แม้ว่าคุณผู้หญิงหลายคนจะรู้จักกรดโฟลิกเป็นอย่างดีแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีอีกไม่น้อยที่ไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จัก
วันนี้ นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์ สูติ-นรีแพทย์ จากโรงพยาบาลกลาง มีคำแนะนำดีๆ มาบอกกันค่ะว่าถ้าคุณกำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวเล็กอยู่ล่ะก็ ต้องเร่งรีบทำความรู้จักเลยล่ะค่ะ เพราะกรดโฟลิกเป็นวิตามินตัวหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และหากคุณกินกรดโฟลิกก่อนท้อง 1-3 เดือน จะช่วยให้พัฒนาการของสมองลูกเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และช่วยป้องกันความพิการที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงชีวิตของลูกด้วยค่ะ
สาเหตุที่นำเสนอเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะมีโอกาสได้คุยกับคุณแม่ท่านหนึ่ง ซึ่งเคยสูญเสียลูกขณะตั้งครรภ์ได้ 5 เดือน เนื่องจากกะโหลกศรีษะของลูกไม่ปิด การสูญเสียในครั้งนั้นทำให้เธอกลัวการมีลูกไม่น้อย
คุณอรวรรณ มีสีผ่อง เล่าให้ฟังว่า ปกติเป็นคนรักเด็กค่ะอยากมีลูกเยอะๆ และมีความสุขมากตอนท้อง
มีลูกมาแล้ว 2 คน คลอดออกมาแข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกอย่างจึงอยากมีอีกสักคน เมื่อรู้ว่าท้องก็รู้สึกดีใจมาก จึงรีบไปฝากท้องตามปกติ และไปตรวจตามที่หมอนัดทุกเดือน ไม่พบความผิดปกติอะไรเลย จนท้องได้ 4 เดือนกว่า คุณหมอนัดให้ไปตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อเจาะถุงน้ำคร่ำ เนื่องจากอายุเกิน 35 ปีแล้ว
เลยรู้ว่ากะโหลกของลูกไม่ปิด คือ ทารกจะไม่มีสมองส่วนบนซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวกับความคิด การจำ แต่ที่ลูกยังดิ้นและมีชีวิตอยู่ได้เพราะสมองส่วนท้ายซึ่งเกี่ยวกับการเจริญเติบโตยังแข็งแรง สมบูรณ์อยู่
ถ้าปล่อยให้ท้องต่อไปเขาจะเติบโตตามปกติจนกระทั่งคลอดแต่หลังคลอดแล้วจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 24 ชั่วโมง
เมื่อปรึกษากับสามีและครอบครัวจึงตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์
ถึงตอนนี้เธอยังคงมีคำถามคาใจว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรทั้งๆ ที่ดูแลตัวเองและลูกอย่างดีมาตลอด
สำหรับคำถามนี้พอจะบอกได้ว่า ปัจจัยครึ่งหนึ่งนั้นมาจากการขาดโฟลิกค่ะ!
กรดโฟลิก สำคัญต่อการสร้างตัวอ่อน
กรดโฟลิก เป็นวิตามินชนิดหนึ่งที่สามารถละลายได้ในน้ำ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย ทั้งดีเอ็นเอ ดังนั้น ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคนโดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานและเตรียมจะมีเจ้าตัวเล็ก ควรได้รับกรดโฟลิกเพื่อนำไปใช้ในการสร้างตัวอ่อน
ซึ่งหากเปรียบกระบวนการสร้างตัวอ่อนเหมือนกับทองม้วนแผ่นบางๆ พอม้วนเสร็จจะกลายเป็นท่อกลม (คือหลอดประสาท) มี 2 ปลาย ตรงกลางคือลำตัว ปลายท่อด้านหัวจะเป็นสมอง ส่วนปลาท่อด้านท้ายจะเป็นไขสันหลัง เมื่อม้วนเสร็จต้องปิดหัวปิดท้าย
- ถ้าแม่ท้องขาดกรดโฟลิกจะทำให้ตอนม้วนๆ ได้ไม่สมบูรณ์เป็นเหตุให้เกิดความพิการ เช่น ความผิดปกติของปากและเพดานความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือด
- แต่ถ้าตอนม้วนหากส่วนหัวส่วนท้ายไม่ปิด จะส่งผลให้เกิดความพิการได้เช่นกัน
ถ้าเป็นส่วนที่หัว ก็จะมีความพิการของสมอง ระบบประสาทส่วนกลาง และกะโหลกศรีษะไม่ปิด
ถ้าเป็นที่ส่วนท้าย จะทำให้กระดูกสันหลังแหว่งหรือปิดไม่สนิทความพิการที่เกิดขึ้น เช่น จะมุงน้ำที่ไขสันหลัง เอว หรือกระดูกก้นกบปูดออกมา ซึ่งความรุนแรงมีหลายระดับ บางรายถ้าเป็นมากก็ถึงขั้นเสียชีวิต ถ้าเป็นน้อยก็สามารถรักษาให้หายและสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
กรดโฟลิกกินก่อนท้อง 1-3 เดือน
สำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้วและกำลังคิดจะมีลูก อย่าปล่อยให้ความคิดดีๆ นั้นผ่านไปโดยที่คุณไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ เพราะสิ่งสำคัญก่อนที่คุณจะมีลูก ก็คือการวางแผนครอบครัว ซึ่งเป็นการวางแผนเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ
โดยเฉพาะการกินกรดโฟลิกเสริมก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1-3 เดือน และกินต่อไปอีก 3 เดือนหลังจากตั้งครรภ์แล้ว จึงจะได้รับประโยชน์และช่วยลดความพิการของโรคได้ แม้ความเสี่ยงเหล่านี้จะมีเพียง 1:1,000 ของการตั้งครรภ์ก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่เรานั้นไม่ควรเสี่ยง จริงไหมคะ
ส่วนการเริ่มต้นกินกรดโฟลิกขณะตั้งครรภ์ จะไม่มีผลต่อการป้องกันความพิการแต่กำเนิดแต่อย่างใด เพราะการปิดหัวปิดท้ายของหลอดประสาทนั้นจะปิดเสร็จภายใน 28 วัน หลังจากปฏิสนธิ (ปฏิสนธิช่วงกลางรอบเดือนที่มีไข่ตก) ซึ่งกว่าจะรู้ว่าประจำเดือนไม่มาหรือท้องก็เลยช่วงนี้ไปแล้ว เพราะในแต่ละวันกลไกธรรมชาติของร่างกายคนเราจะถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว ว่าควรจะสร้างอะไร เมื่อผ่านไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาสร้างซ้ำได้อีก
สำหรับคุณแม่ที่ไม่ได้เสริมกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ก็ไม่ต้องตกใจนะคะ เพราะกรดโฟลิกจะมีในอาหารท่าเรากินทุกวันค่ะ ถ้าคุณไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงก็ไม่ต้องกังวล และอีกอย่างหนึ่งคือ ความผิดปกติเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเด็กทุกคน แบะไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดกรดโฟลิกอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกถึง 50% คือ
- ความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับไข่ของแม่มากกว่าน้ำเชื้อของพ่อ เพราะไข่จะมีการแบ่งโครโมโซมไว้ครึ่งหนึ่งแล้ว ตั้งแต่อยู่ในมดลูกเพื่อรอปฏิสนธิ อีกนับสิบปี จึงอาจจะมีการแตก หัก หลุด และไปจับกันใหม่จนผิดที่ผิดทาง หรือหายไปบ้าง พอผสมกับอสุจิทำให้ไม่ครบคู่บ้าง เกินบ้าง ยิ่งอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป เปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย
- ได้รับเชื้อบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ไวรัสหัดเยอรมันก็มีส่วนทำให้สมองพิการได้เหมือนกัน เช่น ปัญญาอ่อน สมองลีบเล็กไม่โต
- การกินยาบางชนิดขณะตั้งครรภ์ เช่น ยาขับประจำเดือนและยาอื่นๆ ซึ่งเข้าไปรบกวนการสร้างอวัยวะเป็นต้น
- อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี เช่น พี่เลี้ยง โดนรังสีเอกซเรย์ได้รับสารเคมีบางอย่าง เป็นต้น
ตรวจโครโมโซมหลังแท้ง
เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติว่าเป็นเพราะจาดกรดโฟลิกหรือโครโมโซมผิดปกติ โดยตรวจหลังจากทารกแท้งออกมาแล้วซึ่งสามารถคาดการณ์ท้องต่อไปได้ว่าจะเกิดซ้ำอีกหรือไม่ เพื่อจะได้หาหนทางป้องกัน เพราะการตรวจโครโมโซมจะสามารถบอกได้ว่าลูกคนต่อไปจะผิดปกติหรือเปล่า ถ้าลูกพิการเพราะความผิดปกติของโครโมโซม การกินโฟลิกจะไม่สามารถป้องกันได้ค่ะ
การรณรงค์กรดโฟลิกในต่างประเทศ
ประเทศสหรัฐอเมริกา
กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐฯ บังคับให้เสริมกรดโฟลิกเข้าไปในอาหาร เช่น ซีเรียล แป้งข้าวสาลี ขนมปัง และยาคุมกำเนิด ตั้งแต่ปี 1992 เพื่อให้สตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกคนได้รับกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 400 ไมโครกรัม หลังมาตรการนี้สามารถช่วยลดอุบัติการณ์ของความพิการแต่กำเนิดได้มากกว่าครึ่ง จากเดิมที่มีความพิการของสมองไม่ต่ำกว่า 4,000 คน
โดย FBA (Food & Beverage Associates, Inc.) ได้ตั้งมาตรฐานไว้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งและขนมปังทั้งหลายต้องมีกรดโฟลิกผสมอยู่ด้วยอย่างน้อย 140 ไมโครกรัม ต่อแป้งหรือขนมปัง 100 กรัม ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1996 จนถึงปัจจุบัน
ประเทศแคนาดา
แคนาดาเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญและต้องการลดอุบัติการณ์การเกิดความพิการแต่กำเนิด รัฐบาลจงออกคำสั่งให้ผู้ผลิตเสริมกรดโฟลิกลงในผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ขนมปัง ซีเรียล และพาสต้า ตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งสามารถลดการเกิดความพิการของสมองและไขสันหลังลงได้จาก 1.58:1,000 คน เหลือ 0.86 โดยใช้ข้อมูลแม่ท้องจากโรงพยาบาลระหว่างปี 1993-2002 จำนวน 2 ล้านคน ใน 7 จังหวัด จากนั้นได้สังเกตการเปลี่ยนแปลงของท่อประสาทตลอดการตั้งครรภ์จนกระทั่งคลอด พบความผิดปกติจำนวน 2,446 คน จากเด็กแรกเกิด 1.9 ล้านคน นอกจากนี้ยังพบว่าความพิการทั้งหมดลดลง 46% และความพิการของระบบประสาทส่วนกลางลดลงถึง 53%
กรดโฟลิก กินแค่ไหนจึงจะพอ
แม่กลุ่มทั่วไป คือกลุ่มที่ไม่เคยมีประวัติว่าลูกหรือญาติมีความพิการแต่กำเนิด เมื่อตั้งครรภ์กรดโฟลิกในตัวของคุณแม่ก็จะลดลงเนื่องจากถูกดึงไปใช้ในการสร้างตัวอ่อน
ดังนั้น คุณแม่ควรได้รับกรดโฟลิกให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 400 ไมโครกรัม (0.04 มิลลิกรัม) จึงจะช่วยลดอุบัติการณ์ความพิการแต่กำเนิดได้มากกว่า 50% แต่หากไม่ได้รับกรดโฟลิกอย่างเพียงพอก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิดมากกว่า 50% เช่นกันค่ะ
แม่ในกลุ่มเสี่ยง คือกลุ่มที่เคยมีประวัติว่าลูกหรือญาติมีความพิการเกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ความพิการของกะโหลก ระบบประสาทส่วนกลาง สมองพิการแต่กำเนิด โรคปากแหว่งเพดานโหว่หรือแม่เป็นโรคโลหิตจาง เป็นต้น
แม่กลุ่มนี้จะต้องได้รับกรดโฟลิกในปริมาณที่เพิ่มขึ้นเป็นวันละประมาณ 40,000 ไมโครกรัม (4 มิลลิกรัม) คือต้องการมากกว่าแม่ในกลุ่มปกติมากถึง 100 เท่าเชียวค่ะ
กรดโฟลิก หาง่าย & สูญสลายง่าย
หาง่าย บ้านเรามีอาหารที่มีกรดโฟลิกให้เลือกมากมาย เพราะมีอยู่ในผักใบเขียวเกือบทุกชนิด เช่น คะน้า กะหล่ำปลี บล็อกโคลี่ ผักกาดหอม ปวยเล้ง หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วลันเจา ธัญพืชต่างๆ ผลไม้ตระกูลส้ม
ที่สำคัญหากต้องการได้รับกรดโฟลิกแบบครบคุณค่าควรกินแบบสดๆ หรือถ้าจะลวกก็ต้องทำด้วยความรวดเร็วค่ะ
สูญสลายง่าย
- การปรุงอาหารที่ต้องใช้ความร้อนเป็นเวลานานๆ จะทำให้กรดโฟลิกสูญสลายได้ง่าย
- หากมีอาการตัวร้อนและเป็นไข้หลายวัน ด้วยอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นทำให้ระดับกรดโฟลิกในร่างกายลดลงได้เช่นกัน
- การได้รับยารักษาโรคลมชัก คนที่เป็นโรคลมชักและต้องกินยาเป็นประจำ ยาตัวนี้จะเข้าไปต่อต้านการสร้างโปรตีนและลดการดูดซึมของกรดโฟลิก ดังนั้น คุรแม่ที่มีภาวะลมชักอยู่จะตองกินโฟลิกให้มากขึ้นประมาณ 10 เท่าจากที่กินอยู่เดิมค่ะ
การวางแผนด้วยการกินกรดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ 1-3 เดือนนับว่าเป็นการลงทุนที่จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และคุ้มเวลาแห่งการรอคอยของคนเป็นแม่แน่นอนค่ะ
การเลือกซื้อกรดโฟลิก
กรดโฟลิกสามารถซื้อได้ที่ร้านขายยาขององค์การเภสัชกรรมหรือโรงพยาบาลทุกแห่ง ไม่จำเป็นต้องซื้อที่มียี่ห้อ เพราะชนิดไหนก็มีคุณสมบัติเหมือนกัน คือเป็นวิตามินที่ละลายน้ำได้ดี จึงไม่มีปัญหาเรื่องการดูดซึม ที่สำคัญไม่ควรเลือกที่ผสมวิตามินชนิดอื่นๆ เช่น วิตามิเอ หรือ อี เพราะวิตามินเหล่านี้จะละลายในไขมัน
ตัวอย่างกรดโฟลิก
- กรดโฟลิกของร้ายขายยาองค์การเภสัชกรรม ราคาเม็ดละ 25 สตางค์ (เม็ดที่ 1) และราคาเม็ดละ 40 สตางค์ (เม็ดที่ 3) ปริมาณ 500 ไมโครกรัม
- กรดโฟลิกยี่ห้อ Foliamin ราคาเม็ดละ 50 สตางค์ ปริมาณ 500 ไมโครกรัม (เม็ดที่ 2) ซื้อได้ที่โอสถศาลา
- กรดโฟลิกยี่ห้อ Black ปริมาณ 500 ไมโครกรัม ราคา เม็ดละ 3.37 บาท (เม็ดที่ 4) ซื้อได้ที่ร้านขายยาทั่วไป
(update 28 กุมภาพันธ์ 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 25 ฉบับที่ 299 ธันวาคม 2550]
|