คุณวัลลีเป็นผู้ที่ได้พยายามในการมีบุตรมากกว่า 10 ปี แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ไปปรึกษาแพทย์ เข้ารับการรักษามาเป็นสิบครั้ง ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ลองทำทุกวิธีแล้ว ทั้งการคัดเชื้ออสุจิ การทำกิฟท์ ทำหลอดแก้ว จนกระทั่งท้อใจ ใช้วิธีอธิษฐานขอบุตรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็เคยจนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้เดินทางไปต่างประเทศและได้ไปพบกับผู้ที่ประสบกับภาวะมีบุตรยากเช่นเดียวกับเธอ
คุณแอนเดรีย เป็นชาวอังกฤษ เชื้อสายอินเดีย ได้เล่าให้คุณวัลลีฟังว่าเธอได้ค้นหาวิธีรักษาสมัยใหม่มากมายที่จะช่วยให้เธอมีบุตรได้และเธอได้พบว่าวิธีการบลาสโตซิสท์คัลเจอร์น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเธอเนื่องจากเธอมีภาวะที่ท่อนำไข่อุดตันทั้ง 2 ข้าง ไม่สามารถตั้งครรภ์ด้วยวิธีธรรมชาติเข้ารับการรักษาที่อังกฤษหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดญาติของเธอที่ประเทศไทยแนะนำให้เธอมารับการรักษาที่เมืองไทย เพราะว่าค่าใช้จ่ายไม่แพง และมีแพทย์ที่เชี่ยวชาญ เธอจึงตัดสินใจบินมารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในประเทศไทย จนประสบความสำเร็จตั้งครรภ์แฝด 3 เธอกลับมาฝากครรภ์และคลอดที่อังกฤษอย่างปลอดภัย ทารกเป็นเหมือนชาย 1 คู่ และเป็นผู้หญิงอีก 1 คน
คุณวัลลีตัดสินใจเข้ารับการรักษาตามที่คุณแอนเดรียแนะนำอีกครั้งและเธอได้ตั้งครรภ์ท้องแรกเมื่ออายุ 41 ปี คุณวัลลีและครอบครัวดีใจและมีความสุขมาก แต่ความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นานเมื่อพบว่าทารกในครรภ์เป็นดรคหัวใจ เมื่อคุณหมอแจ้งข่าวร้ายให้ทราบ
คุณวัลลี วันนั้นเราก็ไปตรวจครรภ์ตามที่คุณหมอนัดตามปกติคุณหมอก็ตรวจด้วยเครื่องอัลตร้าซาวนด์เหมือนทุกครั้ง พอเริ่มตรวจคุณหมอก็อธิบายภาพในจอเครื่องอัลตร้าซาวนด์ให้ฟังว่า ตอนนี้อายุครรภ์ก็ประมาณ 28 สัปดาห์แล้ว ลูกก็ดิ้นปกติดี เป็นลูกสาวนะ แล้วก็ชี้ให้ดูว่าแก้มยุ้ยขนาดไหน วัดขนาดรอบศรีษะและความยาวดู แล้วบอกว่าน้ำหนักตอนนี้ 1,130 กรัมแล้ว หลังจากนั้นคุณหมอเงียบไปนาน คุณหมอมองที่จอภาพและเลื่อนเครื่องมือตรวจที่หน้าท้องไปมาอยู่นาน จนในที่สุดคุณหมอก็บอกเราว่า หมอว่าเราเจอปัญหาแล้วล่ะ หมอคิดว่าเด็กเป็นโรคหัวใจนะ แล้วก็พยายามอธิบายต่อไป แต่ตอนนั้นเราหูอื้อไปหมด ไม่รับรู้แล้ว และน้ำตาก็ไหลออกมา ไม่รู้ตัวเลย คุณหมอก็พยายามปลอบใจเราว่า ไม่เป็นไร หมอเด็กเราสมัยนี้เก่ง คลอดออกมาก็ผ่าตัดรักษาได้ อย่าเพิ่งกังวลไป ตอนนี้ลูกยังใช้ระบบเลือดของคุณแม่อยู่ตอนอยู่ในท้องจะไม่เป็นไร ตอนที่คลอดออกมาหัวใจเขาจะต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ดังนั้นในตอนนี้คุณแม่ต้องเข้มแข็ง ช่วยทานอาหารที่มีประโยชน์ให้มาก เพื่อช่วยให้เค้าแข็งแรง ตอนออกมาจะได้ต่อสู้กับโรคได้
น้องมีนา คลอดออกมาด้วยน้ำหนัก 3,200 กรัม ดูภายนอกแล้วปกติทุกอย่าง แต่ตอนที่ทานนมจะเขียวรอบปากเลย เลยต้องให้นมทางสายยางแทน น้องมีนาต้องอยู่ในตู้อบสังเกตอาการ และต้องให้ออกซิเจนด้วย คุณหมอเด็กบอกว่าต้องผ่าตัดหัวใจภายใน 3 วัน โอกาสสำเร็จมีแค่ 70%
หลังการผ่าตัด น้องมีนาอยู่ในห้องไอซียูสำหรับเด็ก คุณวัลลีเล่าว่า ไปเยี่ยมวันแรก สงสารเค้ามากเลย มีสายระโยงรยางค์จากตัวเค้าเต็มไปหมด ทั้งสายน้ำเกลือ ท่อหายใจ น้องมีนานอนนิ่งอยู่ในตู้อบเหมือนไม่รู้สึกตัว ทุกอย่างเงียบสงบยกเว้นเสียงเครื่องช่วยหายใจ และเครื่องวัดการเต้นของหัวใจ ที่ดังเป็นจังหวะ ตอนนั้นเรารู้สึกเลยว่าสงสารลูกจับใจ อยากแบ่งเอาความเจ็บปวดของเค้ามารับไว้เอง เราหวังว่าเค้าจะผ่านช่วงนี้ไปได้
ในแต่ละชั่วโมงของวันนั้นดูเหมือนมันยาวนานมาก คุณวัลลีกลับไปที่ห้องพัก แต่ก็ไม่สามารถหลับตานอนลงได้จนถึงเช้าของอีกวันเธอรีบขอให้พยาบาลพาไปเยี่ยมลูกอีกครั้ง แค่มองผ่านกระจกเข้าไปก็ยังดี ลูกจะได้รู้ว่าแม่อยู่เคียงข้างคอยให้กำลังใจ และในที่สุดน้องมีนาก็สามารถผ่านพ้นช่วงวิกฤติไปได้ แต่ยังต้องพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลหลายเดือนกว่าจะได้กลับบ้าน ถึงตอนที่ได้กลับบ้านจะตัวผอมไปนิด แต่ตอนนี้หนูตัวโตแล้ว ปัจจุบันน้องมีนาอายุ 5 ขวบ เข้าโรงเรียนและใช้ชีวิตเหมือนปกติทั่วไป
ไขปัญหาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
เป็นความผิดปกติในขั้นตอนการสร้างอวัยวะตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา เด็กที่เกิดมามีชีวิตจำนวน 1,000 ราย จะมีเด็กที่เป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดประมาณ 1 ราย ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่อาจมีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส เช่น หัดเยอรมัน หรือ การที่มารดาได้รับยา สารเสพติด หรือ สารเคมีขณะตั้งครรภ์ หรือทารกมีความผิดปกติที่โครโมโซม เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down Syndrome) นอกจากนี้โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดยังอาจสัมพันธ์กับกรรมพันธุ์ แต่ส่วนมากแล้วมักไม่พบสาเหตุ ทำให้เราไม่สามารถป้องกันได้ ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าทารกในครรภ์เป็นโรคหัวใจจนกว่าเด็กจะคลอดออกมา เนื่องจากการตรวจอัลตร้าซาวนด์ยังไม่สามารถเข้าถึงหญิงตั้งครรภ์บางกลุ่มได้
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ
1. กลุ่มที่มีอาการตัวเขียว กลุ่มนี้เกิดจากความผิดปกติในหัวใจที่ทำให้มีเลือดดำไหลไปปนกับเลือดแดง ซึ่งปกติแล้วเลือดดำจะไม่ไหลไปปนกับเลือดแดง ทำให้เด็กอยู่ในภาวะขาดออกซิเจน ผิวหนังจึงมีสีออกเขียวๆ ม่วงๆ ซึ่งจะเห็นชัดเจนที่เด็กร้อง หรือดูดนม กลุ่มนี้มีความผิดปกติได้หลายแบบ และอาการค่อนข้างรุนแรงมากต้องผ่าตัดแก้ไขตั้งแต่แรกคลอด การเจริญเติบโตของเด็กกลุ่มนี้จะน้อยกว่าปกติมาก เพราะเลือดที่ไปเลี้ยงร่างกายมีระดับออกซิเจนต่ำกว่าปกติ มีส่วนน้อยที่สามารถเจริญเติบโต มาเป็นผู้ใหญ่ได้
2. กลุ่มที่ไม่มีอาการตัวเขียว กลุ่มนี้ก็มีหลายแบบด้วยกัน อาจเกิดขึ้นกับลิ้นหัวใจ (พบน้อย) หรือ ผนังกั้นห้องหัวใจปิดไม่สนิท มีรูรั่ว (พบบ่อย) ทำให้เลือดแดงไหลไปปนเลือดดำ กรณีเช่นนี้ไม่ทำให้เกิด สีเขียว แต่จะทำให้เลือดไปปอดมากเกินไป และหัวใจทำงานหนักมากขึ้นโดยไม่จำเป็น ทำให้เกิดผลเสียต่อปอดและหัวใจในอนาคต โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ จะอยู่ในกลุ่มนี้ทั้งสิ้น อาจแบ่งชนิดที่พบบ่อยๆ ได้เป็น
การรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
1. รักษาด้วยยา ในรายที่หัวใจมีความผิดปกติไม่มากและหายเองได้ เช่น ผนังหัวใจห้องล่างรั่ว หรือในรายที่ยังไม่เหมาะสมต่อการผ่าตัด อาจจะรักษาด้วยยาไปก่อน รวมถึงการรักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ปอดบวม
2. การผ่าตัด จะการผ่าตัดในรายที่เป็นมาก รักษาด้วยยาไม่ได้ผลหรือทำการผ่าตัดเพื่อแก้ไขความผิดปกติของหัวใจ ส่วนผลของการผ่าตัดจะได้ผลดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับระดับความผิดปกติของหัวใจ ขนาดของร่างกายผู้ป่วย ถ้าน้ำหนักตัวน้อยก็จะมีความเสี่ยงสูง
(update 17 มีนาคม 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.173 December 2007]
|