อ๊ะ อ๊ะ เจ้าตัวน้อยของคุณมีอาการฮัดชิ้ว คันจมูก น้ำมูกไหล หรือขยี้ตากันบ่อยๆ หรือเปล่า ถ้าบ่อยล่ะก็ เป็นไปได้ว่า ภูมิแพ้อากาศเล่นงานลูกน้อยเข้าแล้วค่ะ
เด็กที่มีอาการภูมิแพ้อากาศ จะเป็นวัยที่ต้องเริ่มออกมาตะลุยนอกบ้านได้แล้ว คืออายุประมาณ 3-5 ปีขึ้นไป เพราะคุณพ่อคุณแม่จะทราบว่าลูกเป็นภูมิแพ้อากาศก็เมื่อลูกได้ออกมาสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ อย่างมลพิษ ควันบุหรี่ เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น ฯลฯ
โดยอาการที่พบมีตั้งแต่ระดับเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรง หากเด็กเป็นเล็กน้อยอาจจาม มีน้ำมูกใส คันจมูก คันตา เด็กบางคนเป็นเฉพาะตอนเช้า ตอนสายก็หายไปเอง ซึ่งกรณีนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะผลกระทบก็แค่ทำให้ลูกรำคาญ หรือรบกวนเวลาเรียนบ้าง
แต่หากมีอาการเรื้อรังจนบางครั้งต่อมอะดีนอยด์หรือต่อมน้ำเหลืองที่หลังจมูกโตและจมูกบวมาก ทำให้เชื้อโรคอุดตันอยู่ในจมูก อาจส่งผลให้เกิดไซนัสอักเสบตามมาได้ด้วยค่ะ
นอกจากนี้ อาจทำให้หายใจเสียงดัง กรน โดยเฉพาะเวลานอน จึงทำให้ขาดอากาศไปเลี้ยงสมอง ส่งผลต่อสติปัญญา เป็นหนักๆ อาจทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจได้
ทราบอย่างนี้ก็อย่าเพิ่งกังวลไปว่า ลูกจะเป็นอันตรายร้ายแรง เพราะส่วนใหญ่เด็กจะมีอาการไม่มาก แค่จาม น้ำมูกไหล คันจมูกบ้างเท่านั้น เพราะที่มาด้วยอาการเรื้อรังและกรนจนหยุดหายใจนั้นพบได้น้อยมากๆ
เหตุกระตุ้นภูมิแพ้อากาศ
หากสรุปแบบฟันธงล่ะก็ ในเด็กไทยการเกิดภูมิแพ้อากาศ มีสาเหตุหลักๆ คือไรฝุ่น รองลงไปคือแมลงสาบ แต่ถ้าจะพูดในเชิงวิชาการ สามารถแบ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดภูมิแพ้อากาศออกได้เป็น 3 กลุ่ม ซึ่งสอดคล้องสัมพันธ์กัน
1. กรรมพันธุ์ เป็นปัจจัยที่ช่วยบ่งชี้ว่า ลูกน้อยของคุณมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ได้มากแค่ไหน โดย...
- คุณแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็น 30-50%
- คุณพ่อเป็นภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็น 30%
- คุณพ่อคุณแม่เป็นภูมิแพ้ทั้งคู่ ลูกมีโอกาสเป็น 50-70%
- คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เป็นภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็น 14%
2. สารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ ฯลฯ ส่วนใหญ่เด็กจะแพ้ไรฝุ่นกันเยอะ โดยเฉพาะฤดูฝน ไรฝุ่นกำลังแพร่พันธุ์กันมากมาย เนื่องจากตามวงจรชีวิตของไรฝุ่นนั้นชอบอากาศชื้นๆ อุณหภูมิประมาณ 25 องศา ซึ่งตอนนี้เป็นช่วงที่เหมาะมาก
ส่วนฤดูหนาว และฤดูร้อน อากาศจะแห้ง ไม่เอื้อต่อการแพร่พันธุ์ เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า ช่วงฤดูหนาว และฤดูร้อน อาการของลูกก็จะลดน้อยลงไป
สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี มลภาวะ ควันรถ ควันบุหรี่ สารเคมีบางชนิด ล้วนส่งผลให้ลูกเกิดภูมิแพ้อากาศได้ หากมีสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้นๆ อยู่ เพราะฉะนั้น การจัดการสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญ
แพ้แบบนี้รีบพบแพทย์
คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตอาการแพ้ของลูกโดยดูว่า ถ้าใน 7 วัน ลูกมีอาการแพ้เกินครึ่งคือ 4 วันขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นแค่เพียงบางช่วง หรือทั้งวันต้องรีบพาไปพบคุณหมอโดยด่วน แต่ถ้ามีอาการแค่วันเดียวแล้วหาย อีก 2 อาทิตย์เป็นใหม่ ก็อาจให้ยาแก้แพ้ได้บางครั้ง
แต่ตอนนี้คุณแม่ต้องระวังอาการแทรกซ้อนจากภูมิแพ้อากาศให้ดี เนื่องจากช่วงหน้าฝนจะมีเชื้อหวัดระบาดอยู่แล้ว เมื่อลูกเป็นหวัดร่วมกับเป็นภูมิแพ้อยู่ด้วย ก็จะเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนมากกว่าปกติ ทำให้ตอนนี้มีเด็กที่เป็นไซนัสอักเสบ นอนกรน หูอักเสบเพิ่มขึ้นมากด้วยค่ะ
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นน้อยหรือมาก ควรพาลูกมาพบแพทย์ เพื่อตรวจหาว่าอาการแพ้นั้นเกิดจากสาเหตุใด มีปัจจัยใดกระตุ้นอาการ เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงอาการแพ้และภาวะแทรกซ้อนได้ทัน
วิธีทดสอบอาการแพ้
การทดสอบอารแพ้ทำได้ไม่ยาก และไม่เจ็บ โดยคุณหมอจะ...
1. ทำความสะอาดผิวลูกน้อยด้วยแอลกอฮอล์
2. นำน้ำยาที่สกัดจากสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่างๆ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนสัตว์ เกสร ดอกไม้ ฯลฯ หยดลงไปที่เข็มซึ่งมีลักษณะเหมือนปลายดินสอ
3. สะกิดผิวลูกน้อยเบาๆ โดยรอยสะกิดจะเป็นเหมือนรอยขีดข่วนเล็กๆ
จากนั้นคุณหมอจะรอดูผล โดยใช้เวลาแค่ 15 นาทีก็ทราบผล หากลูกแพ้สารชนิดใดก็จะเป็นเหมือนผื่นลมพิษตุ่ยขึ้นมา ถ้าตุ่มเม็ดใหญ่ เห่อมาก แสดงว่าแพ้สารตัวนั้นมาก
คุณหมอจะมีเคล็ดลับสำหรับเด็กที่กลัวเข็ม โดยจะชวนคุย ต่อรอง เช่นวาดโดเรมอน อุลตราแมน หรือตุ๊กตาที่ลูกน้อยของคุณชอบที่หลัง ขณะแกล้งวาดก็สะกิดผิวเบาๆ ไปด้วย นอกจากจะได้ทดสอบว่าแพ้อะไรแล้ว ลูกน้อยยังไม่กลัว แถมบางคนร้องขอให้วาดอีกตัวด้วยค่ะ
เอาล่ะ... ถ้าฝนทำให้ลูกมีอาการแพ้อากาศเพิ่มขึ้น และวิธีทดสอบการแพ้ก็ไม่ได้สร้างความเจ็บปวด แถมยังใช้เวลาไม่นาน แนะนำว่า ถึงลูกน้อยจะแพ้ไม่รุนแรง ก็ควรพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อจะได้ป้องกันได้ตรงจุดนะคะ
(update 23 มกราคม 2009)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 26 ฉบับที่ 306 กรกฎาคม 2551 ]
|