Brilliant Brain


สมองเป็นอวัยวะที่สลับซับซ้อน ด้วยเซลล์มากมายหลายล้านเซลล์และตัวเชื่อมโยงอย่างเซลล์ประสาทอีกมากมาย พัฒนาการ ของเซลล์สมองนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับพัฒนาการทางสติปัญญาสมองของลูกน้อยนั้นเริ่มสร้างตั้งแต่อยู่ในครรภ์ สมองประมาณ 30% พัฒนามาแล้วก่อนคลอด และจะมีพัฒนาการที่รวดเร็วมากในช่วง 2 ปีแรกของชีวิต จากนั้นจะเริ่มมีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ในช่วงอายุ 6-8 ปี แต่ยังพัฒนาอีกต่อไปจนอิ่มตัวเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปี หลังจากนั้นการทำงานของสมองหรือหรือพัฒนาการทางสมองก็อาจจะหยุด แต่มิได้แปลว่าหยุดการทำงานเพียงแต่ว่าอาจจะไม่มีการเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ แต่ถ้าหากว่ายังมีการเรียนรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ ก็ยังคงมีพัฒนาการทางด้านสมองเติบโตต่อไป

ดังนั้นช่วงอายุ 6-8 ปีนั้นจึงเป็นช่วงที่สมองมีการพัฒนาและเจริญเติบโตมากช่วงนี้จึงถือเป็นช่วงที่เหมาะแก่การส่งเสริมการกเรียนรู้ให้กับลูกที่สุด และถ้าจะให้เป็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ควรเป็นการเรียนรู้ที่เหมาะกับช่วงวัยของลูกด้วยมารู้จักสมองหนูกันดีกว่า

ก่อนที่เราจะรู้ถึงพัฒนาการของสมองเรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าสมองประกอบไปด้วยอะไรบ้าง


สมองแบ่งออกเป็น 4 ส่วนคร่าวๆ ดังนี้
1. สมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ทำหน้าที่เสมือนผู้บริหารการเรียนรู้ ความจำ ความคิดขั้นสูง การวางแผน การตัดสินใจ การกำหนด ทางเลือกต่างๆ

2. สมองส่วนหลัง (parietal Lobe) ทำหน้าที่ในกระบวนการรับสัมผัส รับรู้มิติ และการแก้ปัญหา

3. สมองส่วนท้ายทอย (Occipital Lobe) ทำหน้าที่ด้านการมองเห็นจดจำสิ่งของหรือคน รับรู้ ทำความเข้าใจความหมายของข้อมูลใหม่ๆ และทำความเข้าใจกับสิ่งที่มองเห็น

4. สมองส่วนขมับ (Temporal Lobe) อยู่ด้านข้างเหนือใบหูรับรู้ข้อมูลจากการได้ยินความจำบางส่วน และการพูดบางประเภท

สมองหนูพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ก่อนจะลืมตามาดูโลก สมองของเจ้าตัวเล็กก็เริ่มมีพัฒนาการแล้วค่ะ พัฒนาการของสมองจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากที่ได้มีการปฎิสนธิเกิดขึ้นในครรภ์ เซลล์สมองจะเริ่มก่อตัวขึ้นที่จุดปลายด้วนหนึ่งของตัวอ่อนก่อน โดยเริ่มแรกจะมีลักษณะเหมือนท่อที่ห่อม้วนมาจากทางด้านข้าง

จากนั้นในเวลา 3 สัปดาห์ครึ่ง ท่อของเซลล์ประสาทนี้จะเริ่มขยายตัวเติบโตขึ้นเป็นสมองและไขสันหลังต่อไป ขณะเดียวกันเซลล์ประสาทภายในก็จะเริ่มเติบโตขึ้น และพัฒนาตนเองให้สามารถส่งผ่านสัญญาณเพื่อติดต่อระหว่างกันได้ ระยะแรกเซลล์สมองจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตรา 250,000 เซลล์ต่อนาที แต่หลังจากที่ 20 สัปดาห์ผ่านไปแล้ว การเจริญเติบโตของเซลล์จะเริ่มช้าลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่สมองทำการจัดระบบตัวเองให้แตกออกเป็นอวัยวะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสมองถึง 40 ระบบด้วยกัน ภายใน 6 เดือน

เซลล์ประสาทเกือบทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับทารกจะถูกสร้างขึ้น โดยในช่วง 3 เดือนสุดท้ายก่อนที่ทารกในครรภ์จะคลอด ระบบเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทในสมองทารกจะยาวขึ้น หนาขึ้น และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เซลล์ที่แข็งแรงที่สุดจะเติบโตเป็นส่วนสำคัญต่างๆ ของสมอง ระบบต่างๆ ในสมองจะทำหน้าที่แตกต่างกันไป ทั้งในด้านการมองเห็น การใช้ภาษา การเคลื่อนไหว การได้ยิน และหน้าที่อื่นๆ อีกมากมาย โดยเซลล์ประสาทจะทำหน้าที่ส่งผ่านสัญญาณไปยังเซลล์ประสาทอื่นๆ ถึงล้านล้านเซลล์ด้วยกัน เพื่อการสร้างระบบประสาทขึ้นมาเมื่อโตขึ้น


พัฒนาสมองของหนูในช่วงนี้ได้อย่างไร

สมองทารกในครรภ์จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ถ้าหากระบบประสาทได้รับการกระตุ้นให้มีประสบการณ์ในด้านต่างๆ เช่น การได้ยินโดยพูดคุยกับลูกน้อยผ่านหน้าท้อง ว่าวันนี้ไปพบเจอะไรมาบ้าง เช่น “หนูรู้ไหมว่าแม่ไปตลาดซื้ออะไรมา รู้ไหมซื้อกล้วย ส้ม มะเขือเทศมาให้หนูไงจ้ะ ไว้กินด้วยกันไง” การสัมผัส โดยนวดเบาๆ หรือลูบวนหน้าท้องเป็นวงกลม ลูกจะดิ้นไปตามทิศทางที่วนลูบไป การมองเห็น โดยปิดเปิดไฟที่ไม่สว่างจ้ามากนักตรงหน้าท้อง นอกจากนี้ความเครียดของแม่ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมองทารกในครรภ์และภายหลังคลอด โดยอาจทำให้เด็กเรียนรู้ได้ช้า และมีปัญหาทางพฤติกรรมเมื่อโตขึ้น


อัลตราซาวนด์เสี่ยงต่อสมองของหนู?

นักวิจัยชาวสวีเดนพบว่า การอัลตราซาวด์ อาจจะทำให้ระบบสมองของเด็กผู้ชายเปลี่ยนไปได้ นักวิจัยติดตามเปรียบเทียบผู้ชาย 7,000 คนที่เกิดตั้งแต่ปี 1970 โดยแม่ของเขาเหล่านี้เคยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์เปรียบเทียบกับผู้ชาย 172,000 คนที่ตอนท้องแม่ไม่เคยตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ ผลการศึกษาพบว่า เด็กผู้ชายที่แม่เคยอัลตราซาวนด์มีแนวโน้มจะมีความเสี่ยงในการถนัดซ้ายมากกว่าเด็กผู้ชายที่แม่ไม่เคยอัลตราซาวนด์ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ นักวิจัยจึงเชื่อว่าเป็นไปได้ว่าอัลตราซาวนด์มีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองเด็กในครรภ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่นอกจากเรื่องการถนัดซ้ายหรือขวาแล้ว ยังไม่พบว่าการอัลตราซาวนด์ทำอันตรายใดๆ ต่อสมองของเด็กหรือไม่ นักวิจัยกล่าวว่า ผลการวิจัยนี้ไมได้ต้องการให้ผู้ที่กำลังตั้งท้องเลิกตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ไปเลย เพียงแต่ผู้ที่กำลังจะเป็นแม่ทั้งหลายควรจะได้รู้ถึงความเสี่ยงที่อาจจะเป็นไปได้ของการใช้เครื่องมือชนิดนี้ และควรจะอัลตราซาวนด์เฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น


สมองหนูพัฒนาตามประสาทสัมผัส

ในช่วง 0-1 ปี เด็กจะมีพัฒนาการที่รวดเร็วมาก ถือเป็นช่วงที่เป็นรากฐานของชีวิตเด็กวัยนี้จะมีการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสค่อนข้างมาก คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าพัฒนาการทางสมองของลูกนั้นต้องพัฒนาในวัยเรียน แท้จริงแล้วพัฒนาการทางสมองนั้นสามารถพัฒนาไปได้พร้อมๆ กับประสาทสัมผัสด้านต่างๆ ของลูกน้อยดังนี้
  • การมองเห็น :

    เด็กในวัยแรกเกิดจะสะดุดตากับสิ่งของที่มีสีสันสะดุดตา อย่างเช่น โมบายสีแดง-ดำ เหลือง-ฟ้า เป็นต้น โมบายที่แขวนไว้บนเหนือเปลมีประโยชน์ในการฝึกกล้ามเนื้อตาของลูก เด็กในช่วงนี้จะเริ่มมองเห็นในระยะ 2 ฟุต และจะเห็นในระยะไกลขึ้นเรื่อยๆ ตามพัฒนาการเมื่อโตขึ้น

  • การได้ยิน :

    สังเกตว่าเจ้าตัวเล็กมักจะตกใจเมื่อมีเสียงดังเข้ามาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว นั่นแสดงว่าหูและระบบการได้ยินมีพัฒนาการในระดับหนึ่งแล้ว และพร้อมที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เสียงที่จะกระตุ้นพัฒนาการการได้ยินนั้น ควรเป็นเสียงดนตรีที่มีท่วงทำนองไพเราะ มีจังหวะ ของเล่นที่มีเสียง และที่สำคัญคือ เสียงของคุณพ่อคุณแม่นี่ล่ะค่ะที่จะพัฒนาลูกได้มากที่สุด

  • การสัมผัสและเคลื่อนไหว :

    แม้จะยังเล็กแต่เด็กก็สามารถรู้ได้ว่าเขากำลังนอนอยู่บนที่นอนหรือว่าอ้อมอกแม่ เนื่องจากการสัมผัสต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น คลานบนเบาะกับคลานบนพื้นไม้ เด็กจะเรียนรู้และปรับตัวด้วยวิธีคลานที่แตกต่างกัน ดังนั้นพ่อแม่ควรจัดหาสิ่งของที่มีทำจากวัสดุหลากหลายมาให้ลูกเรียนรู้ เช่น เลือกของเล่นที่ทำจากไม้ ผ้า หรือพลาสติกบ้าง อย่าเลือกชนิดใดชนิดหนึ่งให้เพียงอย่างเดียว

  • สมองใส วัยเตาะแตะ :

    ในวัยเตาะแตะนี้จะมีขนาดสมองถึง 80% เมื่อเทียบกับผู้ใหญ่ ดังนั้นเพื่อให้สมองของลูกพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพสามารถเรียนรู้และซึมซับแต่สิ่งดีๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องตอบสนอง ความต้องการของลูกอย่างเหมาะสมตามความสนใจและพัฒนาการของลูก และต้องได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยเพื่อให้เซลล์สมองเกิดการเรียนรู้ จดจำ ประมวลผลออกมาเป็นความรู้สึกนึกคิด และความเข้าใจ

    พัฒนาการหลักๆ ของวัยนี้ที่เราจะพบเห็นได้ชัดคือพฤติกรรม ที่ชอบสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว การเลียนแบบ และการอยากรู้อยากเห็น ช่างซักช่างถาม ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ต่างเป็นพฤติกรรมที่สื่อถึงการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ควรตอบสนองพฤติกรรมต่างๆ อย่างมีเหตุผล

พ่อแม่คือกระจกเงา

คงเคยได้ยินเรื่องของทฤษฎีกระจกเงา กันมาบ้างหรือเปล่าคะ ทฤษฎีนี้ว่าด้วยการเลียนแบบค่ะ เด็กในวัยนี้เป็นวัยที่ช่างเลียนแบบ และบุคคลที่เอื้อให้เลียนแบบที่สุดสำหรับลูกก็คือพ่อแม่นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมคำพูด ที่เด็กได้เห็นอยู่รอบตัว ไม่แปลกที่บางครั้งเราจะเห็นเจ้าตัวเล็กเลียนแบบท่าทาง หรือแสดงบทบาทสมมติกับตุ๊กตา เป็นพ่อ เป็นแม่ ฯลฯ

พฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่ไม่ว่าจะเป็น การแสดงออก หรือคำพูดคำจา จึงสำคัญมากสำหรับลูกน้อยในวัยนี้ค่ะ


เจ้าหนูจำไม

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ทำไม ที่ไหน เมื่อไหร่....” เป็นคำถามยอดฮิตของวัยอยากรู้อยากเห็นค่ะ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรมีที่สุดคือความอดทน และเป็นนักฟังที่ดี ค่อยๆ พูดคุยและอธิบายให้หายอยากรู้อยากเห็น จะช่วยคลายความสงสัยในใจลูกแล้ว ยังก่อให้เกิดความมั่นใจในตัวเองด้วยค่ะ เพราะการที่ตอบแบบตัดรำคาญนั้นนอกจากจะเกิดเป็นปมสงสัยในใจเด็กแล้ว ยังส่งผลให้เด็กไม่มีความมั่นใจและคิดว่าการถามนั้นเป็นความผิด ส่งผลให้เด็กเกิดความรู้สึกผิดทุกครั้งที่ถาม ในที่สุดก็จะไม่เกิดการเรียนรู้ค่ะ

นอกจากจะตอบคำถามแล้วถ้าเป็นไปได้คุณควรถามลูกกลับด้วย หรือถามลูกในสิ่งที่เคยอธิบายไปแล้วบ้าง เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการคิด เสริมพัฒนาการด้านภาษาของลูกและเปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นอีกด้วย


นักสำรวจน้อย

เด็กวันนี้อยู่ในวัยที่เริ่มสนใจตัวเองน้อยลงและสนใจสิ่งแวดล้อมรอบกายมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกถ้าลูกจะชอบสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัว เป็นหนึ่งในกระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ แต่อย่างไรก็ตามคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยให้คำแนะนำที่ดีพร้อมกับดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วยนะคะ

สมองของเด็กวัยนี้จะเรียนรู้ได้ดีเมื่อมีอิสระในการทดลองด้วยตนเอง การตีกรอบการเรียนรู้ของเด็กโดยการบอกว่า “อย่านะลูก... ไม่นะลูก...” ทำให้อึดอัดคับข้องใจในสมองของเด็กเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดวงจรความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเท่ากับเป็นการบั่นทอนพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กโดยไม่รู้ตัว

หากจะห้ามควรอธิบายถึงเหตุผลและผลที่ห้าม เช่น ในกรณีที่ลูกต้องการทดลองสิ่งใหม่ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายคุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจถึงสิ่งที่ห้ามค่อยๆ พูดด้วยเสียงนุ่มนวล แต่จริงจัง เพราะเด็กวัยนี้จะมีอาการดื้อดึงและต่อต้าน หากบอกให้เขาทำอะไรลูกมักจะพูดคำว่า “ไม่ ไม่ ไม่” ปฏิเสธไปซะหมด ที่เป็นเช่นนี้เพราะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองยึดเอาความต้องการของตัวเองเป็นหลัก


เสริมสมอง ของวัยอนุบาล

วัยอนุบาลเป็นวัยที่เด็กเริ่มเรียนรู้ในเรื่องของทักษะทางสังคม การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ อย่างโรงเรียน และบุคคลรอบกายใหม่ๆ อย่างเพื่อนและคุณครูยิ่งทำให้เกิดการเรียนรู้และเชื่อมโยงของเซลล์สมองให้วงจรที่มีอยู่ทั้งเพิ่มมากขึ้น

ช่วงนี้สมองของเด็กโตมีขนาดเป็น 9 ใน 10 ของขนาดสมองผู้ใหญ่ การเพิ่มขึ้นของกระบวนการรับข้อมูลภายนอกรับเข้าสู่ระบบประสาทได้อย่างรวดเร็วทักษะเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและจังหวะของเด็กจะดีขึ้นด้วย เมื่ออายุ 3 ปี เด็กๆ เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่ออายุ 4 ปีขึ้นไป เด็กจะพอใจกับกิจกรรมเคลื่อนไหว ที่มีบรรยากาศผจญภัย การเคลื่อนไหว เป็นทั้งผลลัพธ์จากการพัฒนาสมองและเป็นทั้งตัวกระตุ้นการพัฒนาสมองอีกด้วย

การเล่นของเด็กวัยนี้ คือการซักซ้อมและพัฒนาทักษะที่ก่อรูปขึ้นมาแล้วในวงจรการเรียนรู้ของสมองให้หนาแน่นขึ้น


กิจกรรมเสริมสมองของวัยอนุบาล

กิจกรรมซ้ำๆ การให้เด็กทำกิจกรรมซ้ำๆ เพื่อให้เขาได้ซึมซับทบทวนองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาไปพร้อมๆ กัน เช่น การปั้น-พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และกล้ามเนื้อมัดเล็ก เล่นเครื่องดนตรี-พัฒนาการได้ยิน

เล่นนอกบ้าน การได้เล่นนอกบ้านบ้างจะช่วยให้เด็กเปลี่ยนบรรยากาศและใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น เพื่อเอื้อต่อบรรยากาศในการเรียนรู้ค่ะ

อ่านหนังสือให้หลากหลาย นอกจากจะกระตุ้นในเรื่องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แล้ว หนังสือเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาทักษะสื่อสารได้เป็นอย่างดี นอกจากการอ่านธรรมดาๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถใช้เสียงพูดสร้างถ้อยคำให้เขาเรียนรู้ เช่น เสียงสัตว์ร้อง เสียงของธรรมชาติ ได้อีกค่ะ

ฝึกลูกคิดอย่างมีระบบ ในวัยนี้ลูกสามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นระบบได้แล้วนะคะ จากวัยเล็กที่ริเริ่มเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสในขั้นต้น ขยับมาเรียนรู้ผ่านการคิดและการวางแผน สมองจะเกิดการเรียนรู้ที่ต้องเชื่อมโยงความคิด กับใช้งานอวัยวะหลายส่วนมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้สมองที่รับผิดชอบทักษะต่างๆ เกิดการเชื่อมโยงกันมากขึ้น และเด็กสามารถปฏิบัติกิจกรรมที่ยากและซับซ้อนขึ้นได้ค่ะ

มีกฎเกณฑ์ ลูกเรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นและกฎกติกาบ้างแล้วจากโรงเรียน การนำมาใช้ที่บ้านคงไม่ใช่เรื่องยาก การบอกขอบเขตของสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำนั้น ลูกจะสามารถเข้าใจได้ดีขึ้นถ้าคุณแม่บอกและอธิบายด้วยเหตุผลง่ายๆ และผลเสียที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น การเล่นโยนบอลในบ้านที่อาจทำให้กระจกแตก หรือไม่ควรเล่นในครัวเพราะมีของมีคมอยู่มาก ไม่ควรใกล้เตาเพราะความร้อนอาจจะลวกตัวได้

อย่างไรก็ตามการเสริมสมองของลูกน้อยนั้นควรเป็นไปอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และเป็นไปตามวัยและพัฒนาการของลูก ที่สำคัญต้องไม่ไปเปรียบเทียบลูกกับเด็กอื่น เพราะเด็กแต่ละคนนั้นก็อาจจะมีรายละเอียดของพัฒนาการที่ต่างกันออกไป ที่สำคัญคือการหัดสังเกตพฤติกรรมลูกเพราะทุกพฤติกรรมเป็นตัวสะท้อนถึงพัฒนาการ และแน่นอนสะท้อนถึงการพัฒนาของสมองด้วย.


(update 1 เมษายน 2009)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ vol.15 issue 180 july 2008 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600