คุณไพลิน เป็น SLE มาตั้งแต่อายุ 20 ปี เธอมักมีอาการข้ออักเสบอยู่เสมอ และรู้สึกปวดกระดูกเมื่ออากาศหนาวเย็น บางครั้งถ้าอากาศเย็นมากๆ มือของเธอจะเริ่มเปลี่ยนสี กลายเป็นสีออกม่วงๆ รวมทั้งมีอาการปวดศรีษะรุนแรงบ่อยๆ เนื่องจากเธอต้องอยู่กับโรคนี้มาหลายปี จึงรู้จักวิธีระวังตัวและควบคุมโรคให้สงบได้ แต่เมื่อแต่งงานมีครอบครัว การมีบุตรก็กลับเป็นปัญหาสำคัญ เพราะคุณหมอบอกว่ามีความเสี่ยงมากมายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์และหลังคลอด ทั้งต่อตัวคุณไพลินเองและทารกในครรภ์
เมื่อตั้งครรภ์ครั้งแรก คุณไพลินสามารถควบคุมโรคได้ดี และได้รับการดูแลจากคุณหมอทั้ง 2 ท่าน คือคุณหมอที่รักษา SLE และสูติแพทย์อย่างใกล้ชิด จึงสามารถคลอดลูกคนแรกได้อย่างปลอดภัย แม้ว่าน้ำหนักตัวของทารกแรกเกิดจะน้อยกว่าเด็กทั่วไปเล็กน้อย แต่เมื่อออกมาเจริญเติบโตภายนอกแล้ว น้องพลอยก็สามารถเจริญเติบโตและมีพัฒนาการเท่าเทียมกับเด็กทั่วๆ ไป เมื่อลูกคนแรกอายุได้ 3 ขวบ ครอบครัวของคุณไพลินจึงตัดสินใจที่จะมีบุตรอีก จึงได้หยุดการคุมกำเนิด ไม่นานคุณไพลินก็ตั้งครรภ์ แต่ในที่สุดคุณไพลินก็แท้งบุตรเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 3 เดือน หลังจากนั้นอีก 1 ปีคุณไพลินก็ไม่ตั้งครรภ์อีกเลย จึงไปพบคุณหมอเพื่อช่วยเหลือให้ตั้งครรภ์ หลังจากทำการรักษาด้วยวิธีกำหนดวันไข่ตกและทำการคัดเชื้อฉีดเข้าไปในมดลูกให้ คุณไพลินจึงสามารถตั้งครรภ์ได้ แต้การตั้งครรภ์ก็ไม่สามารถดำเนินไปจนสิ้นสุดได้ คุณไพลินแท้งบุตรอีกครั้งเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 3 เดือนเช่นเดิม
หลังจากนั้นคุณไพลินเริ่มรู้สึกท้อและไม่พยายามที่จะมีลูกอีก จึงปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ในที่สุดเธอก็ตั้งครรภ์เองหลังจากนั้น 2 ปีคุณไพลินเริ่มไปฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะกลัวต้องแท้งบุตรอีก เมื่อการตั้งครรภ์สามารถดำเนินผ่านพ้นเดือนที่ 3 ไปได้ คุณไพลินก็รู้สึกมีความหวังและพยายามดูแลร่างกายเป็นอย่างดี แต่ในที่สุดเธอก็เริ่มมีอาการความดันสูงและครรภ์เป็นพิษ จึงต้องทำการผ่าตัดคลอดทารกก่อนกำหนดเมื่ออายุครรภ์เพียง 33 สัปดาห์ ทารกน้ำหนักตัวน้อย และต้องอยู่ในตู้อบเป็นเดือนๆ กว่าจะได้กลับบ้าน แต่น้องเพชรก็เป็นเด็กน่ารัก เลี้ยงง่ายและก็เป็นคนที่มาเติมเต็มควาสมสมบูรณ์ของครอบครัว
โรค เอส แอล อี (Systemic Lupus Erythematosus: SLE)
คนปกติจะมีระบบป้องกันตนเองในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ นั่นคือระบบภูมิคุ้มกัน คือเมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะทำการต่อสู้กับเชื้อโรคนั้นและทำการจดจำเชื้อโรคเอาไว้ และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันสำหรับเชื้อโรคนั้นๆ เพื่อที่หากมีเชื้อโรคชนิดเดิมเข้าสู่ร่างกายอีกก็จะสามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ ทำให้ไม่ป่วยเป็นโรคเดิมอีกหรือเป็นไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก
แต่ในผู้ป่วย SLE นั้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติซึ่งไม่สามารถจดจำเนื้อเยื่อของร่างกายตัวเองได้ ทำให้สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง ทำให้เนื้อเยื่อนั้นเกิดการอักเสบและถูกทำลายเนื้อเยื่อที่มักเกิดอาการได้แก่ ข้อต่อต่างๆ เช่นข้อเข่า ข้อนิ้วมือ มีอาการปวด บวม แดง ร้อน อาการที่เกิดกับผิวหนังได้แก่ มีผื่นขึ้นโดยเฉพาะบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่นผื่นที่หน้าบริเวณโหนกแก้มและจมูกทำให้มีลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อ นอกจากนี้ SLE ยังส่งผลถึงอวัยวะสำคัญของร่างกาย ได้แก่ ไตมีการอักเสบไตเสื่อม ความดันสูง มีการอักเสบของหลอดเลือด เยื่อหุ้มปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบผู้ป่วย SLE รักษาไม่หายแต่สามารถมีคุณภาพชีวิตใกล้เคียงคนปกติ ผู้ป่วยต้องทราบว่าโรคนี้จะมีบางช่วงที่ปราศจากอาการ บางช่วงก็มีระยะที่เกิดโรคกำเริบ ผู้ป่วยต้องเรียนรู้วิธีป้องกันโรคกำเริบและรู้วิธีรักษา สาเหตุของ SLE ที่แท้จริงไม่มีใครทราบแต่เชื่อว่าเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม เช่น แสงแดด ยาบางชนิด การติดเชื้อบางชนิด เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรค อาการทางระบบประสาท ชักเป็นอัมพาต เป็นต้น
ปัญหาที่สำคัญของหญิงตั้งครรภ์ที่เป็น SLE นั่นคือ ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานซึ่งส่งผลต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด ซึ่งส่งผลให้มีการเกิดปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดสูงขึ้น และเกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์ เช่น เกิดลิ่มเลือดทั้งในหลอดเลือดดำและในหลอดเลือดแดงของแม่ มีการแท้งบุตร มีการเสื่อมสภาพของรก ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ และความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์
หญิงตั้งครรภ์ที่เป็น SLE นั้นควรจะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยที่สุดจะอยู่ในระหว่างที่โรคสงบ แพทย์จะสั่งยาที่มีขนาดต่ำๆ ให้เพื่อควบคุมโรคให้สงบไปจนตลอดการตั้งครรภ์ ยากลุ่มสเตียรอยด์นั้นสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์ แต่ทั้งนี้ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น เนื่องจากยังมีอาการข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาต่อมารดาได้ เช่นน้ำหนักตัวเพิ่ม เป็นเบาหวานและกระดูกพรุนขณะตั้งครรภ์ การใช้ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ควรละเว้นหากสามารถทำได้ แม้ว่าจะไม่ทำให้ทารกเกิดความพิการ แต่อาจทำให้เกิดภาวะที่มีปริมาณน้ำคร่ำน้อยซึ่งเกิดจากผลของยาต่อไตของทารก และอาจทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบไหลเวียนเลือดและหัวใจของทารกในครรภ์ได้ และยังอาจทำให้ทารกในครรภ์มีความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกเนื่องจากยาจะส่งผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด
ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงจาก SLE ในหญิงตั้งครรภ์แพทย์อาจจะให้ยาต้านเกล็ดเลือด ในขนาดต่ำๆ ไว้ โดยอาจเริ่มเมื่อสิ้นสุดระยะไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือด และจะให้เมื่อหลังคลอดทันทีซึ่งเป็นระยะที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด
การดูแลครรภ์ในผู้ที่เป็น SLE นั้น ควรมีการตรวจติดตามอย่างใกล้ชิด มีการประมาณอายุครรภ์อย่างถูกต้องแม่นยำ ควรได้มีการตรวจอัลตราซาวนด์โดยละเอียดในระยะไตรมาสที่สองและสามของการตั้งครรภ์ เพื่อประเมินสภาพของทารก การไหลของเลือดผ่านสายสะดือ และหากพบว่ามีปมที่สายสะดือของทารกอาจบอกให้ทราบว่าทารกอยู่ในภาวะที่มีความเสี่ยงสูง
การประเมินสภาพของทารกควรกระทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเพื่อประเมินความเสี่ยงต่างๆ และการเจริญเติบโตของทารกว่าเหมาะสมกับอายุครรภ์หรือไม่ นอกจากนี้การประเมินอาการต่างๆ ของมารดาในระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน.
(update 28 มกราคม 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ No.172 November 2007]
|