศ แต่ไม่ถูกดึงศักยภาพออกมาใช้ก็ได้ ดูอย่างเด็กพิเศษหลายๆ คน อาจจะทำอะไรได้มากกว่าที่หลายๆ คนคิด แม้แต่คนพิการที่ศักยภาพทางร่างกายน้อยกว่าคนทั่วไป ก็ยังสามารถทำงานบางอย่างได้เทียบเท่าหรือดีกว่าคนปกติด้วยซ้ำ นั่นเป็นเพราะได้มีการดึงเอาศักยภาพของเขาออกมาใช้อย่างเต็มที่ค่ะ

และต่อไปนี้คือวิธีพัฒนาหรือดึงศักยภาพด้าน IQ EQ ของลูก ที่รักลูกรวบรวมจากผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กโดยเฉพาะมาฝากค่ะ
1. คลุกวงในอย่างพอดี นายแพทย์สุริยเดว ทริปาตี กุมารแพทย์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี บอกเอาไว้ในงานรักลูกฟอรั่มครั้งที่ 1 เรื่อง เทคนิคการเลี้ยงลูกให้ฉลาดว่า “พ่อแม่ต้องเข้าไปคลุกวงใน หรือ parental connectedness นั่นก็คือการที่พ่อแม่ รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ครูจะต้องเข้าไปร่วมในการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ให้กับเด็ก มากกว่าการมานั่งแก้ปัญหาพฤติกรรมที่เกิดขึ้น”

คลุกวงใน ในที่นี้ไม่ใช่การเข้าไปจัดการทุกอย่างนะคะ แต่เข้าไปอย่างพอเหมาะพอดี รู้รักลูก รู้จักอารมณ์ของลูก ช่วยลดจุดอ่อน ส่งเสริมในจุดแข็ง ซึ่งการที่พ่อแม่จะทำได้ดีนั้นก็ต้องรู้จักรักลูกให้มากๆ ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักตัวเองด้วยเช่นกัน และต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ เวลาที่ลูกทำผิดพลาด

2. เป็นต้นแบบที่ดี (ทฤษฎีกระจกเงา) นพ.อุดม เพชรสังหาร บอกว่า ต้นแบบนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะสมองของเรามีเซลล์ที่ทำหน้าที่ ลอกเลียนแบบพฤติกรรมของคนที่ใกล้ชิด เรียกว่า เซลล์กระจกเงา หรือ Mirror Neurons

“เซลล์ตัวนี้สำคัญตรงที่มันทำให้เรารู้ว่าเด็กๆ เรียนรู้จากผู้ใหญ่ไม่ใช่แค่การสั่งสอน แต่ยังใช้การ “ก๊อปปี้” จาก “ต้นแบบ” ด้วยโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ที่พัฒนาการของภาษายังไม่ดีพอที่จะรับ “การสั่งและสอน” ได้อย่างเข้าใจเต็มที่ ดังนั้น “ต้นแบบ” จึงสำคัญที่สุด และต้นแบบที่ว่าก็ไม่ใช่ใครอื่น พ่อแม่และคนรอบข้างนั่นเองค่ะ”

จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่แล้วล่ะค่ะว่า อยากได้ลูกที่เป็นแบบไหน อารมณ์ดี ไม่ขี้หงุดหงิด ว่านอนสอนง่าย มีเหตุผล ขยันอ่านหนังสือ ก็ขอให้ตั้งต้นที่คุณพ่อคุณแม่ก่อนเลย สอนลูกโดยการทำให้เขาเห็น ลูกจะก็อปปี้ในสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำนั่นเองค่ะ

3. ตั้งเป้าที่ความสุขของลูก นอกจากนี้ นพ.อุดม ยังฝากข้อคิดไว้อีกค่ะว่า ไม่ต้องกังวลว่าค่า IQ EQ ของลูกจะเท่าไร แต่ให้มุ่งไปที่ว่าจะทำอย่างไรให้ลูกเป็นเด็กที่มีความสุข เพราะความสุขเป็นจุดเริ่มต้นของการอยากรู้ อยากลองในสิ่งต่างๆ และพ่อแม่ไม่ควรคาดหวังจยเกินไป จนกลายเป็นการบังคับ จนทำให้ลูกเกิดความกดดัน ส่งผลให้การเรียนรู้นั้นไม่เต็มศักยภาพ เพราะไม่ได้เปิดใจรับอย่างเต็มที่ด้วยความสนุกหรือความเข้าใจ

ตรงกันข้าม ถ้าคุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้การเรียนรู้เป็นไปตามธรรมชาติ ไม่เร่งรีบคาดหวัง ปล่อยให้ลูกสนุกกับการเรียนรู้นั้นๆ ตามที่เขาชอบและต้องการ การเรียนรู้อย่างมีความสุขก็จะช่วยให้ IQ EQ พัฒนาขึ้นอย่างแน่นอน

4. สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ คุณหมอพรรณพิมล หล่อตระกูล บอกว่า สิ่งที่พ่อแม่ต้องมีสำหรับการสร้างไอคิวและอีคิว นั่นคือ การสื่อสาร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมากการสื่อสารไม่ได้หมายถึง การพูดคุยกันแต่เพียงอย่างเดียว ยังหมายถึงการสื่อสารทางกาย อย่างเช่น การโอบกอดสัมผัสเพื่อแสดงความรักหรือให้กำลังใจ ซึ่งการโอบกอดสัมผัสมีผลอย่างมากต่อการพัฒนา IQ EQ ของเด็ก เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกดี มีกำลังใจ รู้สึกมีคุณค่าในตัวเองเพราะมั่นใจว่าเป็นที่รักของคนในครอบครัว

ส่วนการสื่อสารด้วยการพูดควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ไม่ใช่จับผิด ในแต่ละวันพ่อแม่ลูกควรจะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ตัวเองได้ไปเจอมา และถ้าลูกมีปัญหา พ่อแม่ก็ต้องรับฟัง ไม่ด่วนตำหนิต่อว่าหรือทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เชื่อใจ หรือไม่เข้าใจไม่รับฟังในสิ่งที่ลูกพูด

5. ใส่ใจ กิน เล่น เต้น วาด ของลูก มีเคล็ดลับง่ายๆ จากสถาบันราชานุกูล มาฝาก ซึ่งจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ส่งเสริมพัฒนาการตามวัยที่สอดคล้องกับลูกค่ะ นั่นคือ

กิน อาหารมีความสำคัญต่อการพัฒนาสมองและ IQ อย่างมาก เพราะสมองทำงานตลอดเวลาแม้ยามหลับ สมองจึงต้องใช้พลังงานอย่างมากนะคะ ถ้าเจ้าตัวเล็กขาดสารอาหาร ก็จะมีผลต่อกระบวนการคิด การแก้ปัญหา

เราจึงต้องให้ลูกกินอาหารครบทั้ง 5 หมู่ รวมทั้งดื่มน้ำสะอาดอย่างเพียงพอ งดทานขนมกรุบกรอบ อาหารขยะ และน้ำอัดลม แล้วสมองของลูกก็จะพัฒนาเติบโตอย่างเต็มที่ค่ะ

เล่น เด็ก ๆ จะมีความสุขกับการได้เล่น โดยเฉพาะเด็กวัย 0-3 ปี การเล่นคือการเรียนรู้ ควรมีของเล่นที่เหมาะสมกับวัย พ่อแม่ก็เป็นของเล่นของลูกได้อย่างหนึ่ง จึงควรตอบสนองการเล่นของลูก ด้วยการเล่นกับลูกอย่างกระตือรือร้น ซึ่งจริงๆ แล้วแค่พ่อแม่เล่นด้วย ลูกก็สนุกและมีความสุขแล้วค่ะ

และเวลาที่เด็กๆ มีความสุขจะทำให้สมองหลั่งสารแห่งความสุข ช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัวและทำงานได้ดี ส่งผลให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น กระตือรือร้น สนุกและมีพลังจะเรียนรู้ สนใจใคร่รู้ใคร่หาคำตอบ ลองผิดลองถูก ทำซ้ำๆ และเกิดเป็นรูปแบบการเรียนรู้ในที่สุดค่ะ

นอกจากนี้ในเด็กเล็กๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่ลทออ่านหนังสือให้ลูกฟังด้วยนะคะ เพราะหนังสือทำให้สมองสร้างเครื่อข่ายเส้นใยประสาทมากขึ้น และยังกระตุ้นให่สมองส่วนลิมบิคที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ ทำงานร่วมกันได้ดีกับสมองส่วนนีโอคอร์เท็กซ์ ซึ่งดูแลเกี่ยวกับความฝันและจินตนาการ ทำให้เด็กๆ เกิดความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการเพิ่มขึ้นค่ะ

เต้น หมายถึง การเคลื่อนไหวร่งกายทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติของเด็กค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ยืน เดิน คลาน วิ่ง ถ้าคุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมให้ลูกได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอเช่นนี้ กล้ามเนื้อต่างๆ จะมีการพัฒนาที่ดีและประสานการทำงานอย่างดี ทำให้ลูกควบคุมการเคลื่อนไหวต่างๆ ได้ดีจนเกิดความมั่นใจ ส่งผลต่อการมีบุคลิกภาพที่ดี มีพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม ที่เหมาะสม การเคลื่อนไหวพื้นฐาน เช่น เดิน ยืน วิ่ง คลาน จะช่วยให้การทำงานของสมองส่วนคอเท็กซ์ดีขึ้นด้วยซึ่งจะช่วยควบคุมและขจัดความเครียดได้ด้วย

วาด กิจกรรมที่เกี่ยวกับศิลปะทั้งหลาย ล้วนมีประโยชน์กับการพัฒนาสมองของเด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาด การปั้น การแปะ การระบายสี ทำให้เด็กต้องใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ และยังทำให้สมองทั้ง 2 ซีก ทำงานร่วมกันได้ดี ทำให้เด็กมีการเรียนรู้ดี การใช้กล้ามเนื้อตาและอวัยวะต่างๆ ประสานกันอย่างคล่องแคล่วด้วยค่ะ

ลูกจะมี IQ EQ เป็นอย่างไร ไม่ใช่อยู่ที่ตัวลูกทั้งหมดนะคะ หากเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเลี้ยงดูที่ได้รับจากพ่อแม่ ซึ่งทั้งหมดที่ได้นำเสนอนี้ คงจะเป็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กไทยของเราทุกคน มี IQ EQ ดี เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพ จากการเลี้ยงดูที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเข้าใจ อย่างสอดคล้องเหมาะสมในทุกวันที่เขาได้เติบโตจึ้น...จากสองมือของคุณพ่อคุณแม่นั่นเองค่ะ


(update 23 กรกฎาคม 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 309 ตุลาคม 2551 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600