นอกจากอาสนะ ปราณยามะ ซึ่งเทคนิคหลักของโยคะที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีเทคนิคโยคะอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ในทางบำบัด ไม่ว่าจะเป็นการชำระล้างกระบวนการจัดปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงที่เราจะกล่าวถึงต่อไป
ชลเนติ (หรือตามตำราดั้งเดิมควรจะเรียกว่า ชลกะปาละภาติ)
ตำราดั้งเดิมอธิบายวิธีการไว้ 2 แบบดังนี้
วยุทธกรรม กะปาละภาติ รินน้ำใส่อุ้งมือ ยกอุ้งมือขึ้นจรดริมฝีปากบน น้ำสัมผัสปริ่มๆ ที่จมูก สูดน้ำเข้าทางจมูก ปล่อยให้น้ำไหลผ่านพื้นจมูกเข้าสู่ปาก แล้วบ้วนออกทางปาก ทำ 2 ถึง 3 ครั้ง (น้ำ 2-3 อุ้งมือ) จะทำได้ดีขึ้น หากก้มศรีษะไปข้างหน้าเล็กน้อย ข้อควรระวัง คือ ขณะทำให้กดลิ้นไก่และลดขากรรไกรลงต่ำ เพื่อทำให้พื้นของจมูกเทลาด ทำให้น้ำไหลลงโดยสะดวกเป็นการหลีกเลี่ยง ไม่ให้น้ำไปรบกวนตุ่มรับกลิ่นที่อยู่บนเพดานจมูก
สิทกรรม กะปาละภาติ บ้วนปากด้วยน้ำ 1-2 ครั้งก่อน จากนั้น อมน้ำเต็มปาก กดลิ้นไก่และลดขากรรไกรลงต่ำ ก้มศรีษะลง หายใจออกทางจมูก พร้อมๆ กับดันน้ำไปที่คอ โดยดันลิ้นที่เพดานปาก ทำคล้ายกำลังออกเสียง ก ไก่ น้ำจะไหลออกมาทางจมูก
ชลเนติ ที่ปรับให้เข้ากับยุคปัจจุบัน สำหรับผู้เริ่มฝึกอาจใช้กาที่ออกแบบเป็นการเฉพาะ (กาเนติ) ก้มศรีษะเอียงไปทางด้านข้าง สอดปากของกาเนติที่รูจมูกที่อยู่ด้านบน ค่อยๆ รินน้ำ ซึ่งจะไหลเข้าทางรูจมูกบน ออกทางรูจมูกล่าง ตลอดเวลาให้อ้าปากและหายใจทางปากน้ำอาจจะไหลเข้าทางปากบ้าง ก็บ้วนทิ้งไป แล้วทำสลับโดยหันรูจมูกอีกข้างขึ้นบน
คำแนะนำเรื่องน้ำที่ใช้ชำระล้างจมูก ทั้ง 3 วิธี
ใช้น้ำสุกอุ่น ผสมเกลือเล็กน้อย พอมีรสชาติปะแล่มๆ เพื่อลดความรู้สึกระคายเคือง ขณะเดียวกันเกลือก็ช่วยทำความสะอาดได้ด้วย เมื่อมีความชำนาญผู้ฝึกอาจใช้น้ำสะอาดโดยใส่เกลือน้อยลงๆ จนไม่ใส่เลยความอุ่นของน้ำน้อยลงๆ จนท้ายสุดเป็นอุณหภูมิปกติทั้งนี้ ขึ้นกับความรู้สึกสบายของผู้ฝึกเป็นสำคัญ
หลักการก็คือ ไม่เพียงแต่เป็นการทำความสะอาดจมูก แต่ยังเป็นการปรับสภาพของน้ำมูก เยื่อบุ ให้เวลาทนทานต่ออุณหภูมิภายนอกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาให้ทนทานต่อสภาพอากาศภายนอกที่หลากหลาย ย่อมสามารถจัดปรับวงจรของหลอดเลือดฝอยภายในต่อสภาพแวดล้อมภายนอกที่ไม่ค่อยสมดุลนักได้อย่างสอดคล้อง
สูตระเนติ (ตามตำราดั้งเดิม)
ในตำราโบราณระบุถึงการใช้ด้ายที่ทำจากฝ้ายมาควั่นเป็นเกลียว ยาวราว 1 ฟุตครึ่ง นำปลายด้ายด้านหนึ่ง (ราวครึ่งฟุต) จุ่มลงในขี้ผึ้ง เมื่อเย็นแล้วก็จะเป็นเส้น โดยยังมีความอ่อนตัว ส่วนที่เหลือราว 1 ฟุตยังเป็นด้านฝ้ายที่ไม่มีขี้ผึ้งเคลือบ เรียกว่าสูตระเนติหรือเนตินำมาถูขัดเนื้อเยื่อที่โพรงจมูก
นำปลายสูตระเนติด้านที่เคลือบขี้ผึ้งสูตรเข้ารูจมูกข้างหนึ่ง ให้เส้นสูตระเนติผ่านไปตามพื้นโพรงจมูก กดลิ้นไก่ลง จนเมื่อปลายเส้นสูตระเนติสัมผัสคอด้านในอ้าปาก ใช้นิ้วชี้+นิ้วกลาง ล้วงเข้าไปคีบเอาปลายเส้นสูตรระเนติออกมาทางปาก โดยที่ปลายอีกข้างยังคารู ใช้มือ 2 ข้าง จับ 2 ปลายของเส้นสูตระเนติแล้วสีเข้า ออกสลับกันสัก 10-15 ครั้ง จากนั้นดึงเส้นสูตระเนติออกมาทางปาก ล้างให้สะอาด แล้วทำกับรูจมูกอีกข้างหนึ่ง
นี่เป็นวิธีขัดถูเนื้อเยื่อโพรงจมูกอย่างเต็มที่ เพื่อให้สามารถทนทานต่อฝุ่นละออง ทุกวันนี้ เราใช้สายยางทางการแพทย์ rubber catheters แทน ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่เล็กให้เลือกมากมาย ที่นิยมใช้กันคือ เบอร์ 5 และ เบอร์ 6 (แบบอังกฤษ) ซึ่งสามารถทำความสะอาด รวมทั้งต้มฆ่าเชื้อได้
วาตะ กรรมะ กะปาละภาติ (หรือที่รู้จักกันในชื่อกะปาละภาติ)
คือการขับอากาศอย่างเร็ว ถี่ ออกทางจมูก โดยไม่ใส่ใจกับการหายใจเข้า โดยปกติการเป่าจมูกดูเหมือนจะเป็นสาเหตุของอาการเยื่อจมูกอักเสบเรื้อรัง ไซนัส ผนังจมูกเบี้ยว ยิ่งหากทำในขณะที่จมูกอักเสบ คัดจมูกทำให้การขับของเสียออกจากจมูกเป็นไปได้ลำบาก ทำให้ของเสียแทรกเข้าไปตามโพรงจมูกส่วนที่ลึกลง ยิ่งกระจายการอักเสบไปยังส่วนที่ทำความสะอาดมากขึ้น และหากมีการเป่าลมขณะคัดจมูกข้างหนึ่ง หากทำบ่อยๆ ก็จะทำให้ผนังจมูกเบี้ยว
การทำกะปาละภาติ ทำกับรูจมูกเปิดโล่ง ทำหลังจากล้างโพรงจมูกด้วยวิธีที่กล่าวมาก่อนข้างต้น เป็นการขับอากาศออกโดยแขม่วกล้ามเนื้อหน้าท้องส่วนกลางและหน้าท้องส่วนล่าง ขณะทำจะพบว่ากล้ามเนื้อหูรูดที่ทวารก็จะขมิบขึ้นตามจังหวะ ซึ่งผู้ฝึกควรใส่ใจกล้ามเนื้อบริเวณนี้ด้วย รวมทั้งอาจตั้งใจขมิบ ซึ่งเป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อกะบังลมที่บริเวณอุ้งเชิงกรานอันส่งผลให้การหายใจออกเป็นไปได้ดีขึ้น เมื่อแขม่วกล้ามเนื้อหน้าท้องแล้ว ก็ให้คลายในทันที ไม่ต้องใส่ใจลมหายใจเข้า มันจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยผู้ฝึกจะทำการแขม่วกล้ามเนื้อหน้าท้องในครั้งที่สองทันที ต่อจากการคลาย ทำแบบนี้สม่ำเสมอต่อเนื่องประมาณ 10 ถึง 20 ครั้ง ความเร็วในการแขม่วท้องคือ 2 ครั้งต่อวินาที ทรวงอกจะนิ่งไม่มีการขยายตัวออก อันจะเป็นการหน่วงลมหายใจออกไว้ในปอดซึ่งไม่ใช่สภาวะที่เราต้องการ มีบ้างบางรายที่ไม่คุ้นเคย อาจขยายทรวงอกไปพร้อมๆ กับตอนแขม่วท้อง ส่งผลให้กะบังลมแบนออกข้าง แทนที่จะโค้งขึ้นด้านบนเต็มที่ ช่องปอดขยายตัวออกด้านข้าง ทำให้แรงลมเบี่ยงเบนออกข้างลำตัวทำให้ลมพุ่งขึ้นบนได้ไม่เต็มที่ จึงน่าที่จะกำกับทรวงอกให้นิ่ง ตอนแขม่วท้องกะบังลมส่วนกลางจะถูดันขึ้นเต็มที่ลมจะเคลื่อนขึ้นตรง และมีกำลังขับออกอย่างแรง ทำความสะอาดทางเดินหายใจได้เต็มประสิทธิภาพ
ดูเหมือนกะปาละภาติจะเน้นการขับอากาศออกอย่างแรง เกิดแรงดูดตามรอยแยกของผนังจมูก เกิดแรงดูดตามช่องโพรงจมูกต่างๆ ช่วยขจัดสิ่งอุดตัน ของเสียที่เกาะเคลือบอยู่ออก ตามชื่อของมัน คือทำให้เกดความสว่าง (บาติ) ของกะโหลกศรีษะ (กะปาละ-กะบาล) ซึ่งในที่นี้เน้นที่บริเวณหน้าผาก ดังนั้น กะปาละภาติจึงเป็นเทคนิคที่ทำความสะอาด ทำให้โล่งที่บริเวณหน้าผาก ช่องโพรงจมูก
เราแนะนำให้ทำอุทธิยานะ 2-3 ครั้ง คั่นกลางระหว่างที่ทำชลเนติกับกะปาละภาติ อุทธิยานะทำให้เกิดสูญญากาศ เกิดแรงดูดตามผนังโพรงจมูก ซึ่งช่วยดูดละอองน้ำที่อาจคั่งค้างจากชลเนติออกมา พอเราทำกะปาละภาติ ผลที่ได้รับก็จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่.
(update 20 กุมภาพันธ์ 2008)
[ ที่มา..
นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 29 ฉบับที่ 343 พฤศจิกายน 2550]
|